พรของอันผิง.

    บทที่ 36 ฟางข้าว

    บทที่36 ฟางข้าว


            เดือนห้ามาถึงแล้ว และผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตอนนี้ท่านแม่กลับมานอนที่บ้านแล้ว แต่จะแวะเข้าไปตอนเช้าพร้อมกับอันหยางส่วนแม่ลูกเฟิงนั้นนอนอยู่ร้านหลงเปาจึเลย รายได้ของร้านถือว่าเริ่มคงที่แล้วซาลาเปาได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะสูตรหมูหมักและปริมาณเนื้อหมูที่เยอะแม้ราคาจะแพง แต่ก็ยังมีคนมาซื้อหาเรื่อยๆ 

            อันผิงมีความคาดหวังว่าในอนาคตซาลาเปาที่ร้านจะกลายเป็นของขึ้นชื่อว่าถ้ามาอำเภอเจียงใต้ต้องแวะมากินซาลาเปาร้านหลงเปาจึ หากไม่ได้กิน จะถือว่ามาไม่ถึงอะไรแบบนี้ แต่ก็ด้วยเรื่องของอนาคต

            ส่วนน้ำถั่วเหลืองนั้น ตอนนี้ก็เพิ่มเป็นสามหม้อต่อวันแล้วและมีทีท่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ขนาดตอนหมดก็ยังมีคนมาถามหาแต่น้ำถั่วเหลืองไม่เหมือนพวกซาลาเปาที่ผสมแป้งแล้วทำได้เลยจะต้องนำถั่วเหลืองไปแช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืนก่อน

            ส่วนสองแม่ลูกเฟิงก็เริ่มทำงานอยู่ตัวแล้ว แม้จะทำงานมือเป็นระวิงแต่สีหน้าของพวกเขามีความสุข อาจเพราะต่อให้เป็นผู้หญิงแต่พวกเขาก็มีรายได้เป็นของตัวเอง

            อันผิงก็ยังไม่กล้าคาดหวังกับรายได้ของร้านหลงเปาจึมากนักเพราะการค้าขายมีขึ้นมีลง แต่ในหัวเธอกำลังคิดถึงสิ่งที่จะดึงดูดใจลูกค้าเธอจึงคิดไว้ว่าจะหาทางชี้เป้าเรื่องไส้ซาลาเปาเพิ่มขึ้นนั่นคือซาลาเปาไส้หมูใส่ไข่เค็มเข้าไปด้วย ซึ่งใช้ไข่ไก่ได้ ลดหมูลงหน่อยแต่ได้ไข่แดงหนึ่งฟองเลยนะ  เพราะความเป็นจริงร้านค้าแนวนี้ควรที่จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ รอให้ร้านอยู่ตัวจนท่านแม่ไม่ต้องเข้าไปทุกวันก่อนดีกว่า

            เอ่อ เธอลืมเล่าไปอีกอย่างว่า ช่วงนี้ชาวนาเริ่มเกี่ยวข้าวกันแล้วความจริงแล้วข้าวถือว่าเป็นธัญพืชที่แพงอยู่เหมือนกันเพราะใช้เวลาในการเพาะปลูกนานกว่าอย่างอื่น คนส่วนใหญ่ถึงนิยมกินพวกแป้งแผ่น หรือไม่ก็หมั่นโถวมากกว่าเพราะระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าจึงทำให้ราคานั้นย่อมเยากว่าข้าวเป็นอย่างมาก

            แต่เพราะรายได้ของครอบครัวดี ที่มาจากพรของเธอจึงทำให้ที่บ้านมีข้าวขาวกินอยู่ตลอด 

            ทำไมเธอพูดถึงเรื่องข้าวนะเหรอ นั่นก็เพราะว่า ชาวบ้านกำลังตั้งตารอที่จะเพาะเห็ดบัวอย่างไรเล่าเมื่อเกี่ยวข้าวก็จะมีฟางข้าว แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่ชาวบ้านคิดเพราะชาวนาไม่ยอมขายฟางข้าวให้กับคนในหมู่บ้าน เพราะเหล่าชาวนาจะเก็บไว้เพาะเองจนผู้ใหญ่บ้านไปเจรจา จึงได้มาแค่ 30% จากฟางทั้งหมด 

            ซึ่งจำนวนที่ได้ก็ไม่พอจะเอามาแจกจ่ายให้ครบทุกบ้านเสียด้วยซ้ำผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าไม่คุ้มที่จะแจกจ่ายให้กันได้อย่างทั่วถึง ซ้ำจะเป็นการเหลื่อมล้ำต่อกันและสร้างความบาดหมาง ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่รับจำนวนฟาง 30% ที่จะได้นั้น

            ทีแรกอันผิงคิดว่าชาวบ้านจะลุกฮือประท้วง แต่กลับไม่มีใครทำอย่างนั้นอาจมีพูดคุยกันลับหลังบ้าง แต่พวกเขาก็คงเข้าใจดีว่า ต่อให้เป็นพวกเขาเองพวกเขาก็คงเก็บไว้ทำเอง จะให้คนอื่นทำไมล่ะ

            ส่วนเถ้าแก่อู๋ก็ไม่ได้ไปหาฟางข้าวมาขาย อันผิงเดาว่าน่าจะเพราะคงไปติดต่อมาแล้ว ชาวนาที่รู้เรื่องเห็ดบัว ก็คงไม่ยอมขายให้เป็นแน่ถ้าจะหาไกลออกไปอีก ราคาฟางที่นำมาขายก็แพงมากขึ้น ตามค่าขนส่งที่รับมาเขาคงมองว่าไม่คุ้มที่จะทำ

            ก็เป็นธรรมดาที่ชาวนาอยากจะเก็บฟางข้าวไว้เพาะเองก็ราคาเห็ดบัวดีขนาดนั้น คนที่เป็นต้นกำเนิดของฟางข้าวอย่างพวกเขาก็ต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอยู่แล้ว ถึงแม้เมื่อก่อนมันจะถูกกองทิ้งไว้ก็ตาม 

            แม้อันผิงจะเห็นใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ครั้นจะขอพร เธอว่าพักหลังตัวเองก็ใช้พรไปอย่างไร้สาระมากเกินไป  อีกอย่างเธอก็แบ่งปันกับชาวบ้านหลายอย่างแล้ว เดี๋ยวผ่านไปสักพักต้นซานจาก็จะออกผล ก็ยังมีรายได้ส่วนนี้เพิ่มอีกรายได้จากฉั่งฉิกก่อนหน้าก็อื้อหืออยู่นะ

            อีกอย่างชาวนาก็คือกระดูกสันหลังของชาติ คำขวัญของบางประเทศอะนะให้ร่ำรวยบ้างก็แล้วกัน

            แต่พวกชาวนานั้นยังดีไม่ลืมบ้านอัน ที่เป็นต้นกำเนิดของเห็ดบัวพวกเขานำฟางข้าวมาแบ่งให้บ้านอัน หมู่บ้านนี้มีชาวนาอยู่ 5ครัวเรือน พวกเขาก็เอามาให้ทั้ง 5 ครัวเรือนอย่างล่ะเท่าๆกัน นับๆ ได้ว่าราวๆ 6 กองใหญ่ๆได้

            อันผิงดีใจ ที่พวกเขายังคิดตอบแทนคุณ นี่สิถึงจะเรียกว่าการทำดี ซึ่งความจริงคนดีที่หนึ่งนั้นคือท่านแม่เพราะความแบ่งปันของท่านแม่วันนั้นวันนี้บ้านอันจึงได้ฟางข้าวแบบไม่ต้องไปร้องขอสักนิดแต่อย่าลืมนะว่าคนริเริ่มคือเธอ อันผิงคิดเองเออเองอย่างภูมิใจ

            และถึงแม้ชาวบ้านคนอื่นจะอยากได้ แต่มันเป็นสินน้ำใจที่ชาวนามอบให้บ้านอันจึงไม่อาจแบ่งปันได้จริงๆ ส่วนเพื่อนบ้านอย่างบ้านหลิว และบ้านโจวก็ไม่เอ่ยปากขอถึงเรื่องนี้ สร้างความสบายใจให้กับท่านแม่เป็นที่สุด

            ตอนนี้ท่านพ่อจึงจ้างคนมาสร้างโรงเรือนไว้เพาะเห็ดบัวโดยเฉพาะโดยที่คนเป็นลูกไม่ต้องชี้เป้าแนะนำ ท่านพ่อของใครเก่งที่สุดเลย 

            อันผิงจึงชอบไปยืนมองฟางข้าวพวกนี้ ยิ้มทั้งหน้าอย่างมีความสุขยิ่งเม็ดบัวขึ้นราถูกใส่เข้าไปแล้ว และรอวันที่เห็ดบัวจะออกดอกเป็นกองเงินกองทองในอนาคต

            เรื่องของฟางข้าว และเห็ดบัวก็จบกันด้วยประการฉะนี้ แต่เรื่องนี้บ้านอันได้ประโยชน์ด้วยนะจ๊ะไม่อยากจะอวดเลยค่ะ

            และจากที่เคยได้ยินเรื่องซื้อที่คราวที่สามีสะใภ้หลิวเสนอตอนนี้ที่บ้านมีที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอีก 

            เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากบางเรื่องที่เคยอ่านเธอก็ขอพรให้มีต้นผิงกั่ว(แอปเปิ้ล) ขึ้นกั้นระหว่างที่เก่ากับที่ใหม่เป็นแนวยาวเอารสชาติเหมือนกับที่ขอไว้ที่ชายป่านั่นแหละ เก็บกินก็ดี เก็บขายก็ได้ซึ่งต้นพวกนั้นตอนนี้ก็ยังมีผลอยู่สร้างความแปลกใจกับชาวบ้านมาก

            และเธอเคยถามเสี่ยวหลงเป่าว่าทำไม

            ‘นั่นเพราะถ้าเทียบจากโลกเดิม ผิงกั่วนั้นมีให้กินได้ตลอดทั้งปีอีกอย่าง อากาศของนี่ แม้ว่าจะเป็นหน้าร้อนก็ยังมีอุณหภูมิที่ไม่ร้อนมากนั่นจึงเป็นเหตุให้ผิงกั่วออกตลอด’

            นี่จึงเป็นเหตุผลที่เธอขอพรให้มีต้นผิงกั่วขึ้นรอบๆ ที่ดินเธอจำนวน 40ต้น โดยแยกขึ้นหนึ่งสัปดาห์ครั้งละ 5 ต้นสัปดาห์ถัดไปอีก 5 ต้น เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตเกินไป 

            แน่นอนว่าลูกมือที่มาช่วยหา ก็คือพี่สาวสือเพราะเธอไม่สามารถเดินร่อนไปทั่วคนเดียวในไร่ได้ เพราะยังเด็กเกินไปต้องมีคนคอยดูแล ส่วนอันหยางนั้นยังไปเรียนที่สถานศึกษาอยู่

            เพราะเธอเป็นคนชี้จุดขอพรให้ผิงกั่วขึ้นตรงไหน เธอก็จะทำเป็นเดินวนๆไปวนๆ มา ให้ดูเหมือนสำรวจอะไรไปเรื่อย แล้วค่อยไปจบตรงที่เธอขอพรไว้จากนั้นก็นั่งลงมองต้นกล้าเล็กๆ เหล่านี้ และเอียงคอถามพี่สาวสืออย่างน่ารัก ขนาดว่าพี่สาวสือต้องเอ็นดูว่านี้คือต้นอะไรเจ้าคะ

            ตอนแรกพี่สาวสือก็ไม่รู้หรอก แต่เพราะความอยากรู้ของน้องสาวเจ้าหล่อนจึงไปลากพวกผู้ใหญ่มา จึงได้รู้ว่าคือต้นอะไรเพื่อที่ไม่ให้คนงานมาเหยียบ หรือถูกถอนทิ้งอันผิงกับพี่สาวสือจึงไปเอาไม้ไผ่มาปักกั้นเอาไว้ และคอยดูแลต้นเหล่านี้ไปด้วย การมีต้นผลไม้ในไร่เองถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก พี่สาวสือบอกไว้อย่างนั้น

            นอกจากมีต้นผิงกั่ว ก็จะต้องมีชื่อจึด้วย ก็มันของคู่กัน ชื่อจึที่เคยอ่านในนิยายอะนะสามารถนำไปตากแห้ง ไปขายร้านยาได้ด้วยนะ สมควรจะต้องมีด้วย 

            ความจริงอยากได้ต้นเถาจึ (ลูกท้อ) ด้วย แต่ต้องเอาไว้ก่อนเพราะแถวนี้ไม่ค่อยมีต้นเถาจึ และในป่าเองก็ไม่ค่อยเจอ อย่างต้นผิงกั่วกับชื่อจึนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่ขึ้นเองในที่ดินของบ้านอัน ส่วนต้นเถาจึ ถ้าขึ้นถี่ๆก็กลัวจะผิดสังเกตเกินไป ทำอะไรต้องปลอดภัยไว้ก่อน

            ตอนนี้หลังจากเรียนเสร็จ กลับมากินข้าวกลางวันแล้ว รอให้แดดร่มลมตกอันผิงก็ไปชวนพี่สาวสือ ให้มาวุ่นอยู่กับการเดินสำรวจหาต้นผิงกั่วและชื่อจึที่ขึ้นในที่ดินของตนแต่อย่างที่บอกว่า เพราะไม่ได้ขอให้มันขึ้นทุกวัน แต่เด็กเวลาสนใจเล่นอะไรก็จะชอบเล่นกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อดังนั้นการเดินไปหาทุกวันหลังเลิกเรียนจึงเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำเป็นที่สุด   

            ระหว่างหาต้นอ่อนผิงกั่วกับชื่อจึพริกของชาวบ้านที่ซื้อไปปลูกก็ออกผลแล้ว เถ้าแก่อู๋ไม่ได้รับซื้อเพราะส่วนมากเขาค้าขายผักสวนครัวมากกว่า พวกเขาจึงนำมาขายที่บ้านอันแทนอย่างที่ท่านพ่อเคยบอกไปแต่แรก ท่านพ่อจึงรับซื้อชั่งละ 250อีแปะ เอากำไรที่ 50 อีแปะ ต่อชั่งซึ่งส่วนมากพริกของชาวบ้านน้ำหนักจะอยู่ที่หนึ่งชั่งไม่เกินนี้เพราะจำนวนที่ปลูกแค่ 10 ต้นต่อครัวเรือนแล้วค่อยขายต่อให้เหลาอาหารคุณชายจูอีกทีหนึ่ง

            เท่านี้ครอบครัวอันก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกช่วงนี้มีแต่เรื่องรายได้เพิ่ม ถึงจะไม่พุ่งขึ้นเกินเพดานเหมือนในนิยาย เอานะค่อยๆเก็บไป เดี๋ยวก็เยอะไปเอง อย่าลืมนะว่าหยกก้อนของบ้านเธอยังอยู่โอกาสจะเจอเห็ดหลินจืออีกรอบก็ยังมี

            อะ กลับเข้ามาที่เรื่องพริกของชาวบ้านดีกว่า เพราะผลพริกมีราคาที่ดีแม้ราคาจะไม่เท่าเห็ดบัว แต่พวกเขาเพียงแค่ซื้อต้นกล้าพริกจากบ้านอันก็ปลูกได้แล้วแถมราคายังดีกว่าผักสวนครัวรวมกันเสียอีก แถมก็ปลูกแซมๆ กับผักต่างๆ ได้ ด้วยพวกเขาจึงหันมาปลูกพริก และไม่ได้สนใจเรื่องเห็ดบัวอีก 

            อะไรที่ปลูกแล้วขายได้ สำหรับพวกชาวบ้าน ก็คงเป็นเรื่องที่ดีแล้วเมื่อของที่ปลูกนั้นราคาดีเสียด้วย

            ท่านพ่อผู้ทันเหตุการณ์ได้เพาะต้นกล้าพริกไว้ก่อนที่พริกของชาวบ้านจะออกผลเสียอีก เหมือนคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ได้รออีกหนึ่งสัปดาห์ ต้นกล้าพริกก็พร้อมที่จะออกขายได้ คราวนี้จะขายได้ต้นละ 2อีแปะแล้วซึ่งมีชาวบ้านมาลงชื่อเพื่อซื้อต้นกล้าพริกไปปลูกทุกครัวเรือน

            อนาคตถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดบ้านเธออาจมีอีกอาชีพหนึ่งคือเพาะต้นอ่อนพริกขาย