นิยายแห่งรักแท้เื่ สุดท้ายที่รัก เขียนโดย สลักกานต์
ตอนที่ ๑๘
..“ตอนนี้ผมนอนที่โรงแรมที่กองถ่ายจัดให้เรานอนตอนที่มาถ่ายละครนะครับพี่กานต์” ..
..“เมื่อเย็น ผมแวะไปบ้านที่เราถ่ายละคร แม่บ้านที่นั่นบอกว่าพี่อินไปที่นั่นครับ” ..
..“ก่อนเข้าที่พัก ผมขับรถวนหาตั้งหลายที่ ก็ไม่พบ พรุ่งนี้ผมจะออกหาต่อนะครับ ได้เื่ยังไงจะรีบบอกไปนะครับ” ..
แสงไฟที่มือถือกานต์สว่างวาบขึ้นเมื่อมีข้อความไลน์เข้า แต่กานต์ไม่ได้ใส่ใจจะเปิดดู เพราะก่อนหน้านี้ วรวุธเพิ่งไลน์เข้ามาตามงาน ซึ่งกานต์ก็ตอบไปว่าอีกวันสองวันจะส่งบทตอนที่๓ ไปให้ แล้วก็ไม่อยากคุยด้วย จึงไม่สนใจมือถืออีก กานต์กินยาแล้วเข้านอน
กรทำธุระของตนเสร็จ ก็มาเปิดดูไลน์ของพี่กานต์เพื่อเช็คงาน เขาเห็นข้อความของป๊อก กรรีบเอาไปให้พี่นิดดูและปรึกษาเธอ “เราควรบอกพี่กานต์มั้ย?”
“บอกสิ”
“จะดีเหรอพี่นิด”
“พี่ก็ไม่รู้ว่าดีมั้ย? แต่พี่รู้ว่า..ปัญหาที่เรากำลังต้องตามแก้กันอยู่ตอนนี้ มันเกิดขึ้นเพราะเราไม่กล้าบอกความจริงกัน”
“กรเข้าใจแล้วครับ ถ้าบอกไป พรุ่งนี้พี่กานต์คงต้องออกตามหาพี่อินแน่ๆ”
“ถ้าอย่างนั้น พี่จะพาเค้าไปเอง”
“งั้นพี่นิดขับรถออกไป ตอนที่กรกำลังจะไปเรียน ดีมั้ยพี่”
“ดี” นิดรับคำ แล้วก็ใช้ความคิด “ตอนออกไป พี่จะให้กานต์ซ่อนตัวที่เบาะหลัง นักข่าวจะได้ไม่รู้ว่ากานต์ออกจากบ้านไปกับพี่แล้ว”
“กรสามารถตั้งให้ไฟในตัวบ้านดับหลังจากเราออกไปสักครึ่งชั่วโมง พวกนักข่าวจะได่คิดว่า ตอนพวกเราออกไป พี่กานต์ยังอยู่ในบ้านนะครับ”
นิดยิ้มและพยักหน้ารับ “ช่างคิดจริงๆ” นิดชมน้องเพื่อน “อีกหน่อย เขียนงานแบบพี่กานต์ได้เลยนะนี่”
แล้วนิดและกรก็เดินเข้าไปหากานต์ในห้องนอน ทั้งสองก็เห็นว่า กานต์หลับไปแล้ว “พรุ่งนี้เราค่อยบอกพี่เค้าก็ได้”
“ครับพี่นิด”
ทั้งสองเดินออกมา
โทรศัพท์นิดมีสัญญาณไฟแสดงว่ามีสายเข้า
นิดยกมือถือขึ้นมาดู เป็เบอร์ของคุณหญิงแม่ของเธอ
กรมองอย่างเข้าใจ “พี่ไปรับสายในห้องนอนกรก็ได้ครับ เสียงจะได้ไม่ออกมาข้างนอก”
นิดยิ้มให้กร แล้วเดินเข้าไปในห้องกร พร้อมกับกดรับสาย
“ทำไมไม่อ่านไลน์แม่ ทำไมไม่รับสาย แม่โทรไปหาตั้งหลายครั้ง .. ” และอีกหลายคำพูดที่คุณหญิงแม่ของนิดแผดเสียงสาดอารมณ์ใส่ลูกสาว เธอะเิอารมณ์ออกมาเป็ชุดผ่านโทรศัพท์มาที่นิด
นิดฟังอย่างสงบนิ่ง
“ว่าไง จะตอบแม่ได้หรือยัง ฮะ”
“นิดอยู่บ้านเพื่อนตามที่ไลน์บอกคุณแม่แล้วนี่คะ ที่นี่ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงค่ะ นิดสบายดี”
“แล้วงานแม่ล่ะ นิดปล่อยให้แม่ออกงานคนเดียวมาสองสามวันแล้วนะ นิดจะให้แม่ออกงานการกุศลพวกนั้นคนเดียวไม่ได้นะ นิดต้องไปกับแม่ เข้าใจมั้ย? กลับบ้านเดี๋ยวนี้” คุณหญิงแม่สั่งเด็ดขาด
“นิดจะอยู่กับเพื่อนค่ะ” นิดตอบเรียบๆ
"ยัยนิด" คุณหญิงแม่เสียงเขียว “กล้าขัดแม่เหรอ ฮะ เดี๋ยวนี้เห็นเพื่อนดีกว่าแม่แล้วเหรอ?”
“ค่ะ” นิดตอบสั้นๆ แต่เสียงเด็ดขาด
คุณหญิงแม่ถึงกับอึ้งไป!!
“เพื่อนนิดป่วยค่ะ เขา้านิด นิดอยู่ที่นี่ นิดมีประโยชน์มากกว่าที่จะไปออกงานสังคมพวกนั้นค่ะ” นิดชี้แจงเหตุผลอย่างหนักแน่น ชัดเจน
“แล้วแม่ล่ะ นิดจะให้แม่ไปงานพวกนั้นคนเดียวได้ยังไง”
“งั้นก็ไม่ต้องไปสิคะแม่ อยู่บ้านสบายกว่าค่ะ”
“ยัยนิด!!! ทำไมถึงพูดกับแม่อย่างนี้ ไม่เห็นใจแม่บ้างเลย” เมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล คุณหญิงแม่ก็เริ่มใช้ไม่อ่อน
“คุณแม่คะ คุณแม่พูดแบบนี้ไม่ได้นะคะ ั้แ่นิดเรียนจบมา คุณแม่ก็อ้างให้นิดเห็นใจคุณแม่ ไปงานโน่นงานนี้กับคุณแม่ นิดตามคุณแม่ออกงานมาตลอดตั้งหลายปีนะคะ” นิดพูดช้า.. ชัด “มันไม่ทำให้ชีวิตนิดดีขึ้นเลยนะคะ แล้วนิดก็ไม่ได้ใช้วิชาความรู้ที่นิดอุตส่าห์ร่ำเรียนมาเลย ที่สำคัญ.. นิดไม่ชอบงานแบบนั้นค่ะ ถ้าคุณแม่ชอบ คุณแม่ก็ไปงานพวกนั่นเถอะค่ะ นิดพอแล้ว”
“นิด!!”
“นิดต้องดูแลเพื่อนที่ป่วยนะคะ แค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ” แล้วนิดก็กดวางสายไป พร้อมกับตั้งคำถามถามตัวเองว่า .. เธอพูดกับแม่แรงไปหรือเปล่า ..ก็ไม่นี่นา .. เธอมีคำตอบให้ตัวเองทันที
..นี่เป็สิ่งที่เธอควรจะพูดกับคุณหญิงแม่มาตั้งนานแล้ว ..และที่ตัดสินใจพูดวันนี้ .. เพราะนิดเห็นแล้วว่า .. การไม่พูดความจริง ..แล้วปล่อยให้มันเป็าแทำร้ายชีวิตเหมือนที่กานต์ปล่อยไว้ สุดท้าย.. ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ..
นอกจากไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว.. มันทำลายชีวิตเราได้!!
รุ่งเช้า.. กานต์ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ร่างกายเขาแข็งแรงขึ้นมากแล้ว เมื่อคืนกานต์หลับสนิท เป็การชาร์ตแบตฯ ให้ร่างกายอย่างดี
กรเข้ามาหาพี่ชาย และบอกข้อความที่ป๊อกไลน์มาบอก กานต์ดีใจมาก
“ทานอะไรซะหน่อยนะ ถ้าไหวก็เตรียมตัวเดินทาง” นิดบอกเพื่อนรัก
“ได้ ได้ กานต์อยากจะไป” กานต์ตอบอย่างฮึกเหิม
แล้วทั้งนิด กานต์ และกรก็ทานอาหารเช้าด้วยกัน จากนั้น.. กานต์ก็เตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าใบเก่ง เขาดู ‘ปากกาด้ามเก่า’ กับ ‘สนุดโน้ตเล่มเล็กๆสีเืหมูเข้มจนเกือบดำ’ ว่ายังอยู่ดีหรือไม่? ซึ่งก็ยังอยู่ที่เดิมที่ที่กานต์เก็บเอาไว้
เต้และน็อตมารอที่ประตูหน้าบ้าน ตามที่กรไลน์ไปขอความช่วยเหลือเมื่อวาน
“เต้กับน็อตมารับผมไปโรงเรียนแล้วครับ ผมให้มันช่วยเปิดปิดประตูบ้านได้นะพี่นิด พี่จะได้ขับรถออกไปโดยไม่ต้องห่วงอะไร ผมกะเพื่อนจะเปิดและปิดประตูบ้านเอง ดีมั้ยพี่กานต์”
กานต์พยักหน้าให้น้องชาย
นิดเอากะเป๋าของกานต์ใส่รถ จังหวะเดียวกับที่กานต์แอบขึ้นไปนอนที่เบาะหลังรถ แล้วเอาผ้าห่มคลุมไว้ทั้งตัว นิดเดินไปนั่งที่นั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องรถ
กรเดินไปเปิดประตูบ้าน เต้กับน็อตช่วยเพื่อนเคลียร์หน้าบ้านให้นิดขับรถออกไป แล้วทั้งสามก็ปิดประตูบ้าน และเดินไปโรงเรียนโดยไม่พูดอะไรเลย
...
นิดขับรถออกไปได้สักระยะ “พ้นแล้วกานต์ ไม่ต้องคลุมโปงแล้ว”
กานต์เปิดผ้าออกและแทรกตัวมานั่งข้างคนขับ เขาบอกเส้นทางให้นิดขับรถไปที่บ้านปาริชาต
นิดขับรถบึ่งไปทันที แต่ไม่วายบอกเพื่อนอีกว่า “โน้ตบุ๊คของนิด อยู่หลังเบาะที่นิดนั่ง เอามาทำงานได้เลยนะ ถ้าอยากทำ”
“ลองดูก็ดีนะนิด” พร้อมกับยิ้มให้เพื่อนรัก “กานต์ว่าการเขียนบท่วันสองวันนี้ มันช่วยให้ใจกานต์เข้มแข็งขึ้นนะ” แล้วกานต์เอี้ยวตัวไปเอาโน้ตบุ๊คมาเปิดและทำงานต่อ
นิดขับรถไป แอบมองเพื่อนรักที่เธอรักยิ่งกว่าเพื่อนไปด้วย
กานต์เขียนบทฉากที่อินทรตัดสินใจมีอะไรกับวดี โดยใช้ประสบการณ์ที่อินทรมาหาเขาที่ห้องแล้วสุดท้ายก็มีอะไรด้วยกันกับกานต์ .. เป็แรงบันดาลใจ
กานต์เขียนฉากงานเลี้ยง ที่เ้าคุณปู่และคุณหญิงย่าเลี้ยงต้อนรับคุณนรอินทร์กลับจากต่างประเทศแล้วอินทรก็พาวดีไปหาคุณนรอินทร์ผู้เป็พ่อ แต่คุณนรอินทร์กลับบอกให้อินทรไหว้วดี เพราะวดีคือ.. แม่เลี้ยงของอินทร!!
กานต์ตั้งสติ แล้วเขียนโดยใช้เหตุการณ์วันที่อินทรรู้ความจริงเป็พื้นฐานเพียงแต่ในบทละครที่กานต์เขียนอินทรไม่ได้โวยวายเท่านั้นเอง
เขียนเสร็จ กานต์ก็ซับน้ำตาตัวเอง
นิดหันไปเห็นพอดี “ไม่ไหวก็พอก่อนก็ได้นะ” นิดบอกเพื่อน
“ไม่เป็ไร กานต์เสียน้ำตาให้ตัวละคร ไม่ใช่ตัวเอง”
“เดี๋ยวถึงที่ต้องขออ่านหน่อยละ”
“ได้เลย”
“ได้ยินกานต์พูดแบบนี้ นิดก็สบายใจ”
กานต์ยิ้มรับ แล้วเขาก็ยกมือถือขึ้นมาดู เปิดไลน์ป๊อกมาอ่านอีกครั้ง แล้วกดสติ๊กเกอร์ขอบคุณ ส่งไปให้ป๊อก
“กร” วรวุธเรียก เพราะเขาก็แอบมาดักพบกรที่หน้าโรงเรียน
แค่ได้ยินเสียงวรวุธ กรก็อารมณ์ขึ้น เขาโกรธจนหน้าแดง กำหมัดแน่น น็อตกับเต้ต่างก็พยายามบอกให้ใจเย็นๆ
กรหันไปมองวรวุธด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตร “คุณ้าอะไรอีก”
วรวุธมองเต้กับน็อต ที่ยืนอยู่ข้างๆ กร
“กูไปรอตรงโน้นนะ” เต้บอกเมื่อนเมื่อเห็นสายตาวรวุธ
“ไม่ต้อง” กรบอกเพื่อนแล้วหันไปสบตาวรวุธอย่างไม่แคร์ “ผมไม่มีความลับอะไรต้องปิดบังเพื่อน คุณจะพูดอะไรก็พูดมา”
“เอ่อ.... ” วรวุธพูดไม่ออก
“ถ้าไม่พูด ผมกะเพื่อนๆ จะเข้าโรงเรียน”
“พี่กานต์เป็ไงบ้าง”
“ก็ยังอยู่ได้”
“กร ... พี่”
“คุณจะมาอะไรอีก ไอ้ที่คุณทำอะไรลงไป คุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันแย่แค่ไหน? คุณยังกล้ามานั่นมานี่อีกเหรอ?”
“พี่ทำอย่างนั้น เพราอยากให้ละครดัง”
กรมองหน้าวรวุธอย่างเดียดฉันท์ “คุณไม่มีปัญญาทพให้ละครดังเหรอ ถึงทำอย่างนี้คุณแม่งโคตรเห็นแก่ตัวเลย”
ทุกครั้งวรวุธไม่เคยยอมให้ใครมาว่าอะไรเขาอย่างนี้ แต่วันนี้.. เขายืนก้มหน้านิ่ง เขายอมให้เด็กอายุ๑๔ ว่าเขาต่อหน้าคนอื่น โดยไม่ตอบโต้ วรวุธเงยหน้ามองกร แล้วเดินจากไป
เต้กับน็อตเดินเข้ามาตบบ่าเพื่อน กอดคอเพื่อน แล้วพาเพื่อนเดินเข้าโรงเรียนไป
กานต์และนิด มาพบป๊อกที่บ้านทรงไทยที่กองถ่ายเลือกให้เป็.. บ้านปาริชาต คุณแม่บ้านคนเดิมก็มาเล่าให้กานต์ฟังอีกครั้ง จนทุกคนแน่ใจว่าอินทรเคยมาที่นี่
แล้วป๊อกก็บอกว่าเขาขับรถวนไปหาที่ใดบ้างในละแวกนี้ นิดกางแผนที่ดูว่าละแวกนี้ มีที่ใดที่อินทรพอจะไปอยู่ได้บ้าง
แล้วสามคนกับรถสองคันก็แยกย้ายกันค้นหาอินทร แล้วไลน์บอกกันเป็ระยะระยะ แต่ก็ไม่พบอินทรแม้เงา
...
ทั้งสามนัดพบกันที่ร้านไข่กะทะ ร้านที่กานต์กับกรเคยพาอินทรมาชิมในวันแรกที่พบกัน พอกินไปได้สักครู่ กานต์ก็นึกได้ว่า..อินทรควรจะไปที่ไหน ทั้งสามรีบจ่ายตังค์ แล้วรีบขับรถออกไปทันที
...
พอรถเลี้ยวเข้าเขตวัด พวกเขาก็รู้สึกถึงความร่มเย็นในทันที ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมแทบทุกพื้นที่ในวัด เมื่อจอดรถ ทั้งสามก็เดินสำรวจไปรอบๆ
กานต์เดินเข้าไปในอุโบสถที่เก่าแก่ ภาพวันวานที่กานต์เดินชมที่นี่กับอินทรยังแจ่มชัดในความทรงจำเขา ในอุโบสถนี้โล่งกว้างมากพอที่จะกวาดตาดูก็รู้ว่า.. ไม่มีใครอยู่
ทั้งสามเข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ กิริยาการนั่งกราบพระอันงดงามของอินทรยังติดตากานต์อยู่
ตั่ง.. ที่วันนั้นมีพระสงฆ์ชรานั่งประพรมน้ำมนต์ให้กานต์ ตอนนี้กลับมีแค่ตั่ง ไม่มีพระอยู่ ไม่มีใครอยู่ในนี้เลย นอกจากเขาทั้งสามคน
“จะขอรดน้ำมนต์ซะหน่อย พระท่านดันไม่อยู่ซะนี่” ป๊อกพูดขึ้นมา
“ท่านคงอยู่กุฏิละมั้ง ลองไปหาท่านดูมั้ยล่ะ” นิดเสนอความคิด
“ดีเหมือนกัน ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว รดน้ำมนต์เสียหน่อยก็ดี” แล้วกานต์ก็เดินนำออกไป
ป๊อกกับนิดเดินตามกานต์ออกไป
แล้วทั้งสามก็สอบถามคนแถวนั้นถึงกุฏิเ้าอาวาส แต่ความที่วัดกว้างมาก แล้วต้นไม้ก็หนาตา จึงมองทางเดินค่อนข้างลำบาก จนเมื่อพวกเขาถามเด็กวัด จึงรู้ชัดเจนว่ากุฏิเ้าอาวาสอยู่ตรงไหน พวกเขาก็เดินไปจนถึงกุฏิเ้าอาวาสได้ไม่ยาก
...
เ้าอาวาสท่านนั่งหลับตาเข้าสมาธิอยู่หน้ากุฏิพอดี
กานต์จำท่านได้ ท่านคือพระภิกษุชรารูปเดียวกับที่รดน้ำมนต์ให้กานต์กร และอินทรในวันโน้น กานต์จึงพานิดและป๊อกเข้าไปกราบ
“เจริญพร.....” หลวงพ่อท่านเอ่ยอย่างเรียบง่าย
ทั้งสามกราบพระเสร็จก็นั่งพนมมืออยู่ ยังไม่ทันจะพูดอะไร
“จะมาให้รดน้ำมนต์ใช่ไหม ได้ได้ได้” แล้วพระท่านก็หันหน้าเข้าไปในกฏิ “ใครอยู่ในนั้น ยกธูปเทียน แล้วก็ขันน้ำมนต์ออกมาให้หน่อย”
พระท่านพูดจบ นิดขยับตัวหยิบกระเป๋าสตางค์
“ไม่ต้องใส่ซองหรอก พวกเ้าเดือดร้อนมา ที่นี่ก็มีน้ำเย็นช่วยให้ชีวิตพวกเ้ามีแรงเดินต่อไปได้” ภิกษุชราบอกอย่างอารมณเย็น
นิดยิ้ม ในใจชื่นชมญาณหยั่งรู้ของพลวงพ่อท่านที่รู้ใจเธอทั้งเื่การรดน้ำมนต์ การใส่ซอง นิดจึงก้มกราบพระท่าน
กานต์และป๊อกกราบตาม
ขณะที่ทั้งสามกราบพระ ก็เห็นขาเด็กวัดคนหนึ่งไส่ชุดขาวเดินออกมาจากในกุฎิ มานั่งข้างๆเก้าอี้ที่เ้าอาวาสนั่งอยู่
เมื่อกราบครบสามครั้งเสร็จ ทั้งสามก็เงยหน้าขึ้นมองหลวงพ่อจึงเห็นว่า.. เด็กวัดที่ใส่ชุดขาวและนั่งข้างๆ เก้าอี้เ้าอาวาสคือ.. อินทร
“พี่อิน” กานต์เรียกได้แค่นั้น น้ำตาก็คลอหน่วยขึ้นมา
อินทรมองหน้ากานต์นิ่ง ราวกับไม่รู้สึกรู้สาใดใดกับเสียงเรียกของกานต์
“เขา้าจะบวช” พระท่านบอกกานต์
“พี่อิน!!”
กานต์เอ่ยชื่ออินทรได้เท่านั้น น้ำตาก็ร่วงเผอะ
พระท่านหันไปบอกอินทร “อาตมาว่า โยมควรจัดการเื่ทางโลกให้เรียบร้อยเสียก่อน โลกทางธรรมต้อนรับเสมอ หาก้าเรียนรู้เส้นทางสู่ความสงบ แต่ไม่ใช่การหลีกหนีบางอย่าง”
อินทรเงยหน้าสบตาพระท่าน “ครับท่าน” เสียงอินทรเรียบเฉยราวกับเขาปลงทุกอย่างในโลกไปเสียแล้ว
“ไปคุยกันกับเขาให้รู้เื่ซะก่อน แล้วถ้ายังอยากบวชอยู่ อาตมาจะไม่ขัดอีก”
อินทรก้มลงกราบภิกษุชราตรงหน้า
ป๊อกมองอินทรตลอดเวลา .. ในใจเขารู้สึกวาบหวามอย่างที่เคย ..ความรู้สึกมันยังแจ่มชัด .. ชัดจนป๊อกอดที่จะถามตัวเองไม่ได้ว่าทำไม?
ในเมื่อเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร นอกจาก.. อินทร!!
แล้วพระท่านก็หันหน้ามาสบตากานต์ “คนเราน่ะ.. จะอยู่ด้วยกันได้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่บุญที่กรรมที่ทำกันมา..”
กานต์กราบพระเป็การรับคำพูดที่พระท่านบอก
แต่ใจกานต์ตกไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้!!
.. พบเพื่อจาก .. ไม่ว่าจากตาย .. หรือจากเป็ ..ล้วนเ็ป.. สุดจะทานทน ..
กานต์พยายามบอกตนเอง
แล้วทั้งกานต์และอินทรก็เดินไปที่มุมหนึ่งของวัด ซึ่งค่อนข้างเป็ส่วนตัวและไม่ไกลจากที่พวกเขารถจอดไว้
กานต์เอากระเป๋าใบหนึ่งมาจากรถ และนั่งลงตรงข้ามอินทร “พี่อิน กานต์พร้อมจะตอบคำถามพี่ทุกอย่าง”
แล้วกานต์ก็เล่าเื่ให้อินทรฟังั้แ่วันแรกที่เขาได้พบกัน พร้อมกับวางโน้ตบุ๊ค พ็อกเก็ตบุ๊ค รวมทั้งปากกาแสมุดบันทึกไว้ตรงหน้ากานต์
อินทพยายามเข้าใจทีละอย่างตามที่กานต์เล่า “แล้ว.. ทำไมพี่ถึงชอบ.. ” อินทรเก็บคำว่า ..‘กานต์’.. ไว้ แล้วใช้คำว่า “..ผู้ชาย..!!”
“อธิบายซิ!!” อินทรจ้องกานต์ตาเขม็ง
กานต์อึ้ง เขาพยายามตั้งสติ เรียบเรียงคำพูด “อันนี้กานต์ก็ไม่รู้ กานต์ไม่รู้จริงๆ นะพี่อิน เชื่อกานต์นะ กานต์ไม่ได้เขียนให้พี่รักกานต์”
“กานต์จะบอกพี่ว่า มันเกิดขึ้นเอง อย่างนั้นเหรอ”
จบตอน ๑๘