วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยืนหลับตาอยู่บนเสาหินใหญ่ที่ธรรมชาติสรรสร้างในมือมีดาบวายุสลาตันที่น่าเกรงขาม เขาใช้เวลาตลอดเช้าที่ผ่านมาในการศึกษาดาบเล่มนี้ตลอดการเดินทางลงจากยอดเขาเป็่เวลาที่สงบอย่างยิ่ง เหมาะแก่การศึกษาตัวดาบเพื่อปรับให้เข้ากับวรยุทธ์ของตนเอง
สำหรับจอมยุทธ์ทั่วไปอาจจะต้องเก็บตัวในห้องโถงถ้ำ หรือที่ลับตาสักแห่งหนึ่งเพื่อศึกษาวรยุทธ์ แต่สำหรับเขาผู้มีเคล็ดวาตะแล้วการเดินทางกลับเป็่เวลาแห่งการฝึกฝน ยิ่งเป็ยามต่อสู้จะยิ่งเพิ่มโอกาสพัฒนาวรยุทธ์มากกว่าฝึกคนเดียวเสียอีก
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินโคจรพลังวัตรจากเคล็ดวาตะเข้าสู่ตัวดาบเริ่มต้นมีการต่อต้านจากตัวดาบเล็กน้อย แต่พอปรับการโคจรพลังจากเร็วเป็ช้า คนและดาบก็เริ่มประสานไปในแนวเดียวกันั้แ่เด็กเขาเป็อัจฉริยะบุรุษในด้านวิทยายุทธ์อยู่แล้วสำเร็จยอดวิชาของสำนักในเวลาอันสั้น และที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าคือการคิดค้นเคล็ดวาตะสำเร็จกลายเป็ยอดฝีมืออายุน้อยที่สุดที่ถูกจัดอยู่ในทำเนียบเจ็ดยอดฝีมือแดนเทพ
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินโคจรพลังยุทธ์อย่างเชื่องช้าบรรยากาศรอบข้างเริ่มแปรเปลี่ยน เริ่มจากมีการก่อตัวของลมที่พัดไปมารอบกายจากนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ลมแรงกรรโชก และในที่สุดก็กลายเป็พายุลูกใหญ่ที่มีตนเองเป็จุดศูนย์กลางใบไม้ใบหญ้า เศษหินดินทราย รวมไปถึงต้นไม้ที่ไม่ใหญ่มากล้วนถูกพายุหมุนดูดขึ้นไปบนฟ้าเสียงะเืเลือนลั่นไปทั่วป่าแถบนี้
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินลอยตัวขึ้นมาจากพื้นห้าหกวาจากนั้นก็ผนึกพลังวัตรภายในเร่งเร้าพายุหมุนให้เพิ่มแรงดึงดูดจากนั้นก็ชูดาบวายุสลาตันขึ้นเหนือหัว ทุ่มเทกำลังภายในใส่ตัวดาบ ปล่อยให้ดาบควบคุมพายุหมุนแทนตนเอง
“ขอลองดูฤทธิ์เดชของเ้าหน่อยนะว่าจะมีพิษสงเพียงใด”
พูดจบก็ฟาดฟันดาบไปเบื้องหน้าพลังสายหนึ่งพุ่งไปตามทิศทางที่ดาบฟาดฟันออกไป พร้อมกับพายุหมุนที่ตามไปอย่างกระชั้นชิดแรงปะทะดังเปรี้ยงปร้างสั่นะเืลั่น ฝุ่นคลุ้งกระจายจนมืดฟ้ามัวดินใบไม้ใบหญ้าปลิวว่อนไม่รู้ทิศทาง วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินร่อยกายลงยืนบนเสาหินอย่างสงบมองดูผลงานของตนเอง
เพียงไม่นานฝุ่นก็จางลงแม้จะมีใบไม้ใบหญ้าปลิวล่องลอยอยู่อีกบางส่วนก็ตาม ผลการลงมือหนึ่งกระบวนท่าก็ปรากฏผลงานให้เห็นร่องรอยแผ่นดินที่ถูกผ่าแยกออกยาวสี่สิบวา ลึกราวสองวา กว้างเกือบสามวา เผยให้แผ่นดินใต้ผืนหญ้าลงไปเป็เช่นไรต้มไม้กองหินที่เคยอยู่ ณ ตรงนั้นล้วนถูกพลังดาบและพายุหมุนกระแทกทำลายจนแหลกเละและปลิดปลิวไปรอบข้างจนหมด
“รุนแรงถึงเพียงนี้เชียวดาบนี่นับเป็ดาบคู่บุญของเคล็ดวาตะโดยแท้ โอ ข้าจะยึดติดไม่ได้เด็ดขาด นี่ไม่ใช่ทางของข้า...”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินพึมพำกับตนเอง ั้แ่สำเร็จเคล็ดวาตะเป็ต้นมาเขามิเคยใช้อาวุธมาก่อน ทุกการต่อสู้เขาล้วนใช้มือเปล่าในการรับมือกับฝ่ายตรงข้ามหากจะให้เปลี่ยนมาใช้ดาบเล่มนี้แทนกลับดูเหมือนยอดยุทธ์อย่างเขาถอยหลังลงคลองหรือไม่ นี่เขาเองยังไม่อาจตอบได้ ณตอนนี้
สายตาของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเหลือบไปเห็นนกตัวหนึ่งาเ็ที่ปีกไม่สามารถบินขึ้นสูงได้ มันตกลงมาแล้วตกลงมาอีก คงเป็เพราะการทดลองดาบของเขาถึงทำให้มันรับาเ็เขาได้แต่ส่ายหัวสำนึกเสียใจ พร้อมกับพุ่งร่างไปยังเ้านกตัวใหญ่ตัวนั้น คนยังไม่ทันถึงก็จี้ดรรชนีใส่นกในระยะไกล นกตัวนั้นสะท้านขึ้นคราหนึ่งก็ตกลงมาตายยังไม่ทันถึงพื้นก็ถูกพลังวัตรดูดลอยมาเข้ามือวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน
“เป็อาหารเย็นของข้าเถอะเ้านก อย่างน้อยก็ไม่ได้ตายเปล่า ยังได้เป็ส่วนหนึ่งของตัวเรา จะได้ออกท่องโลกกว้างไปด้วยกัน”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินบรรจงถอนขนนกอย่างตั้งใจนกเป็สิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง เป็สิ่งมีชีวิตเดียวที่บินร่อนบนฟากฟ้าได้อย่างสง่างามเป็ตัวแทนของเหล่าทวยเทพในยุคก่อน ยุคที่ทวยเทพสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ การที่เหล่าเทพในยุคนี้กินเนื้อของนกนับเป็การให้เกียรติและระลึกถึงบรรพบุรุษของตนเอง
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินใช้ดาบวายุสลาตันผ่าท้องนกตัวนั้นเพื่อเอาเครื่องในออกมาทันใดนั้นต้องเงยหน้าขึ้นเพราะมีบางอย่างพุ่งมาทางเขาอย่างรวดเร็ว ร่างสีดำที่ทิ่มแทงกระบี่มาไม่ใช่เื่แปลกที่คนในชุดสีดำจะทิ่มแทงกระบี่มาหากมีคนผู้หนึ่งมายืนขวางทางพร้อมกับถือดาบเล่มใหญ่อยู่ในมือในขณะที่ตนเองกำลังถือของล้ำค่าอยู่ในมือย่อมเข้าใจคนผู้นั้นจะมา่ชิงสิ่งของ
บางครั้งผู้คนมักจะตัดสินใจถูกต้องเช่นเดียวกับคนชุดดำ มันตัดสินใจถูกต้องตลอดมา มันไม่เคยเห็นผู้อื่นอยู่ในสายตามาก่อน
แต่ครั้งนี้มันผิดแล้ว
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินสะบัดดาบฟันใส่กระบี่ที่ทิ่มแทงมาอย่างรวดเร็วเสียงปะทะกับของดาบและกระบี่ดังสะท้านแสบแก้วหูผู้คนยิ่งนัก ที่ปะทะไม่ใช่แค่กระบี่กับดาบแต่ลมปราณของทั้งคู่ก็เผชิญหน้ากันผ่านตัวดาบและกระบี่ การต่อสู้เกิดขึ้นเพียงอึดใจเดียวเท่านั้นก็รู้ผลแพ้ชนะ
ร่างของคนชุดดำสั่นสะท้านอย่างแรงพร้อมกับลอยล่องกลับไปทางเดิมเสียงร้องอย่างเ็ปของสตรีดังขึ้น โลหิตถูกพ่นออกจากปากของมันเป็ฟูฝอยจำนวนไม่น้อยกระบี่ในมือหลุดลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้วตกลงปักใส่พื้นดินตั้งตระหง่านอยู่หน้าวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน
คนชุดดำที่แท้เป็สตรีผู้หนึ่ง
สตรีชุดดำพอรู้ว่ายอดฝีมือที่ขวางทางมีวรยุทธ์เหนือกว่าตนเองก็ไม่รอช้าพุ่งตัวไปอีกทางด้วยวิชาตัวเบาที่สูงส่งกว่าเดิมมันขยับร่างเพียงสามครั้งก็หายลับเข้าไปในดงไม้แถบหนึ่ง วิชาตัวเบาที่ใช้เป็ท่าร่างที่รวดเร็วเกินกว่าคนทั่วไปจะมองทันคล้ายเงาดำกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
“ท่าร่างอเวจีของพรรคมาร?....หรือว่าสตรีผู้นี้เป็คนของพรรคมารโอ ยุทธภพต้องลุกเป็ไฟแน่นอน พรรคมารเมื่อกลับมาย่อมต้องทวงคืนสิ่งของที่เคยเป็ของตนเอง”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินพึมพำกับตนเองอีกครั้งที่เขาเป็ห่วงกลับเป็พวกมนุษย์มากกว่า จากการล่มสลายของพรรคมาร เหล่าชาวยุทธ์แดนมนุษย์ต่างรุมทึ้งแย่งชิงทรัพย์สมบัติของพวกมารกันวุ่นวายสุดท้ายก็แบ่งสันปันส่วนกันตามข้อตกลง โดยเฉพาะแถบทุ่งหมื่นบุปผาซึ่งเคยเป็ที่ตั้งของพรรคมารปัจจุบันกลายเป็เมืองซีอานของมนุษย์ไปแล้ว
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเงยหน้าอีกครั้งเขารับรู้ได้ถึงการมาของคนอีกผู้หนึ่ง วิชาตัวเบาที่สูงส่งพร้อมท่าร่างที่สง่างามเขามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าผู้มาเป็เทพ และเป็เทพสตรีเสียด้วย
หงลู่เสียนทิ้งตัวลงเบื้องหน้ากระบี่สุรางคนางค์ สายตากลับเหม่อมองดูบุรุษตรงหน้าที่กำลังชำแหละร่างนกอยู่ หล่อนรู้จักคนผู้นี้ดีนี่เป็บุรุษที่เหล่าสตรีในแดนเทพใฝ่ฝันอยากเคียงคู่ รวมถึงตัวนางเองด้วยนี่เป็บุรุษเทพที่มีชื่อเสียงโด่งดัง สมบูรณ์พร้อมไปด้วยฝีมือ ชาติตระกูลและหน้าตาหล่อนเคยพบเจอเทพหนุ่มผู้นี้มาแล้วหลายครา แต่ก็เพียงแค่ชำเลืองสายตาแอบมองมาตลอดไม่เคยกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาพูดคุยทักทายมาก่อน
“เ้าชอบกินนกย่างหรือไม่?”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเงยหน้าถามพร้อมกับส่งยิ้มให้กับสตรีตรงหน้านี่เป็คำทักทายที่ไม่ควรถามออกมายามแรกพบหน้า แต่เมื่อเอื้อนเอ่ยจากปากของเขากลับทำให้หงลู่เสียนหัวใจเต้นแรงต้องลนลานตอบอย่างรีบเร่ง
“ข้าไม่...ไม่...ข้าชอบเป็อย่างยิ่ง”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหัวร่อออกมาเบาๆพร้อมกับกวักมือเรียกให้หงลู่เสียนเข้ามาใกล้
“ฝากนกตัวนี้ไว้ก่อนนะข้าจะก่อไฟสักครู่”
หงลู่เสียนกลายเป็พูดจาว่าง่ายเดินไปรับนกมาถือไว้ในมือ ไม่เหลือสภาพของหญิงสาวผู้เ็าปานน้ำแข็งแม้แต่น้อย เืนกเปรอะมือขาวผ่องคู่นั้นเสียแล้วแต่คนยังคงงดงามเช่นเดิม
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเดินวนไปวนมาสักครู่ก็กลับมาพร้อมกับฟืนหลายท่อนในมือจากนั้นก็ลงมือก่อไฟกองหนึ่ง เมื่อไฟติดแล้วเขาก็ลุกไปตัดต้นไม้ที่หักโค่นไปต้นหนึ่งตัดท่อนไม้ขนาดใหญ่มาสองท่อน ยาวท่อนละหนึ่งศอกมาทำเป็ที่นั่ง
เมื่อถ่านไฟได้ที่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็ลงมือย่างนกอย่างใจเย็น เขาค่อย ๆ หมุนไม้ย่างอย่างสม่ำเสมอด้วยความเร็วที่เท่าเดิม
“ตำหนักสุรางคนางค์ให้กำเนิดยอดฝีมือที่โดดเด่นผู้หนึ่งแล้วท่านปรมาจารย์จวงผู้ล่วงลับคงปลาบปลื้มใจยิ่ง”
“ท่านรู้จักข้าเหรอ?”
“สตรีใดที่เคยผ่านตาเราเทพวายุมาเราล้วนจดจำได้ทุกนาง”
หงลู่เสียนหัวร่อคิกคักกลับเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของสตรี สตรีที่อ่อนหวานมากรอยยิ้มทั้งที่คอยปกปิดไว้ตลอดมา แต่ครานี้กลับไม่อาจฝืนได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษในฝันใยต้องปกปิดซ่อนเร้นต่อไป
“เื่เล่าลือที่ว่าวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินไม่แยแสสนใจสตรีคงเป็เป็เื่เท็จแล้ว บุรุษตรงหน้าข้ากลับมีคารมคมคายยิ่งนัก”
“ข่าวลือ?โอ มันมีข่าวลือเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ทุกที่ที่ข้าผ่านไปไม่มีครั้งใดที่ข้าไม่ส่งยิ้มให้กับสตรีโดยเฉพาะสตรีที่งดงาม”
หงลู่เสียนหัวร่อคิกคักหนักกว่าเดิมหล่อนช่างมีความสุขยิ่งนัก การอยู่กับบุรุษตรงหน้าทำให้นางลืมเลือนทุกอย่าง แม้กระทั่งกระบี่สุรางคนางค์ที่ติดตามเพื่อแย่งชิงคืนมาก็ลืมเลือนสิ้นในสายตาของหญิงสาวตอนนี้มีแต่บุรุษงามสง่าที่คล้ายทำหน้าที่สามีอันประเสริฐย่างนกให้ภรรยาที่โชคดีผู้หนึ่งกิน
“กลิ่นหอมยิ่งนักใครย่างเนื้อแถวนี้โปรดแบ่งให้เราผู้สำราญด้วย”
เสียงมาจากสตรีชุดแดงที่ย่องเงียบมาจากด้านหลังของหงลู่เสียนจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากยมทูตน้อยหานหนี่ว์ ใบหน้าของหล่อนประดับด้วยรอยยิ้มอันเบิกบานด้านหลังมีสตรีงดงามอีกผู้หนึ่งตามมา ซึ่งก็คือหูเทียนฉินนั่นเอง เมื่อเดินมาถึงข้างกองไฟก็ทำท่าเหลียวซ้ายมองขวาคล้ายมองหาอะไรสักอย่าง
“ท่านพี่หงที่งามสง่าดุจน้ำแข็งไฉนไม่มีที่นั่งสำหรับข้ากับศิษย์พี่”
หงลู่เสียนส่งสายตาเ็าไปหาผู้ที่ทำลายความสงบสุขของนางคนผู้นี้จงใจพูดแซะหล่อน แต่ตัวนางเองก็ไม่อยากแสดงกิริยาท่าทีที่ไม่ดีงามต่อหน้าวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินจึงนิ่งไม่เอ่ยปากกล่าววาจา
“หากเ้าตอบได้ว่าข้าจับนกตัวนี้ได้อย่างไรข้าจะหาที่นั่งให้เ้าเอง”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเอ่ยปากพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสยมทูตน้อยหานหนี่ว์ปรบมือเห็นด้วยพร้อมกับตอบเสียงดัง
“ท่านฆ่ามัน”
ทุกคนเงียบกริบคำตอบของยมทูตน้อยหานหนี่ว์กว้างมากแต่ก็ไม่ผิด วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหัวร่อ ฮาฮา พร้อมกับลุกขึ้นเดินไปยังต้นไม้ต้นเดิม ใช้ดาบฟันไม้มาอีกสองท่อน นำมาทำเป็ที่นั่งให้กับสองนางงามผู้มาใหม่จากสองคนกลายเป็สี่คน กองไฟลุกโชน ความมืดเริ่มมาเยือนแล้วเช่นกัน
เมื่อนั่งลงพร้อมเพรียงกันแล้วยมทูตน้อยหานหนี่ว์หันไปถามหงลู่เสียนอีกครั้ง
“ท่านพี่หงผู้งามปานน้ำแข็งกลางหาวท่านจะไม่แนะนำสหายของท่านให้พวกเราบ้างเหรอ? หรือว่าเขาเป็คนรักของท่าน จึงหวั่นเกรงว่าพวกเราจะแย่งชิงไป”
“เ้าหุบปากไปเสียบ้างก็ไม่มีใครว่าหรอกหาก้ารู้จักเขาทำไม่ไม่รู้จักไถ่ถามเอาเอง หากเ้ายังพูดจาระรานไม่หยุด ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์แสร้งทำเป็ตื่นใกลัวพร้อมกับหันมาทำหน้าเศร้า คล้ายกับ้าให้วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเห็นใจแม้แต่หูเทียนฉินที่เงียบมาตลอดต้องเผยอยิ้มออกมา
“ท่านผู้นี้เรียกว่าอะไรข้ายมทูตน้อยหานหนี่ว์ ส่วนนี่ศิษย์พี่ของข้าหูเทียนฉิน อย่า..อย่าเพิ่งพูดออกมาข้ามีวิธีทำให้ท่านบอกออกมาเองโดยสมัครใจ”
“ว่ามา”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเริ่มสนใจสตรีผู้นี้บ้างแล้วเขาไม่เคยพบเจอสตรีที่มีเล่ห์ลิ้นคารมเช่นนี้มาก่อน มนุษย์เป็เผ่าพันธุ์ที่เข้าใจยากเขาเองก็อยากจะลองค้นหาดูสักครั้ง
“ท่านต้องตอบคำถามให้ถูกหากตอบผิดต้องบอกชื่อมา คำถามมีอยู่ว่า ชาวนาจะไถนาแต่ควายกลับถูกขโมยไปไปท่านว่าชาวนาจะใช้อะไรไถนา ข้าให้ท่านตอบได้สามครั้ง”
“ม้า”
“ผิดตอบได้อีกสองครั้ง”
“ลาใช่แล้ว..ชาวนาต้องใช้ลาไถนา”
“ผิดตอบได้อีกหนึ่งครั้ง”
“อา....วัว...ใช่แล้วชาวนาต้องใช้วัวไถนาอย่างแน่นอน”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยิ้มอย่างมั่นใจหงลู่เสียนเองก็คล้ายจะตื่นเต้นไปด้วยไม่น้อย หล่อนเองก็คิดหาคำตอบไม่เจอเช่นกัน ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ยิ้มอย่างมีเลศนัยตอบว่า
“ผิด”
“แล้วชาวนาใช้อะไรไถนา?”
“คันไถชาวนาใช้คันไถในการไถนา”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหัวเราะเสียงดังลั่นมนุษย์ช่างน่าพิศวงแท้ กลับคิดคำถามวกวนซับซ้อนเช่นนี้ออกมาได้ ไม่คล้ายเหล่าเทพที่ซื่อสัตย์ชัดเจดมาตลอดหลังจากหัวเราะเสร็จเขาก็ยกนกย่างขึ้นมา มันสุกแล้ว ส่งกลิ่นหอมแตะจมูกของทั้งสี่
“แม่นางหงเ้ามาก่อนจึงมีสิทธิ์เลือกก่อนว่าจะกินส่วนไหน”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมองหน้าหญิงสาวพร้อมกับยื่นนกย่างไปข้างหน้าสตรีผู้งดงามปานนางอัปสรผู้นี้หงลู่เสียนยิ้มให้ชายหนุ่มคราหนึ่ง พร้อมกับใช้นิ้วยาวขาวผ่องฉีกปีกสองข้างของนกไป
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยื่นนกไปยังเบื้องหน้าของยมทูตน้อยหานหนี่ว์ หญิงสาวฉีกขาทั้งสองข้างไปข้างหนึ่งยื่นให้กับหูเทียนฉินผู้เงียบสงบมาั้แ่เริ่ม
“ข้าคือวายุเทพเทพเซียวเหลิ่งเหวินยินดีที่ได้รู้จักกับแม่นางหานและแม่นางหู”
พูดจบก็ลงมือกินนกย่างอย่างสุขใจปล่อยให้สองสาวงามอ้าปากตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน โดยเฉพาะยมทูตน้อยหานหนี่ว์ถึงกับอ้าปากค้างบุคคลที่ตนเองหยอกล้อด้วยกลับเป็สุดยอดฝีมือของเหล่าเทพไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์ถึงเพียงนี้ ผู้คนต่างเล่าลือกันว่าวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมีอายุหนึ่งร้อยสิบแปดปีแต่นี่กลับคล้ายชายหนุ่มผู้หนึ่ง ไม่มีผมหงอกขาวแม้แต่เส้นเดียว รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าก็ไม่มีแม้แต่ขีดเดียว มันเป็ไปได้อย่างไร
“พวกเ้ารู้จักพรรคมารหรือไม่?”
“ก็พอได้ยินเื่เล่ามาบ้าง”
หูเทียนฉินตอบคำถามวายุเทพเทพเซียวเหลิ่งเหวินคนที่เงียบมาตลอดกลับพูดออกมาเมื่อได้ยินคำว่าพรรคมารทั้งยมทูตน้อยหานหนี่ว์และหงลู่เสียนก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“คนของพรรคมารเข้าร่วมแย่งชิงกระบี่เล่มนั้น”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินชี้นิ้วไปยังกระบี่สุรางคนางค์สตรีทั้งสามล้วนอุทานเสียงดังออกมา เนื่องจากทั้งสามเป็คนในยุทธภพ ย่อมเคยได้ยินเื่ราวของพรรคมารมาไม่มากก็น้อยและรับรู้ถึงความน่ากลัวของพรรคมารเช่นกัน
“คนชุดดำใช้ท่าร่างอเวจีซึ่งเป็วิชาโบราณของพวกมาร ข้าไม่พบเจอมาเจ็ดสิบปีแล้วครั้งสุดท้ายที่พบเจอคนใช้วิชานี้ก็ตอนศึกผานรกที่เศษเดนพรรคมารกลุ่มสุดท้ายก่อความวุ่นวายแต่พวกมันก็ถูกจำจัดไปหมดแล้ว ไม่คิดว่าจะยังมีพวกมันหลงเหลืออยู่”
สตรีทั้งสามล้วนสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บหากไม่ใช่เพราะวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินบังเอิญมาขัดขวางคนชุดดำพวกนางคงติดตามต่อไปแล้วก็มีโอกาสที่จะพลาดพลั้งให้กับศัตรูสูงมาก เมื่อศัตรูกล้ามาอย่างเปิดเผยเช่นนี้แสดงว่าต้องวางแผนเตรียมกับดักไว้มากมาย
“หากพวกเ้าได้พกพากระบี่เล่มนี้กลัวว่าจะตกเป็เป้าหมายของยอดฝีมือพรรคมาร ด้วยวรยุทธ์ของพวกเ้าในตอนนี้มีโอกาสพลาดท่าสูงมาก”
สาวงามทั้งสามเงียบสนิทต่างคนต่างมีความคิดเป็ของตนเอง แต่ที่คิดตรงกันก็คือบังเกิดความกลัวต่อพรรคมารมากกว่าเดิมแม้แต่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยังกล่าวเช่นนี้ แสดงว่ายอดฝีมือของพรรคมารต้องเก่งกาจไม่น้อยกว่าคนชุดดำแน่นอน
“ไว้ค่อยคิดกันพรุ่งนี้เถอะเกี่ยวกับกระบี่ตอนนี้ได้เวลาพักผ่อนแล้ว ค่ำคืนนี้ข้าจะเฝ้าเวรยามให้เองพวกเ้าพักผ่อนให้เต็มที่ ราตรีสวัสดิ์”
พูดจบวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็วางดาบบนหน้าขาหลับตาลงสู่นิทราในท่วงท่านั้น หงลู่เสียนดีดตัวขึ้นมาอยู่ในท่านั่งสมาธิบนท่อนไม้หลับตาพริ้มสงบนิ่งไปอีกคน หูเทียนฉินเองก็ดีดตัวขึ้นไปบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งนอนพาดยาวบนกิ่งไม้กลมกลืนไปกับความมืด
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์เป็คนเดียวที่ยังไม่หลับตาลงหล่อนจ้องพินิจไปที่ใบหน้าของเทพวายุผู้โด่งดัง ไฉนบุรุษผู้นี้ทำให้จิตใจของตนเองไหวหวั่นสั่นรวนแปลกๆ จิตใจที่เคยสงบนิ่งมาตลอดกลับร้อนรุ่มเมื่อได้ยินวาจาจากคนผู้นี้ นางปรารถนาให้เขาลืมตาขึ้นมาสนทนาอีกครั้งแต่ก็ไม่มีทางเป็เช่นนั้น เพราะวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหลับไปเสียแล้ว
ไฟในกองไฟกำลังลุกโชนอยู่แต่หัวใจของสตรีที่มีความรักก็มีไฟลุกโชนเช่นกัน
ระหว่างหัวใจของสตรีแรกรักกับไฟที่ลุกโชนอันใดเร่าร้อนกว่ากัน