กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่สี่สิบสอง I am legend

    ตอนที่สี่สิบสอง I am legend

    I am legend คือเรื่องที่ค่อยๆบอกกล่าวเรื่องงราวของพระเอกที่อยู่ในโลกที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นโลกของแวมไพร์และกลายเป็นตำนานของแวมไพร์ที่เล่าขานว่าจะมีคนมาไล่ฆ่าพวกเขาในตอนกลางวัน

    พยายามจะบอกเล่าเรื่องราวตรงกันข้ามมุมมองที่แตกต่าง

    มันไม่ตรงกันข้ามหรอกหากมองดีดีแล้ว มนุษย์ธรรมดามีอายุขัยจำกัด

    ไม่สามารถแพร่พันธุ์ให้แวมไพร์กลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาได้ บาดแผลบาดเจ็บไม่ได้รับการรักษาก็จะเสียชีวิตไปเพราไม่มีโรงพยาบาลของพวกมนุษย์ให้ใช้อีกต่อไปแล้ว

    บาดเจ็บแค่ครั้งเดียวก็เป็นอันจบสิ้นของตำนานมนุษย์ธรรมดาที่ล่าแวมไพร์ในตอนกลางวันนั้นแล้ว

    หรือมุกของเรื่องแอนนาเองก็เช่นกันที่มันมีบางมิติบางไทม์ไลน์โลกก็ตกเป็นของแวมไพร์ ท้องฟ้าไม่มีดวงอาทิตย์ออกมา มนุษย์ธรรมดากลายเป็นกลุ่มต่อต้านเล็กๆคอยต่อสู้กับอาณาจักรของแวมไพร์ที่แบ่งดินแดนกันปกครองว่า มนุษย์ถูกจับอยู่ในฟาร์มกลายเป็นอาหารของปีศาจและแวมไพร์

    ประเด็นคือ หากเกิดภาวะเช่นนั้น เราไม่สามารถเอาชนะได้เลยหากเป็นมนุษย์ธรรมดาในโลกของแอนนานี้

    ทำได้แค่เพียงเปลี่ยนแปลงไทม์ไลน์ เจาะเวลาหาอดีตหรือกระโดดข้ามมิติหรือใช้พรหรือเวทมนตร์ที่มีพลังขนาดเปลี่ยนแปลงโลกเท่านั้น

    แนวเรื่องของ I am legend ไม่มีทางเกิดขึ้นในขณะที่พวกแวมไพร์ครองโลกได้แล้ว

    ดังนั้นผมมองแค่ว่าการใช้เวลาตอนกลางวันให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นเพียงแค่การใช้จุดเด่นที่เราควรจะใช้ในอีกทางเท่านั้นเอง

    กลางวันที่แวมไพร์กลับมานอนหลับหลบแสงอาทิตย์มีแต่ระดับแวมไพร์มาสเตอร์เท่านั้นที่พอจะเคลื่อนไหวเวลากลางวันได้ หมายความว่าระดับลุกกระจีอกกลายเป็นเป้านิ่งของพวกเราที่เป็นมนุษย์

    “กลางวัน”กลายเป็นข้อได้เปรียบที่เราสามารถใช้ใน”การบุก” แทนที่จะเป็นเพียงแค่”การป้องกัน”เท่านั้นเอง

    “นี่ผมเดาเอาเองนะครับ แต่คุณนายคงสงสัยนิดนิดว่า ทำไมแอนนาถึงดูเหนื่อยๆ แอบเที่ยวกลางคืน ไม่สนใจเรียนหรือเปล่าก่อนหน้านี้ใช่ไหมล่ะครับ”

    แหงล่ะ ลูกสาวออกไปเที่ยวเวลากลางคืนพ่อแม่ที่ไหนจะไม่ห่วงกันล่ะ

    คุณนายแทนที่จะตอบกลับอย่างฉาดฉานแบบแอนนา

    กลับหลบตาของผมและกล่าวอย่างอู้อี้ว่า

    “กะก็ใช่จ๊ะ”

    “และผมก็เป็นห่วงแอนนาที่เกรดอาจจะตกลงผมถึงได้พยายามจะมาช่วยเธอเรื่องการเรียนในวันนี้นี่ล่ะครับ แต่ประเด็นที่ผมว่าก็คือแม้แอนนาจะพยายามมากเท่าไร แต่เธอยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ ออกไปข้างนอกตอนกลางคืนต่อให้ไม่เพลียมากท่าคนปรกติ แต่ก็อาจจะเหนื่อยและไม่มีแรงกายแรงใจพอที่จะเรียนได้”

    “ฉะ ฉันก็มีวิลโล่คอยช่วยอยู่ล่ะน่า”

    สรุปคือวิลโลคือเฮอร์ไมโอนี่ของเรื่องนี้สินะ ที่เป็นคนให้เพื่อนลอกการบ้านเวลาคับขัน

    “แต่คงทำให้วิลโล่บ่นว่าทำให้เธอไม่มีเวลาเรียนจนเอาชนะผมไม่ได้เสียทีใช่หรือเปล่าล่ะ” ผมยิ้มแซว

    ป้าบ

    แอนนาตีแขนผมอีกครั้ง

    เธอนี่ทำตัวแบบสาวซึนเดเระแต่ออกแนวอเมริกันนะนี่

    “เอ่อ นี่ก็อย่าหาว่าผมว่าอะไรหรือแนะนำเลย ถ้าคุณนายจะกังวลเรือ่งอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องผิด เธอไม่ใช่บรูณเวย์น แบทแมนที่เป็นเศรษฐีเอาเวลาว่างไปทำงานเป็นแบทแมนได้นะ แต่อาจจะต้องหางานที่ยืดหยุ่นด้านเวลาการทำงานได้ในอนาคตแบบสไปเดอร์แมนที่เป็นนักข่าว แต่ก็ตามแนวสไปเดอร์แมนนั่นล่ะ เธอไม่สามารถหางานประจำที่มั่นคงหรืออาจจะต้องใช้เวลามากๆกับการทำงานได้ในอนาคต..แม้ว่าผมคิดว่า ผมจะจ้างเธอเป็นบอดี้การ์ดจะถือว่าคุ้มค่ามากๆก็เถอะ แต่เธอคงไม่อยากคอยคุ้มครองผมยี่สิบสี่ชั่วโมงใช่ไหมล่..?”

    ผมหยุดพูดเมื่อเห็นแอนนายิ้มอย่างนักล่าที่เห็นเหยื่อ

    “ฮืม อะไรนายจะจ่ายเงินให้ฉันอยู่เที่ยวกับนายหรือ ไม่คิดเลยนะว่าเธอจะเป็นคนอย่างนี้นะ เลนนี่”

    ตั้งชื่อเล่นให้ผมเลยเรอะ?

    “ใช่ จะจ่ายเงินและไปเที่ยวแอนนาด้วยจำนวนเงินน้อยๆไม่ได้นะ ต้องพาลุกสาวของแม่ไปเที่ยวอย่างดีด้วย”

    คุณนายเวลลิงตันไม่ได้ห้ามแต่เข้ามาเสริมอย่างยิ้มแย้ม

    “..เอ่อเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ที่ผมจะบอกคือการออกล่าแวมไพร์ตอนกลางคืน มันไม่สามารถทำได้อย่างเป็นปรกติกับพวกเรามนุษย์ที่ยังต้องการเวลานอนหลับพักผ่อนเวลากลางคืนอยู่ ผมคิดว่าจะพยายามสืบหาตามโกดังร้าง สุสาน ทางน้ำใต้ดิน หรือแหล่งกบดานของแวมไพร์ในเวลากลางวันและจัดการพวกนั้นซะตอนที่พวกนั้นขยับไม่ได้ น่าจะปลอดภัยและดีต่อพวกเรามากกว่าที่จะไปเสี่ยงสู้กับพวกเขาเวลากลางคืน”

    “แต่พวกเราต้องเรียนหนังสือนะ”

    แอนนาก็ถามอย่างสงสัย

    บางครั้งผมก็คิดว่าวัฒนธรรมอาจจะเป็นอย่างเดียวที่ทำให้พระเอกนางเอกอิเซไคที่มีพลังโกงอยู่ในร่องรอยของสังคมได้

    “เพราะอย่างนั้นล่ะผมจึงเชื่อถือเธอนะแอนนา เธอยังเป็นเด็กดีและเคารพกติกาของสังคมทั้งที่มีพลังพิเศษอย่างนี้อยู่..และนี่คือสาเหตุที่ผมต้องขออนุญาตคุณนายเวลลิงตันที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการที่ทำให้เธอสามารถลาหยุดจากโรงเรียนในเวลากลางวันได้”

    พลังที่แข็งแกร่งที่สุดแบบเดียวกับที่ทำให้โชริว อาสึกะ แรงเล่ย์จะจบจากมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุ 14 คือผู้ใหญ่ที่เข้าใจและสนับสนุน ไม่อย่างนั้นเด็กต่อให้อัจฉริยะหรือเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้หรอก

    พลังจากความรักและความเข้าใจของผู้ใหญ่ที่สนับสนุนเด็กนี่ล่ะ ไม่ต่างจากพลังพิเศษที่ช่วยให้เด็กทำสิ่งที่ไม่สามารถเป็นไปได้ให้เป็นไปได้