Pioneer Era

    ตอนที่ 50 โลกที่ไม่สวยงาม

    ***น้องเล็ก [ทัวร์มาลีน-เอท]

    "----"

    ระเบิดนั้นเจิดจ้าและรุนแรงจนย้อมโลกทั้งใบให้กลายเป็นสีขาว

    ความร้อนสีแดงแผดเผา ประดุจเอาขุมนรกยกขึ้นมาปรากฏเหนือปฐพี

    เสียงกังวาลปริแผ่ขยายกลบสิ้นซึ่งทุกสิ่งจนกลายเป็นความเงียบงัน

    แต่ช่างน่าแปลก

    " (... ทำไมลูกไฟมันพุ่งเป็นเสาแบบนั้นกันละ?) "

    ระเบิดที่พร้อมจะเป่าทั้งทวีปให้หายไปนั้น กลับพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นเส้นตรง

    มันไม่ได้กระจายออกข้าง แต่ถูกบีบอัดและพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง กลายเป็นเสาสีขาวบิดเกลียวที่สวยงาม

    “ (แล้วทำไมตาของเราถึงยังไม่บอด?) ”

    แสงที่เจิดจ้านั้นทำได้เพียงแค่ย้อมทุกสิ่งให้เป็นสีขาว แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำร้ายให้ดวงตามืดบอด

    ราวกับว่ามีกำแพงโปรงแสงบางอย่างคอยควบคุมความเสียหาย มิให้การทำลายล้างนั้นหลุดออกมาจากขอบเขตแดนของป่าเส้นด้ายดำได้

    “ (หรือว่าจะเป็นฝีมือของท่านเทพโนอาร์?) ”

    ณ ที่พำนักของเทพเจ้าตรงใจกลางทวีป หอคอยที่สูงเหยียดฟ้าซึ่งพวกข้าเคารพบูชา สิ่งนั้นกำลังส่องแสงเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

    ผิวของหอคอยสีขาวถูกเส้นแสงสีแดงวิ่งตัดลากผ่าน จากปลายฐานขึ้นสู่ปลายยอดในลักษณะทรงเกลียวคลื่น

    แสงสว่างแห่งปาฏิหาริย์ของเทพเจ้ากำลังแผ่พุ่งออกมากว้างไกล แล้วเข้าล้อมปกคลุมเปลวไฟแห่งการทำลายล้าง

    แม้แต่ในเวลานี้ ท่านเทพก็ยังคงยื่นมือเข้ามาให้การคุ้มครองพวกเราอยู่

    “ (ท่านเทพโนอาร์… ขอบคุณท่านมากค่ะ) ”

    ข้าน้อยพึมพำออกมาเช่นนั้น


    เส้นแสงสีแดงของหอคอยใจกลางทวีปได้มืดลงพร้อมกับที่เสาไฟแห่งการทำลายล้างจางหายไป

    ในตอนนั้นเองที่ข้าน้อยได้เห็นอะไรบางอย่างปรากฏบนเส้นขอบฟ้าอันกว้างไกล

    ที่ผืนขอบฟ้ามีหอคอยแห่งเทพเจ้าปรากฏอยู่ด้วยกันถึงสี่หอคอย

    หนึ่งคือหอคอยพำนักของเทพเจ้าโนอาร์ ณ ใจกลางทวีป

    อีกหนึ่งคือหอคอยพำนักของสาวกเทพเจ้าในทิศตะวันออกเฉียงใต้

    สองหอคอยแรกนั้นไม่น่าแปลกใจ เพราะพวกข้าน้อยรู้จักมาแต่โบราณ ส่วนอีกหนึ่งหอคอยคือสัญลักษณ์ของการผ่านบททดสอบแรกที่ผู้ถูกเลือก [ไพไรน์] ทำได้สำเร็จเมื่อหลายวันก่อน

    แต่อีกสองหอคอยนี่สิ

    มีหอคอยสีขาวปรากฏอยู่ที่ดินแดน [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] ซึ่งตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป

    เมื่อสองวันก่อนยังไม่มีหอคอยแบบนั้นปรากฏให้เห็นเลยไม่ใช่หรือ?

    มันเป็นหอคอยสีขาวขนาดเล็ก และมีแสงสีแดงพุ่งตรงไปที่พำนักของท่านโนอาร์

    เรียกได้ว่ามีลักษณะเหมือนกับหอคอยพำนักของสาวกเทพเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน

    จะบอกว่า [ไพไรน์] คนนั้นผ่านบททดสอบที่สองภายในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมาเช่นนั้น?

    ข้าน้อยไม่อาจทราบความจริงนั้นได้

    ส่วนหอคอยที่สี่ มัน… ปรากฏขึ้นเหนือดินแดน [ป่าเส้นด้ายดำ] …

    ข้าน้อยไม่ได้ตาฝาดไปแน่นอน มันปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงนั้นจริง ๆ

    แต่ทว่า… หอคอยต้นนี้ออกจะดู…

    "หอคอยอะไรดูโทรมจังดอง~"

    ใช่แล้ว อย่างที่สหายสุดที่รักของข้าน้อยพูดออกมา มันดูทรุดโทรมมากทีเดียวเจ้าค่ะ

    ผิวนอกของหอคอยเต็มไปด้วยราสีแดงสลับสีเขียวสกปรก แถมยังมีหลายส่วนที่ดูเปราะและผุผังกัดกร่อน

    ประกายแสงสีแดงที่เชื่อมต่อกับหอคอยของท่านเทพโนอาร์เองก็ยังดูอ่อนแรงคล้ายคนสิ้นใจ

    แต่หากพิจารณาถึงรูปทรงกับโครงสร้าง ก็พอจะเข้าใจได้ว่ามันเป็นหนึ่งในหอคอยสาวกของเทพเจ้าไม่ผิดแน่นอนเจ้าค่ะ

    แต่ว่า… ทำไมสิ่งที่เหมือนกับหลักฐานของการพิชิตบททดสอบเทพเจ้า ถึงมาปรากฏขึ้นกันได้ละเจ้าคะ?

    "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่… "

    ข้าน้อยพึมพำกับตนเองเช่นนั้น---



    " [แจ้งเตือนการโจมตี] "

    อยู่ ๆ ก็มีตัวอักษรสีแดงปรากฏขึ้นบนแผ่นสีเหลืองที่ครอบลูกตาของข้าน้อย

    ถึงไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ตอนนี้รีบเอี้ยวตัวหลบแสงสีแดงที่ขึ้นเตือนภัยก่อนดีกว่า

    ในตอนนั้นเองที่หางตาของข้าน้อยมองเห็นวัตถุขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาจากด้านซ้าย

    วัตถุอันตรายนั้นมีสีดำและมีปลายมนแหลมน่ากลัว

    มันพุ่งตรงลงมาจากด้านบนสู่ด้านลงล่าง วิ่งถากผิวแก้มของชุดอย่างรุนแรงจนรู้สึกได้

    วัตถุนั้นพุ่งทะลุลงพื้นจนเกิดเป็นหลุมลึกกว้างขนาดเท่าลูกฟุตบอล

    "อึ๊ก!? "

    รู้สึกเจ็บแก้มเล็กน้อย

    แต่ข้าน้อยรู้ตัวดี

    การโจมตีเมื่อกี้ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะชุดแจ้งเตือน ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเกราะแห่งเทพตัวนี้ หัวของข้าน้อยคงหลุดออกจากบ่าไปแล้ว…

    "เจ้าหนูตรงนั้นรีบมาตรงนี้เร็ว! โจ๊ว! "

    เผ่าอสูรแสงหัวโล้นที่คุ้นหน้าคุ้นตาตะโกนด้วยเสียงดุดันมาจากท้องฟ้า

    นี่มัน… พวกเรากำลังถูกพวกทหารของอสูรกายล้อมอยู่หรอกหรือ?

    ไม่สิ

    "ยัยนั่นเป็นฆาตกร! รีบมาตรงนี้เร็ว! โจ๊ว! "

    พวกมันมีเป้าหมายที่ข้าน้อยต่างหาก

    จะว่าไปแล้ว… พวกข้าน้อยกำลังอยู่ที่ใจกลางฐานของพวกเผ่าอสูรกายนี่นะ

    เพราะอยู่กับยัยดองมากจนเกินไป เลยทำให้ข้าน้อยเผลอตัวไป

    ลืมไปแล้ว ว่าตั้งใจจับยัยดองเพื่อแลกชีวิตกับพวกพี่ใหญ่ที่ถูกจับตัวไป

    ลืมไปแล้ว ว่าพวกเรา… คือศัตรูกัน…

    ข้าน้อยหันไปมองยัยดอง

    ถ้าหากเธอปกป้องข้าน้อยที่เคยฆ่าคนเผ่าของเธอมาแล้ว เธอคงไม่แคล้วถูกหาว่าเป็นพวกทรยศต่อเผ่า

    ถึงจะสนิทกันมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอคงไม่เสียงเอาคอตัวเองมาปกป้องข้าน้อยหรอก

    อืม… ไม่อยากจับยัยดองเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับพวกพี่ใหญ่แล้วด้วยซิ

    แต่จะให้ปล่อยพวกพี่ใหญ่ถูกจับไปแบบนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน

    เวลาแบบนี้ควรทำยังไงดีนะ?



    "อย่ามากล่าวหาเพื่อนฉันนะดอง! "

    ข้าน้อยหันไปมองยัยดองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

    หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มโดยไม่ทันรู้ตัว

    ยัยนี่ยอมเป็นศัตรูกับเผ่าตัวเองเพื่อปกป้องข้าน้อย

    เธอเข้ามายืนขวางหน้าข้าน้อย กางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง และยืนประจันหน้ากับกองทัพด้วยร่างที่เล็กจิ๋วอย่างกล้าหาญ

    "เจ้าหนู! แก---"



    "นี่คือเพื่อนของฉัน! ถ้าทำอะไรรุนแรงกับเธอ ฉันไม่ยอมแน่ดอง! "



    เธอกรีดเสียงดังจนกลบเสียงของเจ้าหัวโล้นจนสิ้น



    "ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเอทไปทำอะไรเอาไว้! แต่มายิงใส่โดยไม่บอกกล่าว มาจ่อปืนใส่เพื่อนของฉัน กระทำการเยี่ยงคนเถื่อน นี่ไม่ใช่กองทหารของหน่วยสำรวจที่ฉันชื่นชม ดอง! "



    เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาเพราะคำพูดของเธอ

    "นี่ข้าตั้งใจจะช่วยพวกแกนะไอเด็กเปรต…"

    เจ้าโล้นหยุดใช้คำพูดลงท้ายที่แปลกประหลาด และเริ่มใช้น้ำเสียงที่ดูอำมหิตขึ้นมาเล็กน้อย

    ข้าน้อย… สัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นที่มีอยู่ในน้ำเสียงนั้นได้…

    "ช่วยด้วยการยิงใส่เพื่อนฉันก่อนโดยไม่ไต่ถามเนี่ยนะดอง! "

    ข้าน้อยสังเกตุใบหน้าของเจ้าโล้น

    นั่นเป็นแววตาของคนที่เคียดแค้น จมปลักอยู่เปลวเพลิงแห่งการล้างแค้น

    หรือว่าเขาตั้งใจที่จะ...

    "อยากได้เหตุผลที่ข้ายิงก่อนถามใช่ไหมไอเด็กเปรต? ได้ งั้นข้าจะสาธยายให้แกฟังเอง! ไอเจ้ากระต่ายห่านรากตัวนั้นมันฆ่าลูกน้องของข้าไปสี่คน! ฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่ใช่นักรบไปอีกถึงห้าคน! แถมยังฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยการตัดคอออกจากร่าง แล้วถีบหัวกระเด็นราวกับเป็นแค่ก้อนหินริมทาง! แบบนี้ยังกล้าเป็นเพื่อนกับฆาตกรโหดแบบนี้ได้อีกเรอะ! ”

    “!?! ”

    ยัยดองช็อคน่าดูเลยแฮะ

    อย่างว่า เธอยังไม่เคยรู้เรื่องที่ข้าน้อยฆ่าเผ่าของเธอไปเลยนี่นะ

    ข้าน้อยรีบเบือนหน้าหนีไปจากสายตาของยัยดองที่กำลังหันมามองทางนี้

    ไม่กล้ามอง…

    ข้าน้อยไม่มีความกล้าพอที่จะมองเข้าไปในดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเพื่อนรักได้

    ท่านเทพโนอาร์ค่ะ… ถ้าท่านยังมีเมตตา ได้โปรดช่วยส่งอภินิหารสักอย่างมากอบกู้สถานการณ์นี้ให้ข้าน้อยด้วยค่ะ

    “แล้วยังมีอีก! เมื่อสองวันก่อนพอพวก ผอ.บานากับนักเรียนกลับบ้านไปแล้ว พรรคพวกของยัยกระต่ายห่านรากตัวนั้นก็เปิดฉากแหกคุกทันที! พวกมันไล่ฆ่าผู้คุมไปเป็นจำนวนมาก! แกลองนึกภาพของครอบครัวที่ข้าต้องพาศพไปส่งดูเซ่! เข้าใจหรือเปล่า! ความรู้สึกของคนที่ไม่อาจดูแลชีวิตของลูกน้องตัวเองได้นะ! เชี่ยเอ้ย! ”

    เจ้าหัวโล้นระบายทุกอย่างออกมาจากปากของเขาทั้งน้ำตา

    นั่นคงเป็นความรู้สึกจริง ๆ ของเขา

    เป็นความรู้สึกเคียดแค้นที่ไม่ต่างไปจากตอนที่ข้าน้อยเสียท่านผู้กล้า [ควอร์ตไซต์] ไป

    ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นนั้นช่างดูคมกริบและบาดลึกจนน่าหวาดกลัว

    ข้าน้อยเองก็เคยมีดวงตาเช่นนั้นไม่ต่างกันสินะ…

    “ไอพวกเด็กเปรต! ตอนนี้ในเมื่อรู้ความจริงแล้วก็รีบมาตรงนี้ซะ! ข้าจะได้สังหารมันเหมือนกับที่ข้ายิงพวกแม่งทิ้งไปเมื่อวันก่อนนั่นละ! ”



    หืม?



    เมื่อกี้นี้มันพูดว่าอะไรนะ?

    “ยัยดอง… เมื่อกี้นี้ข้าน้อยฟังผิดไปเองหรือเปล่า? ไม่ใช่ว่าข้าน้อยแปลภาษาของพวกเจ้าผิดไปเองหรอกนะ? มันพูดว่า---”

    “เออ! มึงฟังไม่ผิดหรอก! ข้า [ฆ่า] ไอพวกกระต่ายบ้าทั้งเจ็ดตัวนั้นทิ้งไปแล้ว! อยากโง่แหกคุกกันเอาเองตามใจชอบทำไมละฟะ! ”



    ทุกอย่างในหัวขาวโพล้นไปหมด

    พวกพี่ใหญ่… ตายไปแล้วหรือ?

    ไม่… บอกข้าน้อยทีว่าไม่จริง?

    ท่านเทพโนอาร์เจ้าค่ะ ได้โปรดช่วยบอกข้าที

    ว่านั่นไม่ใช่ความจริง

    “...นั่นมึงจะทำอะไร! ทุกคนยิงเลย! ”



    ทำไมพวกพี่ใหญ่ถึงตาย?

    เพราะว่าข้าน้อยมาช่วยช้าไปหรือคะ?

    “พวกแกมัวทำอะไรอยู่! มันมีตัวเดียวเองนะเฟ้ย! ”

    “เหวอ!? กระสุนยิงไม่เข้าครับท่าน! ”

    “ทะ… ทำไมพวกชนเผ่าท้องถิ่นถึงมีชุดรบแบบนั้นกันได้! ”



    เสียท่านผู้กล้าที่เปรียบเสมือนแม่

    แล้วคราวนี้ต้องมาเสียพวกพี่ใหญ่ที่เปรียบเสมือนครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว

    “บินได้ ปล่อยแสงได้!? หัวหน้า แค่พวกเราเอาไม่อยู่แน่ครับ! ”

    “รู้แล้ว! พวกแกหนีไปซะ! ข้าจะต้านมันคนเดียวเอง! ”

    “แต่ว่า---”

    “ไม่มีแต่! ชีวิตลูกน้องยังปกป้องไม่ได้แล้วจะมาเป็นหัวหน้าหาพระแสงอะไรกันฟะ! ”



    ทุกสิ่งทุกอย่าง…

    ของสำคัญของข้าน้อยถูกช่วงชิงไปหมดแล้ว

    ถูกช่วงชิงด้วยฝีมือของเผ่าที่เรียกว่า

    [เผ่าอสูรกาย]

    “อ๊ากกกกกกกกกกกก! ”

    “หัวหน้าาาาาา! ”



    ท่านโนอาร์… หรือว่านี่จะเป็นการชี้นำของท่านเช่นนั้นหรือเจ้าคะ? ถึงได้มอบชะตากรรมที่โดดเดี่ยวมาให้?

    ท่านต้องการให้ข้าน้อยต่อสู้ต่อไปเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?

    เป็นแบบนั้นหรือเจ้าคะ?

    ท่านค่ะ… ได้โปรดช่วยมอบคำตอบให้ฉันหน่อยจะได้หรือไม่คะ?

    ท่านโนอาร์คะ? ทำไมถึงเงียบไปละคะ?



    “...”

    มันคือทะเลเลือด

    เป็นเลือดหลากสีที่ถูกย้อมไปด้วยน้ำมือของข้าน้อย

    ข้าน้อยไม่ได้นับ ไม่รู้เลยว่าวันนี้สังหารทิ้งไปกี่ศพ

    ฆ่าโดยไร้ความรู้สึก ฆ่าราวกับเป็นสัตว์ปีศาจที่หิวกระหาย

    ไม่สิ อาจแย่ยิ่งกว่าสัตว์ปีศาจเพราะไร้ความรู้สึกนี่แหละ

    และพอรู้ตัวอีก ข้าน้อยก็ฆ่าหมดทุกคนไม่มีใครเหลือรอดอยู่ในฐานทัพแห่งนี้อีกต่อไป

    ไม่สิ

    ยังเหลืออยู่อีกกลุ่มหนึ่ง

    “ดอง!? ”

    ยัยดองกับพรรคพวกของมันกำลังนั่งตัวสั่นอยู่ด้านหลังของเมดสีขาวที่ชื่อว่า [จาวิส]

    ดวงตาของพวกเธอดูหวาดกลัวและไม่เหลือเค้าของความเป็นมิตรอยู่อีกต่อไป

    “อึ๊ก…”

    ดวงตานั้นทำร้ายจิตใจของข้าน้อยมาก

    แต่ดีแล้วละ...

    ข้าน้อยรู้สึกทั้งโล่งใจและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

    โล่งใจที่ไม่เผลอมือฆ่าสหายรักไป

    แต่หวาดกลัวตัวเองที่สามารถสังหารโหดทุกคนได้โดยที่ไม่ทันรู้ตัว

    เพียงแค่ได้ยินว่าพวกพี่ใหญ่ถูกสังหาร ข้าน้อยก็ลงมือสังหารศัตรูอย่างคุมสติไม่ได้

    ถ้าหากเมื่อกี้ข้าน้อยเผลอมือ---

    ในหัวของข้าน้อยมีภาพของสหายรักตัวน้อยผมสีเขียวกำลังถูกบีบคอตายคามืออยู่

    “... ข้าน้อยขอโทษ”

    “เดียว---”

    ต้องรีบวิ่งหนีไปให้ไกลโดยไม่หันกลับไปมองอีก

    ไปให้ไกลจากที่นี่

    วิ่งให้เป็นหนึ่งเดียวกับสายลมโดยไม่สนสิ่งอื่นใดอีก



    “... แต่ว่าจะให้ไปที่ไหนดีละ? ”

    ข้าน้อยไม่รู้

    “จะร้องไห้...ไม่ได้…”

    ข้าน้อยพยายามเช็ดน้ำตาของตัวเอง

    แต่ลืมไปว่าสวมเกราะอยู่ เลยทำได้เพียงแต่เอามือเปื้อนเลือดมาสัมผัสหมวกเกราะเท่านั้น

    แผ่นครอบตาสีเลืองได้แปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีดำ แดง เขียว และโปรงแสง ที่ผสมปนเปมาจากเลือดของพวกเผ่าอสูรกาย

    “อ๊า…”

    รอบตัวไม่มีสิ่งใดอยู่เลย นอกจากผืนทะเลทราย กับหยาดเลือดที่ถูกทิ้งเป็นทางยาวด้านหลัง

    หยาดเลือดของชีวิตที่เกิดจากฝีมือของข้าน้อยเอง

    วันนี้ฆ่าไปอีกกี่ชีวิตกันนะ?

    น่าจะถึงหนึ่งร้อยคนได้

    พวกเขาหนึ่งร้อยคนนั้นก็คือคนที่พรากเอาชีวิตครอบครัวของข้าน้อยไป

    แล้วทีนี้ข้าน้อยก็เอาชีวิตของพวกเขาเพื่อแลกกับครอบครัวของข้าน้อยเพียงเจ็ดคน

    เป็นหนึ่งร้อยชีวิตที่อาจมีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน

    “อ๊า… อ๊าาาาา! ว๊ากกกกกกกกกกกกกก! ”

    ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้!

    กลับไปที่หมู่บ้านดีมั้ย?

    ข้าน้อยเบื่อที่จะฆ่า เบื่อที่จะสู้แล้ว

    ไม่เอาแล้ว ไม่อยากสู้ ไม่อยากรู้สึกสูญเสียสิ่งสำคัญอะไรไปอีกแล้ว

    สู้เพื่อเทพเจ้าโนอาร์ สู้เพื่อเผ่าบ้าบอ ของแบบนั้นข้าน้อยขอพอได้แล้ว

    สู้แล้วได้อะไรกลับมา?

    เสียทั้งคนที่เลี้ยงดูตัวเองมา

    เสียทั้งครอบครัว

    เสียทั้ง… สหายรัก

    นี่นะหรือคือการชี้นำของเทพเจ้า?

    นี่นะหรือคือผลลัพธ์ของความพยายามนั้น?

    ทำทุกอย่างเพื่อต่อวงจรอุบาทของความแค้นเนี่ยนะ!



    ข้าน้อยเดินต่อมาด้วยสภาพที่หมดแรงทั้งกายและใจ

    เดินมาจนถึงหอคอยขนาดใหญ่ที่ดูทรุดโทรม

    ที่นี่คือ… หอคอยที่เคยเห็นเมื่อกี้ไม่ใช่หรือ?

    เป็นหอคอยที่ปรากฏหลังจากมีลูกไฟพวยพุ่งขึ้นมาตรง [ป่าเส้นด้ายดำ]

    “...ทะเลทรายที่เดินมาเมื่อกี้คือผืนป่าที่ถูกเผาไปเองหรอกหรือ? ”

    ป่าที่เคยเต็มไปด้วยธรรมชาติสีดำได้กลายเป็นผืนทะเลทรายไปแล้ว

    “ไม่มีอะไรสักอย่าง ฮะ ฮะ ฮะ เหมือนกับ… ข้าน้อยเลย...”

    หมดแรงแล้ว

    ข้าน้อยใช้ร่างกายนอนพิงใส่กำแพงของหอคอยที่ผุพัง

    “... นั่นใคร? ”

    ท่ามกลางสติที่เรือนราง ข้าน้อยเห็นเงาของกลุ่มผู้คน

    พวกเขาใช้วัตถุประหลาดบินเลียบต่ำมาตามพื้นทราย

    “พบบางสิ่งตรงนั้นครับ”

    “เป็น [หุ่นยนต์พัง ๆ ที่เอาแต่พูดว่า [สล็อต] หมายเลข BAAL-07] แบบที่พวกเราเก็บมาได้เมื่อกี้หรือเปล่า? ”

    “ไม่ใช่ครับ อันนี้ดูเหมือนจะเป็นชุดเกราะ… มีคนสวมมันอยู่ด้วยครับ”

    “รีบช่วยขึ้นมาก่อนที่พวกหน่วยสำรวจจะมาเห็น เร็วหน่อย”

    “รับทราบครับ”

    พวกมันใช้ภาษาของเผ่าอสูรกาย

    จะช่วยข้าน้อยอย่างงั้นหรือ?

    โชคชะตาช่างเล่นตลก ที่ชีวิตของข้าน้อยกำลังจะถูกพวกเผ่าอสูรกายช่วยเหลือเอาไว้ในอีกครั้งหนึ่ง

    “หุ่นยนต์สวมชุดเกราะหรือ? ”

    “ไม่ใช่ครับ เป็นพวกชนเผ่าท้องถิ่นของที่นี่ครับ”

    “ไหนขอดูหน่อย”

    ข้าน้อยถูกอุ้มร่างขึ้นมาด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่นและเป็นมิตร

    ทำไมถึงยังไม่ปล่อยให้ข้าน้อยตายอีกละเจ้าค่ะท่านเทพโนอาร์?

    ไม่สิ การที่ถูกเผ่าอสูรกายมาช่วยหลายครั้ง บางทีอาจเป็นการชี้นำของเทพเจ้าอสูรกายก็เป็นไปได้กระมั้ง?

    ชายที่มาช่วยข้าน้อยนั้น เป็นเผ่าอสูรแมลง สูงสามเมตร มีผิวสีน้ำตาลแดง และสวมชุดสูทสีเทาดูน่าเกรงขาม

    ดูเหมือนจะมีชื่อว่า---

    “นี่ครับท่านประธาน [เซอร์ไว] ”

    ---มีชื่อว่า [เซอร์ไว] สินะ..

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน