เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 146 มุ่งหน้าสู่สำนักอรุณ


     

    โลกเสมือนภายในกระท่อมเซียน

     

       เมื่อไปที่โถงสมาคมเดือนดับแล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่าน่าจะออกจากเมืองนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

     

    ฉู่เหยียนจึงนำคนทั้งหมดมาที่กระท่อมเซียนที่ย้ายมาตั้งในป่าทางทิศตะวันออก

     

    หลังจากจบเรื่องเซียงอวิ๋นก็ขอตัวลาทุกคนไปพร้อมให้เหตุผลว่าตนมีภารกิจด่วนต้องไปทำต่อ

     

       ส่วนหงลี่เองก็อาการอกหักช้ำรักกำเริบจึงขอปลีกวิเวกเดินทางออกนอกเมืองไปจึงเหลือเพียงสามคนที่ติดตามสองเทพกระบี่มา

     

    "เอาตามนี้แล้วกันที่เหลือเจ้าก็ลองตัดสินใจดู" ฉู่เหยียนกล่าว

     

       ก่อนหน้านี้เทพกระบี่ซ้ายฉู่เหยียนได้เสนอว่าหากยังไม่มีธุระอะไรก็อยากให้อู๋เซี่ยนติดตามไปเก็บตัวที่สำนักอรุณก่อน

      

       เพราะระยะเวลาสองปีสำหรับผู้ฝึกตนนั้นแสนสั้นอีกทั้งดูจากอุปนิสัยของอดีตเจ้าเมืองตงกุยและภรรยา หากใช้ชีวิตอยู่ด้านนอกก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะปลอดภัยดังนั้นการเลือกติดตามเทพกระบี่กลับไปฝึกตนน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

     

    เมื่อฟังจบอู๋เซี่ยนก็ขอแยกตัวออกไปเพื่อใช้เวลาไตร่ตรองเมื่อเห็นการกระทำของชายชุดแดงก็ไม่มีใครเร่งเร้าเขาแต่อย่างใด

     

    เบื้องหน้าลำธารมีร่างสีแดงในผ้าผูกตานั่งขัดสมาธิอยู่ดวงตาข้างขวาภายใต้ผ้ามองออกไปรอบด้าน

     

       เขาพบว่าทุกสิ่งในที่แห่งนี้ล้วนเป็นเส้นสายสีฟ้านั่นหมายความว่าในโลกเสมือนของกระท่อมเซียนแห่งนี้ล้วนไม่มีสิ่งใดเป็นของจริง

     

    "น่าอัศจรรย์แม้ไม่ใช่ของจริงแต่กลับสัมผัสได้"ไม่นานการวิเคราะห์ก็หยุดลง ก่อนภาพของดาบสีดำเล่มใหญ่จะปรากฏขึ้นในใจ

     

    "สหายดาบมารขอโทษที่ลืมเจ้า แต่ตอนนี้สหายอยู่ที่ใดกันข้าไม่สามารถสัมผัสการเชื่อมโยงของจิตวิญญาณของพวกเราได้เลย" ชายหนุ่มพึมพำ

     

       ทุกครั้งที่ต่อสู้เสียงแหลมเล็กของเด็กหญิงที่คุ้นเคยมักจะดังแว่วมาเสมอทำให้เขาครุ่นคิดจนจำได้ในที่สุดว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นเสียงของดาบมาร แต่ก็ยังนึกไม่ออกทั้งหมดว่าดาบมารนั้นหายไปได้อย่างไร

     

    เขามองไปที่สัญลักษณ์รูปคันศรสีดำเล็กๆที่ประทับอยู่บริเวณข้อมือขวา

     

    "ศรทลายฟ้าออกมา" เพียงเรียกหา ศรดำที่ทำจากเขามังกรฟ้าก็ปรากฏขึ้น

     

       กระทั่งลูบคลำอยู่นานตนก็พอจะจำวิชาต่างของคันศรทลายฟ้านี้ได้แต่หลังจากพยายามสื่อสารกับมันก็ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมาเขาจึงเก็บมันกลับไป

     

    ในโลกเสมือนของกระท่อมเซียนแห่งนี้เป็นยามเช้าตรู่ตลอดเวลา

     

       บริเวณโต๊ะหินใต้ต้นไม้ที่มีแสงแดดสาดส่อง มีสองร่างชรากำลังนั่งสนทนากันโดยมีเฝิ่นเฟยและหลานเอ้อคอยรินชาให้โดยจางยี่นั้นทำเพียงยืนอยู่ใกล้ๆด้วยท่าทีสงบ

     

    "เจ้าฉู่งานชุมนุมวิหารทองคำใกล้เข้ามาแล้ว เจ้าจะไปร่วมด้วยหรือไม่"เค่อลี่ถามออกมาอย่างสนใจ

     

    "ครั้งนี้จางยี่น่าจะพร้อมเข้าสู่วิหารแล้วข้าจึงอยากจะพาเขาไปด้วยตนเอง"ฉู่เหยียนตอบกลับ

     

    "ดี ครั้งนี้ข้าก็จะพาหลานเอ้อไปเช่นกันงั้นเรามาพนันกันดีหรือไม่ว่าศิษย์ใครจะก้าวขึ้นไปได้สูงกว่า"เค่อลี่หรี่ตาอย่างเจ้าเล่ห์

     

    "พนันด้วยสิ่งใด..." ฉู่เหยียนก็ทำเป็นถามออกไปแบบไม่ใส่ใจ

     

       หลังจากเคอลี่ได้ยินสายตาก็ส่องประกายก่อนจะมาประลองกระบี่กับอีกฝ่ายตนก็เตรียมตระเตรียมแผนการนี้เอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้วชายชราสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนในมือจะปรากฏหนังสือสีดำเก่าเล่มหนึ่ง

     

    "คัมภีร์ชั้นเต๋ามวยเซียนระดับกลาง" เคอลี่พูดออกมาด้วยสีหน้าภูมิใจ

     

       เขามั่นใจว่าพรสวรรค์ของหลานเอ้อย่อมไม่แพ้จางยี่อย่างแน่นอนและคราวนี้เมื่ออีกฝ่ายไม่มีสมบัติอะไรมาแลกเปลี่ยนตนก็จะเสนอขอกระท่อมเซียนหลังนี้คืนกลับไป

     

    เมื่อคัมภีร์เล่มสีดำถูกแสดงออกมาอารมณ์ของฉู่เหยียนก็ปั่นป่วนเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้ากลับมาเป็นอย่างเดิม

    "ข้าเป็นมือกระบี่แล้วจะนำมันไปทำมะเขืออะไร"ฉู่เหยียนเองก็ตอบอย่างไว้เชิง

     

       แต่ในใจอยากได้มันมาในครอบครองจะขาดต้องรู้ว่าทักษะระดับสวรรค์เองก็ถือว่าเป็นของวิเศษที่หาได้ยากแล้ว ยิ่งเป็นทักษะระดับเต๋าที่เหนือกว่าชั้นสวรรค์ไปอีกก็ย่อมเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่า

     

       อีกทั้ง "มวยเซียน"ยังเป็นทักษะเฉพาะจำเป็นต้องเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงล้ำ ในนิกายเท่านั้นจึงจะมีมันในครอบครองส่วนที่ยากที่สุดคือการทำใจที่จะฝึกมันต่างหาก

     

    เพราะตำราชุดนี้มีเพียงกระบวนท่ารำมวยที่เชื่องช้าซึ่งแตกต่างอย่างสุดขั้วกับหลักการวรยุทธทั่วไป

     

    "สหายเจ้าก็รู้ว่าทักษะนี้ล้ำค่าเพียงใดงั้นสิ่งที่จะขอแลกเปลี่ยนก็เอาเป็นกระท่อมเก่าหลังนี้เท่านั้นแต่หากไม่กล้า..."

     

    "เห็นแก่ที่เจ้ายอมช่วยเหลือศิษย์ข้าตอนปะทะกับเทพพยัคฆ์ขาวข้าตกลง "ฉู่เหยียนตอบออกมาไม่ใส่ใจ

     

    ทำให้เคอลี่ที่ฟังอยู่ยิ้มแก้มปริโดยมีศิษย์คนเล็กของทั้งคู่ยืนส่ายหัวหน้าบอกบุญไม่รับในความเหมือนเด็กของอาจารย์ทั้งสอง

     

    ไม่นานร่างในชุดแดงก็เดินกลับมา

     

    "อาวุโสเทพกระบี่ผู้เยาว์ขอติดตามไปสำนักอรุณด้วยขอรับ" อู๋เซี่ยนโค้งตัวพร้อมประสานมืออย่างมีมารยาท

     

    ทำให้สองชายชราพยักหน้าคำตอบของอีกฝ่ายทำให้จางยี่และเฝิ่นเฟยแสดงความยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด

     

    "เอาล่ะในเมื่อหมดเรื่องก็สมควรแก่เวลาอีกหกเดือนพบกันที่เมืองฟ้าคำรณสหายฉู่" เค่อลี่ลุกขึ้นกล่าวลา

     

    "สหายจาง สหายอู๋ น้องหญิงเฝิ่น พบกันในงานชุมนุมวิหารทองคำ"หลานเอ้อประสานมือก่อนจะก้าวตามหลังอาจารย์ของตนไป

     

       ก่อนจากกันหญิงสาวยังหันมามองไปยังร่างอู๋เซี่ยนด้วยสายตาซับซ้อนเธอเองอยากให้ถึงงานชุมนุมวิหารทองคำไวๆ เพื่อที่จะได้ทราบเสียทีว่าอีกฝ่ายจะมีความสามารถเพียงใด

     

    ไม่นานคนทั้งสี่ก็นั่งเรือใบครามมุ่งตรงไปยังทิศทางของสำนักอรุณ

     

    "อะไรคืองานชุมนุมวิหารทองคำ"อู๋เซี่ยนที่ยืนบนเรือใบถามจางยี่ออกมาด้วยท่าทีสงสัย

     

       ชื่องานชุมนุมนี้ตนก็ได้ยินมันมาเป็นครั้งที่สองแล้วเฝิ่นเฟยเองก็พยักหน้าเพราะตนเองก็รู้เนื้อหาของงานชุมนุมนี้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น

     

    จางยี่ที่ได้ยินคำถามก็เริ่มอธิบายออกมาอย่างไม่เร่งรีบ

     

    "งานชุมนุมวิหารทองคำเป็นงานใหญ่ที่มีความสำคัญของผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์..."

     

       เขาอธิบายว่างานชุมนุมวิหารทองคำในเมืองฟ้าคำรณเป็นงานใหญ่ระดับทวีปที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เมืองแห่งนั้นจะมีเจดีย์ทองคำเก้าชั้นที่มีวิญญาณของปราชญ์ในตำนานสถิตอยู่

     

       สำนักชั้นนำต่างๆ ในทวีปฉางอันจะนำรุ่นเยาว์ ที่มีพรสวรรค์มารวมตัวกันเพื่อทดสอบพรสวรรค์และประตูของเจดีย์ทองคำที่ว่าก็จะเปิดออกในทุกๆ หนึ่งปีเพื่อให้พวกเขาขึ้นไปพิสูจน์ตัวเองด้านบน อีกทั้งยังมีของวิเศษมากมายเป็นสิ่งตอบแทนอีกด้วย

     

    "แค่ขึ้นไปเดินบนเจดีย์ก็สามารถล่วงรู้พรสวรรค์ของคนผู้นั้นได้อย่างนั้นหรือ"อู๋เซียนพูดด้วยน้ำเสียงสงสัย

     

       เขาพอจะคาดเดาได้อยู่ว่าเจดีย์จะต้องมีด่านทดสอบอยู่แต่การจะชี้วัดได้ว่าคนคนหนึ่งมีพรสวรรค์มีศักยภาพแค่ไหน
    โดยใช้การเดินขึ้นเพียงอย่างเดียวนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำให้ตนรู้สึกสนใจ

     

    "ถูกต้องแม้ข้าจะไม่ทราบรายละเอียดมากนักแต่การจะก้าวขึ้นไปแต่ละชั้นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย"

     

       จากนั้นจางยี่ก็เล่าเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมามีผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่ก้าวขึ้นสู่เจดีย์ชั้นสูงๆได้โดยหากขึ้นไปถึงชั้นที่ห้าก็นับว่ามีพรสวรรค์แล้ว หากก้าวถึงชั้นหกก็การันตีได้ว่าคนผู้นั้นจะมีโอกาสสำเร็จในขอบขั้นจักรพรรดิยุทธได้อย่างแน่นอน

     

       หากสามารถก้าวถึงชั้นเจ็ดผู้ฝึกตนคนนั้นย่อมมีอนาคตที่สดใสสามารถก้าวไปถึงการบ่มเพาะระดับกษัตริย์ได้อย่างแน่นอนเช่นกัน

     

       เมื่อเห็นอู๋เซี่ยนที่ฟังอยู่นิ่งไปจางยี่ก็เริ่มยกตัวอย่างจากเทพกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหกของทวีปฉางอันว่าในวัยเยาว์ทุกคนล้วนก้าวชั้นสู่เจดีย์ชั้นที่เจ็ดได้ด้วยกันทั้งนั้น

     

    "ศิษย์พี่รองข้าเขาก้าวขึ้นได้ถึงชั้นที่หกส่วนศิษย์พี่ใหญ่สามารถขึ้นไปได้ถึงชั้นที่เจ็ดเชียวล่ะ" จางยี่กล่าวออกมาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

     

    "ไหนว่าเจดีย์มีเก้าชั้น แล้วชั้นแปดกับเก้าล่ะไม่เคยมีผู้ใดเคยไปถึงหรืออย่างไร"อู๋เซี่ยนถามด้วยความสงสัย

     

    "นอกจากครึ่งเซียนเซียงกงที่เคยทำไว้ คนผู้นั้นคือเซียนหญิงน้อยแห่งสำนักเมฆานางสามารถทำลายสถิติในรอบหมื่นปีได้สำเร็จ และการก้าวขึ้นไปถึงชั้นแปดของของเซียนหญิงน้อยในครั้งนั้นถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนฟ้าสะเทือนดินจนทางนิกายเจดีย์ทองคำต้องเชิญตัวอีกฝ่ายให้เข้าสู่นิกายเป็นกรณีพิเศษ"

     

       เมื่อลองคิดดูว่าเพียงก้าวขึ้นสู่ชั้นที่เจ็ดก็กลายเป็นระดับกษัตริย์ได้เช่นนั้นชั้นแปดอีกฝ่ายคงมีพรสวรรค์กระทั่งก้าวไปถึงครึ่งเซียนเป็นแน่

     

    "แล้วชั้นเก้า..."เฝิ่นเฟยที่นิ่งอยู่กล่าวถามแทรกออกมาด้วยความใคร่รู้

     

    "ย่อมต้องมีผู้เคยก้าวขึ้นไปถึงและกลายเป็นตำนาน แต่คนผู้นั้นเลือกที่จะเดินทางออกนอกทวีปแห่งนี้ไปแล้ว"
    มีเสียงฉู่เหยียนดังมาจากท้ายเรือ

     

       จากที่ฟังทั้งหมดอู๋เซี่ยนก็พอเข้าใจเจดีย์เก้าชั้นที่ว่านี้เป็นสมบัติของนิกายเจดีย์ทองคำที่ใช้ทดสอบพรสวรรค์ ผู้ฝึกตนที่อยู่ในอาณาจักรพลังที่5 และมีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปี เพื่อเฟ้นหาหาผู้มีพรสวรรค์เป็นใบเบิกทางเข้าร่วมนิกายของตน

     

       ส่วนเกณฑ์ที่ใช้ก็คือ ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ชั้นที่หกของเจดีย์ได้แล้วหากในร้อยปีสามารถเข้าสู่จักรพรรดิฟ้าสำเร็จ ประตูของนิกายเจดีย์ทองคำก็จะเปิดอ้าแขนรับคนผู้นั้น

     

    "ข้าเองจะอยากจะเข้าสู่นิกายเจดีย์ทองคำจะได้เจอศิษย์พี่ใหญ่"จางยี่กล่าวออกมาด้วยสายตาเป็นประกาย เขาสัญญากับตัวเองไว้แล้วไม่ว่าจะลำบากเพียงใดตนจะต้องขึ้นไปถึงชั้นที่หกของเจดีย์ให้ได้

     

       หลังจากท้องฟ้ามืดลงฉู่เหยียนก็นำเรือใบครามร่อนลงจอดในเมืองใหญ่ก่อนพาคนทั้งสามไปยังที่พักพร้อมกำชับว่าตนจะไปจัดการธุระด่วนและกลับมาในอีกสองวันให้หลังให้พวกเขารออยู่ที่นี่อย่างสงบและห้ามออกไปก่อเรื่องอีก

     

       สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า"โรงเตี๊ยมแสงอรุณ" เป็นหนึ่งในกิจการของสำนักอรุณ ทำให้จางยี่และอู๋เซี่ยนที่ติดตามมานั้นได้รับการดูแลอย่างดี

     

       แขกส่วนใหญ่ของที่นี่ล้วนเป็นคนที่มีหน้ามีตาในเมืองแสงอรุณหรือบางรายก็เป็นบุคลากรในสำนักที่ออกปฏิบัติภารกิจแวะเวียนมาใช้บริการ

     

       เมื่อเดินทางมาถึงเขาพบว่าจางยี่ผู้นี้นอกจากมีอายุน้อยเก่งกาจในด้านวรุยทธยังมีจิตใจที่ดีงามชอบช่วยเหลือผู้คนเพราะศิษย์ในสำนักจนไปถึงพ่อครัวต่างทักทายอีกฝ่ายด้วยความเลื่อมใสโดยไม่เสแสร้ง

     

    ขณะที่จางยี่กำลังพาอู๋เซี่ยนและเฝิ่นเฟยทำความรู้จักกับเถ้าแก่ในโรงครัวหูของอู๋เซี่ยนก็ได้ยินบทกลอนแปลกแว่วมาๆ

     

    "โย่ โย่ ลูกผู้ชายต้องไม่ร้อนต้องไม่เหนื่อยต้องไม่เมื่อยแม้ข้าอยากจะนั่งพักเรื่อยๆ ..."

     

       เมื่อมองไปทางเจ้าของเสียงก็พบชายหนุ่มร่างผอมบางทรงผมฟูฟ่องกำลังนั่งล้างจานพร้อมผงกศีรษะด้วยท่าทางสนุกสนาน สิ่งที่แปลกตาก็คือเขามีบางสิ่งครอบหูอยู่ด้วยราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่าง

     

    "เถ้าแก่คนผู้นั้น..." จางยี่เองที่เห็นว่าอีกฝ่ายดูเพี้ยนๆจึงหันหน้าไปถามหัวหน้าคนครัว

     

    "เป็นนักท่องเที่ยวที่ผ่านมากินอาหารแล้วไม่มีเงินจ่าย จึงอาสามาล้างจานเพื่อเป็นการชดใช้น่ะแต่พวกท่านไม่ต้องสนใจหรอกเขาก็ดูเพี้ยนๆ แบบนั้นแหละ"

     

       หลังจากได้ยินคำอธิบายจางยี่และเฝิ่นเฟยก็พยักหน้าก่อนจะหมดความสนใจไปแต่อู๋เซี่ยนยังจดจ้องไปทางชายผู้นั้นตาไม่กะพริบเพราะกลิ่นอายเวทมนตร์อ่อนๆที่เล็ดลอดออกมาจากร่างอีกฝ่ายมันบ่งบอกว่า

     

    คนผู้นี้เป็น"จอมเวท"


    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน