ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สมบัติในถ้ำอสรพิษม่วง 3

            “มันเรืองแสงด้วย แปลกดีเนอะ”ไห่จินจูพูดอย่างตื่นเต้น นางไม่เคยเห็นดอกไม้เรืองแสงได้แบบนี้มาก่อนเลยไห่จินจูเด็ดออกมาหนึ่งดอก ตั้งใจจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก

            “ไม่ต้องเก็บเอาไว้หรอก พวกมันเป็นดอกไม้พิษ”ซูเจินบอกเมื่อเห็นไห่จินจูกำลังจะเก็บไว้ในอกเสื้อ

            “หา?” ไห่จินจูโยนดอกไม้ทิ้งทันทีแล้วเช็ดมือกับแขนเสื้อแรงๆ

            “ไม่เป็นไร หากยังไม่ได้สกัดก็ไม่เป็นอันตราย”ซูเจินจับมือนางเอาไว้ไม่ให้เช็ดถูออก

            “ออกจะสวยแท้ๆ ไม่คิดว่ามันจะมีพิษเลยนะ”ไห่จินจูก้มมองที่ดอกไม้สีสวยอย่างนึกเสียดาย

            “ดอกไม้สวยๆก็มักจะมีพิษร้ายทั้งนั้นแหละ”ฝูเย่วฟางพูดเรียบๆ แต่สายตากลับลุ่มลึกขึ้น ซูเจินมองนางเงียบๆไม่มีใครรู้เรื่องนั้นดีเท่านางกับฝูเย่วฟางอีกแล้ว

            ชาติก่อนไม่ใช่ว่านางถูกพิษของดอกไม้งามทำให้สิ้นใจอนาถหรอกหรือกับฝูเย่วฟางที่เกิดในตระกูลขุนนางใหญ่ที่ถูกวางตัวเป็นฮองเฮาก็คงไม่ต่างกันคงเจอดอกไม้พิษกับตัวเองมาหลายชนิดแล้ว

            แน่นอนว่ามู่เหลียนฮวาก็คงเป็นหนึ่งในนั้น

            “ไปกันต่อเถอะ” ซูเจินแอบถอยหลังออกมาแล้วคว้าเก็บดอกไม้เข้ากำไลมิติไปหกเจ็ดดอกโดยไม่ให้ใครเห็น

            ดอกชบาน้ำเงินเป็นดอกไม้พิษที่หาค่อนข้างยากในแคว้นหนานเจียงแต่มีอยู่มากในหมู่บ้านทางใต้ นิยมใช้เป็นส่วนผสมของยาพิษหลากหลายชนิดและหนึ่งในนั้นก็คือพิษเก้าจันทรา

            ถือว่าเก็บไปเป็นของฝากให้ใครบางคนก็แล้วกัน

            “ดูเหมือนว่าจะมาถึงด้านในถ้ำแล้วนะขอรับ”ซิ่นทงร้องบอกคนอื่นๆ

            ซูเจินรีบขึ้นไปอยู่ด้านหน้า นางมองรอบๆด้านล่างเป็นถ้ำขนาดใหญ่กว่าทางที่เข้ามามาก ทั้งยังมีสมุนไพรขึ้นอยู่เต็มภายในก็สว่างด้วยแสงของดอกชบาน้ำเงินที่ขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ ซูเจินขมวดคิ้วฉับทันที

            “มีมากถึงเพียงนี้” ฝูเย่วฟางอุทานขึ้นเบาๆ

            มีมากผิดปกติที่ควรเป็นจริงๆไม่น่าจะเป็นของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว อย่างนี้คงไม่พ้นมีใครมาปลูกเอาไว้แต่เล่นปลูกเอาไว้เป็นสวนเช่นนี้เลยหรือ?ไม่แน่ว่าอสรพิษม่วงตนนั้นเองก็คงมีเจ้าของ

            “ข้าว่าเรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ฝูเย่วฟางก็คิดเช่นเดียวกันนางต้องหาโอกาสรายงานเรื่องนี้ให้ท่านพ่อทราบคนที่ปลูกมันเอาไว้ต้องเป็นคนเดียวกับคนที่วางยาพิษฝ่าบาทครานั้นแน่

            ไม่คิดว่าผู้ร้ายจะอยู่ใกล้ตัวถึงเพียงนี้ทั้งยังกระทำการอยู่ใต้จมูกของพวกเราเลยทีเดียว!

            ซูเจินกวาดตามองรอบๆโพรงด้านในนั้นลึกลงไปจากทางเข้าไปค่อนข้างมาก ซูเจินก้มมองไปทั่วบริเวณ เห็นต้นจิตม่วงต้นหนึ่งเด่นตระหง่านอยู่ข้างๆเป็นเหลียงจือที่กำลังทำการเก็บใบจิตม่วงอย่างทะนุถนอมใบจิตม่วงนั้นละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้วิธีการเก็บเฉพาะ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ต่างอะไรกับใบไม้ธรรมดาเลย

            ใบจิตม่วงที่ใช้ได้คือใบที่ยังมีประกายม่วงสดแม้ถูกเด็ดจากต้นแล้วหากกลายเป็นสีเขียวก็จะใช้ไม่ได้เห็นใบไม้สีม่วงในมือของเหลียงจือแล้วก็เข้าใจได้เลยว่าเขารู้วิธีเก็บมัน

              ซูเจินนั้นโมโหเหลียงจือเป็นทุนเดิมเห็นเขาเข้าก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันรู้สึกคันไม้คันมือเหลือคณาขว้างพัดสุดแรงไปกระแทกที่หัวเขาที่อยู่ไกลๆ แล้วรับพัดที่ลอยกลับมา

            เหลียงจือถูกพัดกระแทกหัวอย่างแรงจนสะดุ้งตกใจ ยกมือขึ้นจับหัวที่ถูกตีทันทีปล่อยใบไม้ที่อยู่ในมือสองสามใบร่วงหล่นลงพื้นเปลี่ยนสีกลายเป็นสีเขียวทันทีเขากุมหัวเหลียวมองยังต้นตอ เห็นซูเจินที่ใช้พัดชี้มาที่เขาอยู่ก็ตกใจหงายหลัง

            เหตุใดนางตามมาเร็วนักเล่า?อสรพิษม่วงมันเป็นสัตว์อสูรขั้นห้าไม่ใช่หรืออย่างไร?  เหตุใดเอาชนะมันได้ง่ายดายนัก ไม่เห็นเหมือนตอนเสือโลกันตร์เลย

              เหลียงจือไม่มีทางรู้หรอกว่า เพราะว่านางโมโหเขาจึงได้เผลอใช้พลังออกมาเล็กน้อยทั้งยังมีฝูเย่วฟางที่มีระดับพลังสีเขียวขั้นกลางอีกคนก็ย่อมไม่เป็นปัญหาตัวฝูเย่วฟางเองก็อยู่ในสภาพที่พร้อมแล้วยังเชี่ยวชาญการต่อสู้ ผลลัพธ์จึงแตกต่างกับตอนของหลี่ไป๋และจิงหู่เหว่ย

            ซูเจินใช้สายลมพัดเบาๆที่ใต้ฝ่าเท้าแล้วกระโดดลงไปยังด้านล่างนางบังคับลมขั้นสูงให้พาตัวเองลอยไปหาเหลียงจืออย่างลืมตัวถึงแม้ว่าจะลึกอยู่บ้างแต่คนอื่นๆก็กระโดดตามลงมาได้ไม่ยาก

            ซิ่นจงดูแล้วก็พยายามเลียนแบบซูเจิน แต่เขาทำได้เพียงชะลอความเร็วตอนลงมาได้เพียงไม่กี่ลมหายใจแล้วหล่นกระแทกพื้น ไม่เจ็บมากแต่อายสายตาของสาวงามอย่างฝูเย่วฟางที่มองมามากกว่า

            “ยะ...อย่าตีข้าเลย!”เหลียงจือวิ่งหลบซูเจินไปหลังต้นจิตม่วงไปมา

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าโมโหแค่ไหนตอนเห็นเจ้าวิ่งออกไป?วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้กลายเป็นลูกชิ้นเนื้อเลย คราวหน้าจะได้ไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกหากต่อไปเจ้าไม่ฟังคำของข้า ข้าจะตีเจ้าจนจำทางกลับบ้านไม่ได้เลยเชียว!”ซูเจินจับพัดเหล็กวายุไล่ตีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

            “โอ๊ย! ซูซูอย่าตีข้าอีกเลย เจ็บๆๆ”ซูเจินยังคงตีเขาอย่างไม่สนใจ จนกระทั่งเขาวิ่งหนีไม่ทัน สะดุดล้มกลิ้งลงกับพื้นซูเจินก็ยังคงตีเขาไม่หยุด

            “ต่อไปยังจะกล้าขัดคำสั่งข้าอีกหรือไม่?” ซูเจินถามหนึ่งคำก็ตีเขาหนึ่งทีเหลียงจือกุมหัวเอาไว้อยู่ที่พื้น

            “ไม่กล้าแล้วๆ”

            ซูเจินยังไม่หายโมโห กระหน่ำตีเขาอีกหลายหนเหลียงจือเอาแต่บอกอย่าตีๆอยู่ตลอดเวลา

            “ต่อไปจะฟังคำเจ้า จะไม่ทำอีกแล้ว จริงๆนะอย่าตีข้าอีกเลย” เหลียงจือเงยหน้าส่งสายตาอ้อนวอนให้นาง หากรู้ว่านางจะโมโหร้ายเช่นนี้เขาจะไม่ทำแบบนี้เลย ฮือ นางตีจนเจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว

            ซูเจินยกพัดค้างเห็นเลือดที่หน้าผากของอีกฝ่ายไหลออกมาเล็กน้อยก็ไม่กล้าตีอีก ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้โมโหเขาถึงเพียงนี้ไม่ต้องสนใจไยดีเขาอีกก็ได้แท้ๆ ชาติก่อนข้าต้องเคยติดค้างอะไรเขาไว้แน่ๆต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ!

            ซูเจินจิ๊ปากแล้วเก็บพัดลง เอาเถอะ ได้ตีระบายอารมณ์ไปบ้างแล้วก็ค่อยยังชั่วอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย

            เหลียงจือเช็ดเลือดออกแล้วป้ายยาให้ตนเองเงียบๆไม่กล้าเปิดปากสักคำ มองค้อนยังคนอื่นๆที่เอาแต่ยืนมองไม่ยอมเข้ามาช่วยเขาสักคนหากซูซูตั้งใจจะตีเขาจนตายก็จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรืออย่างไร?!

            “พวกเขาเป็นอะไรกันน่ะ? เป็นพี่น้องหรือ?”ฝูเย่วฟางที่ยืนมองทั้งสองคนตีกันกระซิบถามไห่จินจู

            ไห่จินจูส่ายหน้า “เป็นสหายน่ะ”

            “อ่อคงสนิทกันไม่เบาถึงได้เป็นห่วงเป็นใยถึงเพียงนั้น”

            ไห่จินจูหัวเราะแห้งๆ ที่ซูซูโมโหก็เพราะเขาไม่ทำตามที่นางบอกก่อนหน้าต่างหากนางย้ำแล้วย้ำอีก เขาก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่พอเอาเข้าจริงกลับวิ่งออกไปคนเดียวเช่นนั้นจะไม่ให้นางโมโหได้อย่างไร? ขนาดนางเองเห็นแบบนั้นก็ยังโมโหเลย

            แต่พอเห็นเขาถูกซูซูทุบตีหนักถึงเพียงนั้นก็ไม่ได้โมโหอีกสงสารเขาแทนเสียมากกว่า แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามหรอกตลอดมาซูซูก็เป็นเหมือนหัวหน้าที่คอยออกคำสั่งมาโดยตลอดอีกทั้งปลอดภัยเสมอหากทำตามที่นางบอก ของมากมายนางก็แบ่งให้ทุกคนเท่าๆกันแล้วผู้ใดจะกล้าขัดนาง

            อีกอย่างตอนนางโกรธน่ากลัวจะตาย 

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน