[จบ] ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70

    บทที่ 51 ปีศาจน้อยข้ามภพ (รีไรท์)

    บทที่ 51 ปีศาจน้อยข้ามภพ (รีไรท์)


    เสิ่นต้าเฉียงหว่านล้อมหลิวเยว่ไว้ อย่างไรเสีย ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ ตอนนี้เธอมัวแต่กระวนกระวาย ถึงเวลานั้นไม่แน่ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้ นั่นไม่เท่ากับว่าหาเรื่องปวดหัวเองเหรอ


    เรื่องเลยจบลงเช่นนี้


    สองวันมานี้ เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนดูแปลกไป เธอเลยได้แต่คิดว่าเขาไม่ปกติ หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียดีกว่า 


    ผ่านไปแบบนี้อยู่หลายวัน ก็มีคนจากตัวอำเภอมาหา


    เป็นระดับหัวหน้าหนึ่งคน เพื่อมาเยี่ยมวีรบุรุษ


    เรื่องสำคัญคือการมาติดตามว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนฟื้นตัวขึ้นขนาดไหนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเพียงแต่ให้เงินมา ไม่ทันคิดว่าผู้คนในชนบททั่วไปต่างไม่มีตั๋วแลกซื้อ ต่อให้มีเงิน ถึงจะอยากจับจ่ายซื้อของก็ทำไม่ได้


    พวกเขาจึงนำเนื้อสัตว์มาด้วย 


    หลิวเยว่เห็นหมูสามชั้นมันเยิ้ม 10 จิน ทั้งยังมีเท้าหมูอีกส่วนหนึ่งด้วย


    “หัวหน้าคะ หัวหน้าคะ ก่อนหน้านี้ก็ให้เงินพวกเรามาแล้วไม่ใช่เหรอคะ ไม่จำเป็นต้องเอาของมาให้พวกเราตั้งมากมายขนาดนี้หรอกค่ะ” หลิวเยว่พูด


    รู้สึกว่าทำแบบนี้ตัวเองกำลังเอาเปรียบประเทศอยู่อย่างไงอย่างงั้น เห็นอยู่ว่าเป็นว่าที่ลูกเขยตัวเอง แต่กลับต้องให้ประเทศชาติมาออกเงินเลี้ยงดู


    “ไม่ใช่ครับ พี่สะใภ้ ก่อนหน้านี้พวกเราไม่รอบคอบเอง ไม่ทันคิดว่าต่อให้มีเงิน ก็ไม่ง่ายเลยที่พวกคุณจะไปหาซื้อของมาได้ อันนี้เป็นของที่พวกเราซื้อมาจากโรงงานเนื้อสัตว์ครับ อีกอย่างผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ที่รู้สึกตื้นตันเมื่อรู้ถึงวีรกรรมของสหายเยี่ยของพวกเรา กีบหมูสองคู่นี้เป็นผู้อำนวยการฯให้มาครับ”


    หลิวเยว่เหลือบไปมองทางเยี่ยเสิ่นเหยียน ไม่รู้เหมือนกันว่าว่าที่ลูกเขยคนนี้ไปทำความดีความชอบอะไรเอาไว้ ถึงได้มีหน้ามีตาขนาดนี้


    ทั้งยังมีคนมาหาถึงหมู่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


    สุดท้ายเธอจึงจำใจรับเอาไว้ เรื่องนี้ถูกคนเห็นเข้าไม่น้อย ถึงยังไงเวลามีคนนอกหมู่บ้านเข้ามา ทุกสายตาต่างจ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว 


    หลิวเยว่ยังคงปิดปากสนิท รู้ดีว่าเรื่องนี้จะทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนขึ้นอีก เลยตัดสินใจไม่พูดออกไป 


    ตอนขายเนื้อหมูป่าไปก่อนหน้านี้ ก็เอาไปให้ทางบ้านแม่ของเธอส่วนหนึ่ง หลังจากส่งเนื้อไปที่บ้านนั้นแล้ว จางซู่ฉินก็มีพฤติกรรมลับ ๆ ล่อ ๆ ชวนน่าสงสัย 


    หลิวเยว่คิดว่า ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเสิ่นต้าเฉียงเป็นพี่น้องแท้ ๆ กับผู้ชายของหล่อน จางซู่ฉินคนนี้คงวิ่งแจ้นไปฟ้องพวกเขาในข้อหาลักลอบล่าสัตว์ตามฉบับสังคมนิยมแน่ ๆ  ถึงตอนนี้จะไม่ถือสาหาความเรื่องนี้ แต่เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์พวกนี้ ย่อมเกิดผลกระทบไม่น้อย 


    และเพราะเธอมั่นใจว่าจางซู่ฉินจะไม่กล้าไปฟ้อง เธอจึงกล้าออกตัวไปว่าเธอซื้อมาเองจากตลาดมืด


    ตอนแรกเสิ่นทิงหงให้บอกว่าพวกเขาซื้อมาจากร้านสหกรณ์ที่คนของหมู่บ้านอื่นเอามาขาย แต่หลิวเยว่คิดไปคิดมากลับรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะ


    หนึ่งเพราะตอนนี้มีคนไม่มากที่เต็มใจเอาเนื้อสัตว์ออกมาขาย ร้านสหกรณ์ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ สหกรณ์มีเนื้อหมูป่าขายไหม แค่ถามดูก็รู้ได้แล้ว เธอจึงคิดว่า ถึงยังไงก็ไม่มีใครกล้าไปฟ้องอยู่ดี จึงพูดออกไปตรง ๆ แบบนั้นดีกว่า


    แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้จางซู่ฉินฟัง แต่เพราะจางซู่ฉินเอาแต่กังวลว่าบ้านสามจะมาเอาเงินที่ใช้เลี้ยงดูยามแก่ของสองผู้เฒ่าไป จึงคอยจับตาไว้ 


    หลิวเยว่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ไม่พูดอะไรออกไปก็ดีแล้ว หล่อนอยากฟังก็ฟังไป ยังไงคนที่ต้องร้อนรนใจก็เป็นหล่อนอยู่ดี แถมยังพูดออกไปไม่ได้อีกต่างหาก สุดท้ายคนที่อึดอัดก็เป็นหล่อนเอง


    พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นต่างดีใจกันยกใหญ่ หลังจากแยกบ้านแล้วก็มีแต่บ้านสามที่คอยนึกถึงพวกท่าน ถึงพวกบ้านรองจะไม่ได้ทำให้พวกท่านโกรธ แต่ก็ไม่ได้แสดงความกตัญญูอะไรมากนัก


    พวกบ้านใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คงได้แต่บอกว่าเป็นพวกจิตใจหยาบกระด้าง


    แต่เรื่องพวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวกับทางบ้านของเสิ่นทิงหง ให้พวกเขาทำสิ่งที่สมควรทำไปก็พอแล้ว คนอื่นจะเป็นยังไงพวกเขาก็ยื่นมือไปยุ่งไม่ถึง


    หลังจากได้รับเนื้อส่วนนั้นมาแล้ว หลิวเยว่ก็คอยหาวิธีปรุงอาหารใหม่ ๆ มาทำให้เยี่ยเสิ่นเหยียนกินทุกวัน


    แน่นอนว่าพวกเขาเกรงใจที่จะใช้เนื้อในส่วนที่หัวหน้าส่งมาให้ แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ยืนยันว่า ถ้าพวกเขาไม่กิน เขาก็จะไม่กินเช่นกัน 


    หลิวเยว่เพิ่งจะรู้ว่าว่าที่ลูกเขยของเธอดื้อรั้นอย่างกับลา


    ตอนแรกเธอยังทำเป็นไม่ใส่ใจคำพูดของเยี่ยเสิ่นเหยียน เลยทำออกมาให้เขาโดยเฉพาะ แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ยืนยันที่จะแบ่งปันส่วนเล็ก ๆ ของเขานั้นให้ทุกคนให้ได้ ไม่งั้นเขาก็จะไม่ยอมกินมันเด็ดขาด 


    สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกอื่น ทุกคนจึงได้แต่ต้องกินเนื้อพวกนั้น แต่ว่าทุกคนก็กินกันไปคนละเล็กน้อยเท่านั้น และล้วนพยายามให้เยี่ยเสิ่นเหยียนได้กินมากขึ้นหน่อย


    ช่วงเวลาที่เยี่ยเสิ่นเหยียนมาอยู่ที่บ้านเสิ่น ก็ทำให้เขาเข้าใจนิสัยของคนบ้านนี้ดีขึ้น ครอบครัวนี้ล้วนเป็นพวกที่ไม่ยอมเอาเปรียบใคร ทุกคนเลยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข


    เสิ่นทิงหงเห็นว่าอาการของเยี่ยเสิ่นเหยียนค่อย ๆ ดีขึ้นทุกวัน วันหนึ่งจึงหาโอกาสเข้าไปที่ห้องของเยี่ยเสิ่นเหยียนตามลำพัง


    “เยี่ยเสิ่นเหยียน!”


    เยี่ยเสิ่นเหยียนกำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ด้วยนิสัยของทหาร เขาจึงรู้ตัวตั้งแต่เสิ่นทิงหงเปิดประตูเข้ามา แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงออกไป ยังคงทำท่าอ่านหนังสืออยู่ราวกับมองไม่เห็นเด็กสาว 


    เสิ่นทิงหงกลอกตามองบน เธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะไม่เห็นเธอ แต่ยังคงเรียกชื่อเยี่ยเสิ่นเหยียนออกไปเสียงดัง


    เยี่ยเสิ่นเหยียนวางหนังสือในมือลง “มีอะไร”


    “อาการของคุณหายดีแล้วใช่ไหม” ที่เสิ่นทิงหงถามแบบนี้ เพราะว่าน้ำที่ใช้ดื่ม ใช้หุงข้าวในบ้านล้วนถูกเธอผสมน้ำจากห้วงมิติลงไป ต่อให้ไม่ดีเท่ากับการได้ดื่มเข้าไปตรง ๆ แต่ถ้าว่ากันตามเหตุผล เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ควรดีขึ้นแล้ว


    “ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ” แววตาของเยี่ยเสิ่นเหยียนปรากฏร่องรอยแห่งความสงสัย


    เขารู้ดีว่าอาการของตัวเองหนักขนาดไหน ตอนแรกที่สงสัยว่าเสิ่นทิงหงเป็นปีศาจ เขายังหัวเราะเยาะตัวเองไม่หาย


    แต่พอนานวันเข้า เขากลับสงสัยขึ้นมาจริง ๆ เขารู้ความสามารถในการฟื้นตัวของตัวเองดี ถึงแม้อาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้จะไม่ถึงชีวิต และไม่ได้หนักหนาอะไร อีกอย่างการบาดเจ็บในสายอาชีพนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ


    แต่อาการเหล่านี้ก็ไม่มีทางฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ ใช่แล้ว เขาฟื้นตัวได้มากแล้วจริง ๆ ยิ่งเยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ที่นี่ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความแปลกของบ้านเสิ่น


    แต่เขาก็ไม่คิดว่าเสิ่นทิงหงเป็นปีศาจที่ไหน ถ้าเป็นพวกปีศาจตามตำราพวกนั้นจริง ป่านนี้เขาคงถูกเธอดูดเอาวิญญาณหรือควักหัวใจไปแล้ว


    ถึงเสิ่นทิงหงจะทำให้เขารู้สึกว่าเธอนิสัยแย่ไปหน่อย แต่จิตใจกลับดีทีเดียว


    หรือว่าจะเป็นปีศาจบนภูเขาที่ข้ามภพมา


    ความคิดในหัวเยี่ยเสิ่นเหยียนยิ่งคิดยิ่งไปไกลจนเกือบกู่ไม่กลับ


    พอเสิ่นทิงหงได้ฟังคำถามของเยี่ยเสิ่นเหยียน ก็สะอึกไปครู่หนึ่ง เธอจะพูดอะไรได้ ยังไงก็คงบอกไม่ได้อยู่แล้วว่าเป็นเพราะให้น้ำทิพย์คุณดื่ม ชายคนนี้ยังเป็นทหารอีก สิ่งที่เกลียดที่สุดคงไม่พ้นเรื่องความเชื่อคุณไสยศักดินา เธอรู้สึกว่าหากพูดไป เยี่ยเสิ่นเหยียนคงได้ลากเธอออกไปให้คนวิพากษ์วิจารณ์แน่


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70 ที่คุณอ่าน