ตอนที่ 48 :พวกเจ้าอยากพบผู้อาวุโสหรือ?
“กวีสลักป้ายโลหะ ? นี่คือกวีสลักป้ายโลหะหรือ......”
หลี่เหวินโป๋ได้ยินประโยคของบัณฑิตเหล่านั้น เขาก็หยุดฝีเท้าลง สีหน้าดูสับสนขึ้นมา“หากข้าเดินทางไปดูกวีสลักป้ายโลหะนั้น อาหารก็จะเย็น อาจสร้างความประทับใจมิดีนักต่อหลินอี้ทว่า......”
“หากข้าพลาดกวีสลักป้ายโลหะนี้ไปข้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต ! ”
หลี่เหวินโป๋กัดฟันกรอด เดินถือกล่องอาหารมุ่งไปทางห้องโถงของสำนักศึกษา
เขามิอยากต้องนั่งเสียใจไปตลอดชีวิต !
......
ณ ห้องโถงของสำนักศึกษา บรรยากาศอลังการ ส่องสว่างไปด้วยแสงเทียน
บัณฑิตจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ สายตาจับจ้องมาทางป้ายโลหะด้านบนห้องโถงด้วยลมหายใจรีบเร่ง
พวกเขารู้ว่าป้ายด้านบนนี้คือกวีสลักป้ายโลหะ
เป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเขาที่จะได้เพลิดเพลินไปกับบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์
นับแต่นี้ไป สำนักศึกษาผิงโจวก็จะมีชื่อเสียงเทียบเท่าสำนักศึกษาจวินจี๋และสำนักศึกษาฉิงปิงได้อย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่ป้ายโลหะถูกผ้าสีแดงคลุมเอาไว้
มิรู้ว่าเป็นกวีเช่นไรจึงได้สลักลงบนป้ายโลหะนี้
พวกเขาใจจดใจจ่อ
ประหม่า
คาดหวัง
ตื่นเต้น
อารมณ์หลากหลายปะปนกัน ในใจร้อนรนอดใจรอแทบมิไหว พวกเขาอยากฉีกผ้าสีแดงนั้นออกเพื่อจะได้เห็นกวีบทนี้
“ท่านคณบดี จะทำพิธีเปิดป้ายเมื่อไหร่หรือ ? ”
“ศิษย์รอแทบมิไหวแล้วอยากเห็นโฉมหน้าของกวีบนป้ายแผ่นนี้ยิ่งนัก ! ”
บัณฑิตบางคนรู้สึกอึดอัดเกินทน จึงได้เอ่ยปากถาม
“ฮ่า ๆ ! ”
เจิ้งจือชิวยิ้มแล้วเอามือลูบเคราเบา ๆ “บทกวีที่แขวนอยู่บนป้ายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาอันควรมันจะถูกเปิดเผยออกมา ทุกคนอย่าได้รีบร้อนใจไป ! "
แท้จริงแล้วในใจของเขาเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน
นี่คือเรื่องราวอันมีความหมายยิ่งสำหรับสำนักศึกษาผิงโจว ซึ่งสมควรแก่การจารึกลงในประวัติศาสตร์ของสำนักศึกษา
“หากท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักศึกษายังมีชีวิตอยู่เขาคงรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก.....”
จู่ ๆ ในใจของเจิ้งจือชิวก็นึกขึ้นมาได้ น้ำตาคลอเบ้า
กาลครั้งหนึ่งนั้น
สำนักศึกษาผิงโจวนับว่ามีชื่อเสียงในจินโจว ทว่านับแต่นี้ไป สำนักศึกษาผิงโจวจะมีชื่อเสียงเทียบเท่าสำนักศึกษาจวินจี๋และฉิงปิงมีชื่อเสียงโด่งดังในจังหวัดหนานเซียง
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นผลงานของหลินอี้
เขาคือผู้เปลี่ยนแปลงชะตาของสำนักศึกษาผิงโจว !
“ท่านอาจารย์มาแล้ว! ”
“อาจารย์เฉิน ! ”
“อาจารย์หลี่......”
ทันใดนั้นเอง อาจารย์ของสำนักศึกษาก็เดินทางมาเพราะได้ยินเรื่องนี้ เหล่าศิษย์พากันโค้งกายเคารพ
แม้แต่ท่านอาจารย์ก็รีบเดินทางมา
คาดว่าคงใกล้ถึงเวลาเปิดป้ายแล้ว !
“เร็วเข้า......เร็ว! ”
“ใกล้ถึงเวลาแล้วกระมังข้าคันหัวใจยิ่งนัก ! ”
บรรยากาศท่ามกลางห้องโถงเริ่มครึกครื้นขึ้นมา เหล่าบัณฑิตนับถอยหลังทุกวินาทีพวกเขาต่างเงยหน้าขึ้นมองไปยังผ้าสีแดงที่คลุมสลักป้ายโลหะนั้นไว้
“ได้เวลาแล้ว ! ”
ในมิช้า เมื่อเจิ้งจือชิวใช้นิ้วคำนวณเรียบร้อย เขาจึงได้ประกาศอย่างหนักแน่น
ขณะเดียวกันพลังพรสวรรค์ทั้งสองก็พุ่งเข้าสู่ป้ายด้านบนนั้น
พรึ่บ !
ผ้าสีแดงเลื่อนลงจากแผ่นป้ายนั้น
รอบข้างดูเงียบสงบเสียจนน่ากลัว
อาจารย์และบัณฑิตทั้งหลายเบิกตากว้างมองดู จับจ้องไปยังแผ่นป้ายที่แขวนไว้ณ ห้องโถง
มิมีใครกล้าส่งเสียงออกมา
วินาทีนี้ กวีที่แขวนด้านบนนี้ก็ปรากฏต่อสายตาของทุกคนที่นั่น
“โอ้ ! ”
ฝูงชนพากันส่งเสียงฮือฮา ดวงตาจ้องไปยังป้ายกวีมิกะพริบ
ลำแสงพรสวรรค์แห่งฟ้าดินอันบริสุทธิ์พุ่งมาจากทุกทิศทุกทาง รวมตัวกันรอบป้ายสลักนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของตำราในอากาศ
ชั่วพริบตาเดียวทุกคนก็รู้สึกได้ถึงความสดชื่น ร่างกายและสมองปลอดโปร่ง
“เป็นจริงดังนั้น! ข้าคิดไว้แล้วเชียว......”
อาจารย์เฉินยิ้มขึ้นเล็กน้อย
กวีสลักป้ายโลหะนี้คือกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์ที่หลินอี้ประพันธ์ออกมาได้ภายในสามก้าวเมื่อครั้นประชันกับเหอเหวยจวิน คณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋
อาจารย์ท่านหนึ่งอ่านกวีบทนี้ออกมา
ชั่ววินาทีนั้น อาจารย์ท่านนี้ก็ตกตะลึง พลังพรสวรรค์ในร่างกายแผ่ซ่านออกมาอย่างมิอาจควบคุมได้เขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าเพียงเปล่งกวีบทนี้ออกมา พลังพรสวรรค์ก็พลุ่งพล่านเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง3 เท่าตัว ! ”
“อะไรกัน มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ ? ”
“นี่คือบทกวีอันสูงส่งเพียงแค่อ่านบทกวีสลักบนป้ายโลหะนี้ออกมา พลังพรสวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้นทำให้บัณฑิตทั้งหลายมีเหวินกงที่ปลอดโปร่งพลังพรสวรรค์จึงพลุ่งพล่านอย่างรวดเร็วมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ! ”
“แม้นร่างกายเป็นผุยผงก็มิขลาดจักต้องเหลือไว้แต่ความดี......พวกเราเหล่าปัญญาชนควรที่จะมีความรู้สึกอันสูงส่งเช่นนี้! ”
บัณฑิตทั้งหลายดูตื่นเต้น พวกเขาพยายามสัมผัสกวีบทนี้จากใจอย่างมิหยุดหย่อน
พวกเขากำมือแน่น สีหน้าแดงเรื่อ ราวกับกำลังเข้าสู้เส้นทางที่จะถูกบดเป็นผุยผง
และนี่คือพลังแห่งเสียงสะท้อนของบทกวี
เมื่อพลังพรสวรรค์จากสวรรค์และโลกามารวมกัน ห้องโถงใหญ่ของสำนักศึกษาจึงดูเหมือนมีพลังพรสวรรค์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
แต่ละคนล้วนสัมผัสได้ถึงความสดชื่นราวอยู่ในลานศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมานับพันปี
เจิ้งจือชิวมองไปยังปฏิกิริยาท่าทางของทุกคน แล้วยกมือลูบเคราของตนก่อนที่จะยิ้มขึ้น
เขาเลือกมิผิดไป
หากเขาเก็บกวีบทนี้ไว้เพียงผู้เดียว แม้จะมีประโยชน์ต่อเขามาก
แต่......การนำออกมาสลักบนป้ายโลหะเช่นนี้ ความหมายของมันย่อมมิธรรมดา
“ท่านคณบดีขอรับ กวีสลักโลหะแผ่นนี้ ผู้อาวุโสท่านใดเป็นผู้ประพันธ์ ? เขาอาศัยอยู่ในจังหวัดหนานเซียงหรือไม่ ? เมื่อครู่ศิษย์ได้ทำการอ่านกวีบทนี้สัมผัสได้ถึงพลังปลุกใจ ศิษย์ประสงค์คุกเข่าลงคารวะต่อหน้าผู้อาวุโสท่านนี้สักสามหน! ”
บัณฑิตคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวประโยคนี้ สีหน้าของเขาดูหนักแน่น ส่งผลต่อคนอื่นๆ ยิ่งนัก
“ศิษย์เองก็อยากมีโอกาสได้พบท่านอาวุโสผู้นี้......”
“กวีสลักป้ายโลหะแผ่นนี้จะอยู่เคียงคู่กับเรายามที่ได้ศึกษาที่นี่ดังนั้นท่านผู้อาวุโสก็ดุจดั่งอาจารย์ ศิษย์ประสงค์จะคารวะท่านด้วยเช่นกัน ! ”
บัณฑิตทั้งหลายพากันก้าวออกมามากขึ้น
แววตาของพวกเขาดูเร่าร้อน ต้องการจะพบหน้าผู้อาวุโสท่านนี้เหลือเกิน
กวีบทนี้มีพลังมหาศาลดั่งพลังของเทพเซียน เสมือนเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกลงไปในใจของพวกเขาให้มิหวาดกลัวและเสียสละตน
บนชีวิตทางเดินของคนเรานั้น พวกเขาค้นพบสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน......นั่นก็คือเผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญ
ในขณะเดียวกันนี้
เหล่าบัณฑิตที่ก้าวออกมาล้วนมีพลังอันสดใส รังสีที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของพวกเขาเปลี่ยนไปมิเหมือนเมื่อก่อน
อาทิเช่น ก่อนหน้านี้หากพวกเขายืนอยู่ท่ามกลางปัญญาชนมากมายคงมิมีผู้ใดใส่ใจมองพวกเขา
ทว่าบัดนี้......มิว่าพวกเขาจะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเพียงไร ก็กลายเป็นจุดสนใจได้ในทันที
มิได้เกี่ยวข้องกับรูปร่างหน้าตาภายนอก แต่เป็นเพราะพลังภายในเหวินตั่นอย่างหนึ่ง
“เยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนักพวกเจ้าสัมผัสและตระหนักได้ถึงพลังภายในเหวินตั่นด้วยกวีบทนี้ พวกเจ้าจะมีความกล้าแห่งปัญญาชนอย่างแท้จริง! ”
คณบดีเจิ้งจือชิวมองเห็นถึงแนวทาง แววตาของเขาเป็นประกายมองไปทางบัณฑิตทั้งหลายด้วยความชื่นชมจากนั้นกล่าวอย่างจริงจังว่า “เมื่อมีเหวินตั่น นับแต่นี้ไปยามพวกเจ้าศึกษาตำราหรือประพันธ์กวีพวกเจ้าทุกคนก็จะมีเสน่ห์น่าพิศมัยประจำตน และนี่คือความหมายอันแท้จริงของกวีสลักป้ายโลหะ! ”
“ดูเหมือนว่ากวีสลักป้ายโลหะนี้ข้าจะเลือกได้ถูกต้องแล้ว ! ”
ร่างของเจิ้งจือชิวสั่นคลอนเล็กน้อย เขาคิดมิถึงว่าบทกวีของหลินอี้จะทำให้บัณฑิตแห่งสำนักศึกษาตระหนักได้ถึงเหวินตั่น
แต่จะว่าไปก็เป็นเช่นนั้น
แม้แต่เหอเหวยจวินคณบดีแห่งสำนักศึกษาจวินจี๋ก็ตกตะลึงจนทำอะไรมิถูก เนื่องด้วยพลังพรสวรรค์ระดับกู่ก้องแดนของกวีบทนี้
เขามิรีรอที่จะปลดตำแหน่งซูหลี่เหรินทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยหลินอี้
นั่นก็เป็นเพราะเขารู้ถึงความสำคัญของกวีบทนี้มิใช่หรือ ?
“เหวินตั่น ? พวกเราเริ่มตระหนักรู้ได้ถึงเหวินตั่นแล้วหรือ ? ”
“ท่านหวังฉุน ดูเหมือนว่าท่าน......รังสีที่แผ่ซ่านออกมาของท่านเปลี่ยนไปราวกับอาจารย์ที่ผู้สง่างาม ! ”
“เจ้าก็เช่นกัน นี่คงจะเป็นผลประโยชน์ของเหวินตั่นที่นำมา! ”
บัณฑิตทั้งหลายพากันแตกตื่น
พวกเขาคิดมิถึงว่าการพิจารณาตระหนักถึงข้อความบนกวีสลักป้ายโลหะแผ่นนี้จะนำพาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้แก่พวกเขา
เหวินตั่น
คือความกล้าของผู้รู้หนังสือ มนุษย์เรามักกล่าวว่าใครสักคนหากมีความกล้ามีความรู้ ล้วนมีเสน่ห์น่าพิศมัย
เมื่อคนเรามีความกล้าหาญ เขาก็จะมีจิตวิญญาณแห่งพลังงาน ซึ่งน่าชื่นชม
มิจำเป็นต้องแสดงออกให้โดดเด่น มิว่าเขาผู้นั้นเดินไปที่ใด ทุกคนก็จะมองออกว่าเขามิธรรมดา
“พวกเจ้าอยากพบผู้อาวุโสท่านนี้หรือ ? ”
เจิ้งจือชิวยิ้มแล้วมองไปทางบัณฑิตทั้งหลาย เขายกมือขึ้นลูบเคราเบา ๆ