สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 45 ก้าวแรกสู่ความยิ่งใหญ่

    เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องฝึกซ้อมพิเศษ หลี่ซวนก็พบว่าภายในนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด ทว่าพื้นที่กลับกว้างขวางมากพอที่จะรองรับคนได้ถึงสามสิบคนอย่างสบาย ๆ บริเวณกำแพงโดยรอบมีเสียงดังครืน ๆ เบา ๆ แผ่ออกมา มันคือค่ายกลอาคมที่ถูกวางเอาไว้เพื่อป้องกันและรองรับแรงกระแทกจากการโจมตีโดยเฉพาะ เมื่อหลี่ซวนเห็นการเตรียมพร้อมระดับนี้ เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ


    หลังจากสำรวจความเรียบร้อย เขาก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการทดสอบวิชายุทธ์ โดยดึงเอายาฟื้นฟูพลังวิญญาณและยาฟื้นฟูร่างกายที่ตนเป็นผู้หลอมปรุงเองออกมาวางเตรียมไว้เป็นจำนวนมาก


    เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า หากฝืนทดลองใช้วิชา 'กระบี่ก้องยุทธภพ' ในตอนนี้จะเกิดผลกระทบอันใดตามมาบ้าง แม้เขาจะเชื่อว่าตนเองพอจะเข้าใจเจตจำนงที่บรรพจารย์เฟิงเสวียนทิ้งไว้ให้แล้ว แต่ก็ไม่อาจฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสิ่งที่ตนเองตีความนั้นถูกต้องทั้งหมด


    ทันใดนั้น เขาก็หยิบกระบี่ออกจากกระเป๋ามิติ ชักใบดาบที่เย็นเยียบออกจากฝัก ก่อนจะเตรียมตั้งกระบวนท่าให้คล้ายคลึงกับภาพวาดในตำรา


    แม้บันทึกในหน้ากระดาษจะขาดหายไปบ้าง แต่ยังคงหลงเหลือเค้าโครงสำคัญอยู่เล็กน้อย นั่นคือการใช้วิถีกระบี่ตวัดเขียนชื่อของตนเองลงกลางอากาศ ก่อนจะฟาดฟันปราณกระบี่ในแนวเฉียงผ่ากลางอักขระชื่อนั้นออกไป แม้เบาะแสของกระบวนท่าจะมีเพียงเท่านี้ แต่เขาก็ตั้งใจจะลองทำดู


    หลี่ซวนกางขาทั้งสองข้างออก ยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจขุนเขา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น "เอาล่ะนะ!"


    พริบตานั้น เขารีดเร้นพลังวิญญาณในร่างให้ไหลทะลักเข้าสู่ใบกระบี่ ไอวิญญาณสว่างวาบพุ่งพล่านออกมาจากตัวดาบอย่างรุนแรง ชายหนุ่มตวัดกระบี่ร่ายรำเป็นอักขระนามของตนเองกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสับกระบี่ฟันลงไปตามหลักในตำราทันที!


    ฉับ! ลำแสงปราณกระบี่ตวัดผ่าแนวเฉียงแหวกอากาศพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน!


    ตู้มมม! ปราณกระบี่ปะทะเข้ากับม่านพลังคุ้มกันของห้องฝึกซ้อมเสียงดังสนั่น ทว่า... ม่านอาคมของห้องกลับไม่สั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย มีเพียงหมอกควันที่เกิดจากการปะทะฟุ้งกระจายออกมาก่อนจะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย


    "ยังไม่ใช่..." หลี่ซวนพึมพำกับตนเอง "ข้าไม่รู้สึกถึงอานุภาพที่รุนแรงอันใดเลย นอกจากกลิ่นอายพลังวิญญาณที่มาจากตัวข้าเอง... หากไม่มีบทร่ายกำกับ มันคงเป็นเรื่องยากจริง ๆ สินะ แต่เอาเถอะ คราวนี้ข้าจะลองอัดแน่น 'จิตวิญญาณ' ลงไปในตอนที่ร่ายรำเขียนชื่อบนอากาศ ข้าจะลองทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะสำเร็จ!"


    หลังจากนั้น เขาก็โยนยาฟื้นฟูพลังวิญญาณเข้าปากไปหนึ่งเม็ด แล้วเริ่มฝึกฝนใช้วิชาอย่างต่อเนื่องทันที ครั้งที่สอง... ครั้งที่สาม... เขาทดลองฟันกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนล่วงเลยมาถึงครั้งที่ยี่สิบ เวลาผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวันแล้ว


    ในแต่ละครั้งที่ฝืนใช้กระบวนท่า พลังวิญญาณในร่างก็ถูกสูบออกไปอย่างมหาศาล จนเขาต้องทิ้งตัวลงนั่งสมาธิเพื่อโคจรพลังฟื้นฟูอยู่เป็นระยะ การรีดเร้นพลังออกไปจนหมดกายติดต่อกันหลายครั้ง แม้เขาจะมีห้วงลมปราณที่กว้างใหญ่และลึกล้ำกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปมากนัก ทว่ามันก็ยังฟื้นฟูกลับมาไม่ทันอยู่ดี


    จนกระทั่งจบการทดลองครั้งที่ยี่สิบ เขาก็ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย


    "ยังไม่ใช่... แฮ่ก ๆ ๆ... ข้าลองมาถึงยี่สิบครั้งแล้ว พอข้าลองผสาน 'จิตวิญญาณ' แห่งความยึดมั่นว่าข้าจะไม่ลืมตัวตนของตนเอง ว่าข้าคือ 'หลี่ซวน' ลงไปในวิถีกระบี่... ดูเหมือนอานุภาพของกระบวนท่าจะรุนแรงขึ้นมาบ้าง แสดงว่าการตีความของข้ามาถูกทางแล้วสินะ แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคงจะเป็น..."


    เขาหลับตาลง ครุ่นคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความรู้สึกในยามที่ปลดปล่อยกระบวนท่าออกไป


    ‘ความยิ่งใหญ่... ข้ายังไม่มีความยิ่งใหญ่และความสูงส่งเทียบเท่ากับท่านบรรพจารย์ ข้าจึงไม่อาจดึงอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาได้!’


    เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ความท้อแท้ก็พุ่งชนเข้ากลางอก หลี่ซวนเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งผู้บำเพ็ญได้ไม่นาน กระบวนท่านี้เรียกร้องทั้งความยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณอันแรงกล้า แล้วเด็กหนุ่มธรรมดาเช่นเขาในยามนี้ จะนำสิ่งใดไปเติมเต็มเงื่อนไขเหล่านั้นได้เล่า?


    เขานั่งเงียบงันจมอยู่ในห้วงความคิดอยู่พักใหญ่...


    "แต่ข้าไม่ยอมแพ้หรอก! หากบรรพจารย์ทิ้งวิชานี้ไว้ให้ชนรุ่นหลังสืบทอด มันก็ต้องมีหนทางสิ!"


    เขาดีดตัวลุกขึ้นยืน เดินวนไปมารอบห้องฝึกซ้อมอย่างร้อนรน ไม่นานนัก... ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางสมอง ความคิดหนึ่งพลันแล่นวาบเข้ามาในหัว!


    ‘จริงสิ! แม้ในยามนี้ข้าจะยังมิใช่ผู้ที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า... แต่ในอนาคตก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้! ขอเพียงข้ามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ว่าตัวข้าในอนาคตจะต้องผงาดขึ้นเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บวกกับการผสานเจตจำนงที่จะไม่ลืมตัวตนลงไป...’


    เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบตั้งกระบวนท่าเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบครั้งที่ยี่สิบเอ็ดในทันที!


    คราวนี้ หลี่ซวนหลับตาลง จินตภาพถึงตัวตนในอนาคตที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ปณิธานแห่งความยิ่งใหญ่ปะทุขึ้นในใจ เขาเปิดเปลือกตาขึ้น ผสานจิตวิญญาณแห่งความแน่วแน่ลงไปในวิถีกระบี่ขณะที่ตวัดเขียนชื่อตนเองลงกลางอากาศ ก่อนจะรีดเร้นพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีในร่าง ฟาดฟันกระบี่ออกไปเบื้องหน้าสุดกำลัง!


    ทว่าในวินาทีที่กระบี่ถูกฟาดฟันออกไป... สรรพสิ่งรอบกายกลับคล้ายหยุดนิ่งงัน! ภาพมายาอันน่าเหลือเชื่อบางอย่าง ปรากฏขึ้นซ้อนทับภาพเบื้องหน้าของหลี่ซวนเพียงชั่วพริบตา!


    ภาพที่เขาเห็น คือแผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว ทว่ารอบกายของเขากลับรายล้อมไปด้วยผู้คนนับแสนนับล้าน ที่พากันหมอบกราบคุกเข่าศิโรราบอยู่แทบเท้า!


    ‘นี่มัน... ภาพอันใดกัน?’ หลี่ซวนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


    บุรุษในภาพมายานั้นค่อย ๆ หมุนตัวหันกลับมามอง ใบหน้านั้นช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน... ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซวนขนลุกซู่ คือ ดวงตาสีฟ้าคราม คู่นั้นที่กำลังจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา! ก่อนที่ภาพมายาทั้งหมดจะเลือนหายไปราวกับหมอกควัน


    พริบตานั้น กระบี่ในมือของเขาก็สั่นระรัวอย่างรุนแรง! ราวกับมีพลังอำนาจมหาศาลลึกลับที่ไม่ใช่ของเขาเอ่อล้นออกมารวมกันอยู่ที่ปลายดาบ หลี่ซวนสัมผัสได้ถึงพลังนั้นทว่าไม่อาจควบคุมมันได้ เขาปล่อยให้สัญชาตญาณนำพา ตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปเบื้องหน้าด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!


    ฉับ! ลำแสงปราณกระบี่สีขาวสว่างเจิดจ้า พุ่งทะยานแหวกอากาศไปเบื้องหน้าด้วยความรุนแรงและเกรี้ยวกราด! อานุภาพของมันรุนแรงเสียจนการฟันทั้งยี่สิบครั้งที่ผ่านมาไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้แม้แต่ปลายเล็บ!


    ปังงงง!! เสียงแรงกระแทกดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งห้องพิเศษ! ไอวิญญาณระเบิดกรรโชกหมุนวนราวกับพายุคลั่ง แรงลมมหาศาลสะบัดพัดจนร่างของหลี่ซวนถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ!


    เมื่อฝุ่นควันจางลง สถานการณ์เบื้องหน้าก็ปรากฏชัด ม่านอาคมป้องกันของห้องยังคงทนรับแรงกระแทกไว้ได้โดยไม่ปริแตก ทว่าแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่ หากมีผู้ใดเดินผ่านอยู่ด้านนอกห้อง คงต้องตกใจจนสะดุ้งเป็นแน่! ทว่าเมื่อหลี่ซวนก้มลงมองกระบี่ในมือ เขาก็พบว่าใบกระบี่เหล็กกล้านั้นปรากฏรอยแตกร้าวร้าวไปทั่วทั้งเล่มเสียแล้ว ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ฉีกยิ้มขมขื่นออกมา


    "สำเร็จแล้—"


    ทว่ายังไม่ทันเอ่ยจบคำ ร่างของเขาก็พลันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น พร้อมกับกระบี่ที่หลุดร่วงจากมือ!


    ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่คุ้นเคยแล่นปราดเข้าสู่สมอง หลี่ซวนพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบยาฟื้นฟู ทว่าเมื่อก้มลงมอง เขากลับพบว่าท่อนแขนทั้งสองข้างของตน บัดนี้ได้บิดเบี้ยวผิดรูป ซ้ำยังไร้ความรู้สึกจนไม่อาจขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว!


    "อ๊ากกกก!" เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมขึ้นทันที


    เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากฝืนคลานต้วมเตี้ยมไปที่ถุงผ้า ใช้ปากกัดกระชากถุงเก็บยาออก แล้วดุนเม็ดยาฟื้นฟูทั้งพลังวิญญาณและร่างกายเข้าปากไปพร้อม ๆ กัน


    เมื่อกลืนยาลงคอและโคจรพลังฟื้นฟูเบื้องต้น ชายหนุ่มก็หอบหายใจรวยริน ก่อนจะเค้นเสียงแหบพร่าที่เปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีออกมา "แฮ่ก ๆ... ฮ่า ๆ ๆ ๆ! สำเร็จ... ข้าใช้วิชานี้ได้จริง ๆ ด้วย! แม้แขนของข้าจะยังทนรับอานุภาพของมันไม่ไหว แต่ข้าก็ทำมันสำเร็จแล้ว! วิชานี้... ขนาดแสดงอานุภาพออกมาได้เพียงแค่สามส่วนยังรุนแรงถึงเพียงนี้ หากข้าใช้มันได้เต็มสิบส่วน มันจะทรงพลังขนาดไหนกัน!"


    เขาพึมพำพลางทอดสายตามองแขนที่แหลกเหลวของตนเอง "หากข้าโดนวิชานี้เข้าไปจัง ๆ ต่อให้เป็นตัวข้าในยามนี้... หากโดนเข้าไปเต็มๆ สิบส่วน ไม่บาดเจ็บสาหัสก็คงเหลือแค่ชื่อเป็นแน่..." เสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม


    "ว่าแต่... ภาพมายาที่ข้าเห็นเมื่อครู่นี้ มันคือสิ่งใดกัน? ผู้ใดกันที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนนับแสน... แต่ดวงตาและใบหน้านั้นกลับละม้ายคล้ายคลึงกับข้ายิ่งนัก หรือว่ามันจะเป็นเพียงจินตภาพที่เกิดจากความปรารถนาของข้าเอง? หึ... หากอนาคตข้ากลายเป็นดั่งจินตนาการนั้นได้จริงก็คงดีสิ ผู้คนนับแสนคุกเข่าศิโรราบอยู่เบื้องหน้าข้าเชียวนะ..."


    เพียงแค่จินตนาการถึงภาพนั้น เลือดลมในกายของหลี่ซวนก็สูบฉีดด้วยความตื่นเต้นจนขนลุกซู่ "ช่างเถิด! เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ข้าคงทำได้เพียงเก็บมันไว้เพ้อฝันเท่านั้น"


    ดวงตาของเขาตวัดไปมองกระบี่เล่มเก่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอย่างแสนเสียดาย "แล้วก็... เจ้าสหายกระบี่ของข้า" เขามองกระบี่ที่ยึดมาได้จากการสังหารพวกของเกาอี้เฉินด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ "ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นอาวุธชิ้นแรกที่ข้าได้มาครอบครอง... หากต้องไปหาซื้อกระบี่ใหม่ มันจะราคาแพงหูฉี่ขนาดไหนกันนะ? ข้าไม่ถนัดใช้ขวานหนัก ๆ ที่ริบมาได้พวกนั้นเสียด้วยสิ... สงสัยคงต้องนำขวานนั้นไปขายแลกเป็นหินวิญญาณ แล้วค่อยเจียดเงินไปซื้อกระบี่เล่มใหม่เสียแล้ว เฮ้อ..."


    บ่นจบ เขาก็หลับตาลงเข้าสู่การทำสมาธิ เพื่อเร่งโคจรพลังฟื้นฟูทั้งพลังวิญญาณและกายเนื้อที่บอบช้ำ เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าสามชั่วยามเต็ม ร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูกลับมาได้ราวเจ็ดแปดส่วน


    เมื่อสภาพร่างกายพร้อม หลี่ซวนก็ไม่รอช้า เตรียมตัวฝึกฝนวิชาที่สองต่อไปทันที! "เอาล่ะ... วิชาต่อไปก็คือ 'คล้อยตามสายลม' สินะ"


    ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาสวมใส่อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักที่หนักอึ้งติดตัวไว้ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการฝึกจับทิศทางลม เดินคล้อยตามหรือย่ำสวนกระแสลมตามที่ตำราระบุไว้ ทว่าแม้จะพยายามฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เขาก็ยังคงมืดแปดด้าน จับต้นชนปลายของหลักการวิชานี้ไม่ได้เสียที


    "จงทำตัวเราให้พลิ้วไหวดั่งสายลม..." หลี่ซวนท่องจำเคล็ดวิชาพลางครุ่นคิด "หากจะให้ตัวข้าหลอมรวมกลายเป็นสายลม... นั่นหมายความว่าข้าต้องเคลื่อนไหวให้รวดเร็วเทียบเท่ากับมันงั้นหรือ? แต่ว่า... สายลมปกติตามธรรมชาติมันจะไปเร็วได้สักแค่ไหนเชียว?"


    "จากคำอธิบายในตำรา วิชานี้เหมือนเป็นการลบเร้นกลิ่นอายและเคลื่อนไหวจนเรือนร่างหายไปกลมกลืนกับสายลม... แสดงว่าข้าต้องก้าวเท้าให้รวดเร็วสอดประสานกับทิศทางลม หรือไม่ก็สวนทางอย่างแนบเนียน จนกระทั่งตัวข้ากลายเป็นหนึ่งเดียวกับมันสินะ..."


    "แม้ข้าจะยังไม่รู้ว่าความเข้าใจนี้มันถูกต้องหรือไม่ แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว... ก็คงทำได้เพียงลงมือลองปฏิบัติจริงดูเท่านั้นแหละ!"


    และแล้ว... หลี่ซวนก็เริ่มดำดิ่งเข้าสู่การฝึกวิชา 'คล้อยตามสายลม' อย่างบ้าคลั่ง!


    ...


    เวลาหนึ่งวันเต็มผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าห้องฝึกซ้อมพิเศษ หลี่ซวนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ดี ๆ ก็ถูกระบบค่ายกลอาคมผลักดันร่างกระเด็นออกมาด้านนอกห้องอย่างงุนงง!


    "หืม... นี่มันเรื่องจริงสินะ! บนโลกผู้บำเพ็ญนี่ช่างมีแต่อะไรที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึงเสียจริง นั่งหลับตาอยู่ดี ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็โดนเด้งมายืนอยู่ข้างนอกเสียแล้ว!" เขาเอ่ยชมเชยระบบค่ายกลของสำนักด้วยความทึ่ง


    หลังจากนั้น เขาก็เดินไปหาศิษย์ผู้ดูแลลานฝึกซ้อม คืนป้ายหยกประจำห้องให้ แล้วหมุนตัวเดินกลับเรือนพักทันที


    ระหว่างทางที่เดินกลับ หลี่ซวนก็ครุ่นคิดถึงผลการฝึกฝนวิชาในวันนี้ ‘วิชาคล้อยตามสายลมนี้มันลึกล้ำและยากกว่าที่ข้าคาดคิดไว้มากนัก ข้าคงไม่อาจบรรลุและใช้งานมันได้ในเร็ววันแน่ คงต้องค่อย ๆ ศึกษาทำความเข้าใจต่อไป... อย่างน้อยตอนนี้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการฝึกกระบี่ก้องยุทธภพเพียงอย่างเดียวแล้ว ทว่า... ถึงอย่างไรข้าก็ยังเลี่ยงความทรมานจากการระเบิดแขนตัวเองทุกคืนไม่ได้อยู่ดี...’


    ‘โธ่! ทำไมการจะเป็นผู้แข็งแกร่ง มันถึงได้ยากเย็นเช่นนี้!’ เขาได้แต่ตะโกนบ่นประโยคนี้ก้องอยู่ในใจ


    และแล้ว... ห้วงเวลาแห่งการบำเพ็ญเพียรและฝึกฝนอันแสนทรมาน ก็ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว... 


    จนผ่านพ้นไปสามเดือน


    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258