ซาร่าประสานมือวางบนตัก หลับตาลงช้าๆ ห้วงอดีตที่เคยเลือนหายกลับแจ่มชัดขึ้นในความทรงจำ นางเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวที่เคยได้รับรู้มาให้บุตรชายทั้งสามฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
"ที่พวกเจ้าเห็นเป็นเพียงทะเลสาบกว้างใหญ่ในยามนี้ แต่ในอดีตนานมาแล้ว... ณ ใจกลางผืนน้ำนั้นเคยเป็นที่ตั้งของมหาวิหารขนาดใหญ่ มันไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คนทั่วไปจะล่วงรู้หรือเข้าถึงได้"
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนเล่าต่อ "ภายในวิหารแห่งนั้น มีรูปปั้นของบุคคลสำคัญถูกจารึกไว้อย่างวิจิตร แม่เองก็ไม่ทราบว่าเขาคือใครหรือมีตัวตนอยู่จริงในยุคสมัยใด ยายของพวกเจ้าเล่าเพียงว่าอย่าได้สืบสาวราวเรื่องถึงที่นั่น เพราะลำพังแค่การรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ก็อาจนำพาอันตรายมาสู่เราได้"
"แม่เองก็ไม่รู้ว่ากลไกของมันเป็นเช่นไร เหตุใดวิหารที่เคยตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดินถึงจมดิ่งลงใต้ทะเลสาบ หรือเหตุใดน้ำจึงไหลบ่าเข้ามาปกคลุมไปทั่ว แต่ที่น่าแปลกคือเขตนั้นกลับไร้ซึ่งผู้คนอาศัยอยู่โดยสิ้นเชิง มันเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่เงียบสงบที่สุดในอาณาจักร ราวกับสถานที่แห่งนั้นถูกกักขังและทอดทิ้งให้หลงลืมไปตามกาลเวลา"
ซาร่าถอนหายใจยาวก่อนจะลืมตาขึ้น "อันที่จริง... แม่เองก็เคยคิดอยากจะกลับไปเยือนที่นั่นสักครั้ง แต่ภาระหน้าที่ในตอนนั้นรัดตัวนัก จนกระทั่งแต่งงานกับพ่อของพวกเจ้า งานการต่างๆ ก็ยิ่งหนักหนาขึ้นกว่าเดิม แม่จึงไม่มีโอกาสได้ปลีกตัวไปที่นั่นอีกเลย"
นางจ้องมองบุตรชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม "แม่ถึงได้แปลกใจนักที่ชื่อนี้หลุดออกมาจากปากน้องสาวของพวกเจ้า เพราะทะเลสาบอาคีรอสนั้นอยู่ไกลแสนไกล... ตั้งอยู่คนละจักรวรรดิกับดินแดนที่เราอยู่อาศัยในเวลานี้ มันห่างไกลกันเสียจนแม่ไม่คิดว่าเด็กที่เกิดและเติบโตที่นี่อย่างเซเลส จะรู้จักหรือเอ่ยชื่อสถานที่แห่งนั้นออกมาได้... พวกเจ้าพอจะเข้าใจไหมว่าทำไมแม่ถึงได้ตื่นตระหนกนัก?"
ซาร่าเม้มริมฝีปากแน่น แววตาที่เคยหวั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้บทสนทนาลากยาวไปมากกว่านี้ ความลับที่พยายามฝังกลบไว้ภายใต้รอยยิ้มของความเป็นแม่คงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
"เอาล่ะ... เรื่องราวที่แม่รู้นั้นมีเพียงเท่านี้ และมันก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้นหรอก" นางตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่แฝงความอ่อนโยน "เรื่องสถานที่นั้นห่างไกลจากเมืองของเรานัก อย่าได้นำมาใส่ใจให้ขุ่นเคืองจิตใจจนเกินไปเลย ที่เล่าไปก็เพียงเพราะเห็นพวกเจ้าดูสงสัยเท่านั้น"
นางลุกขึ้นยืนแล้วจัดแจงอาภรณ์ให้เรียบร้อยอย่างใจเย็น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของบุตรชายไม่ให้ซักไซ้เรื่องทะเลสาบอาคีรอสต่อไป "เอาไว้เรื่องของน้องสาวพวกเจ้า... เดี๋ยวแม่จะหาเวลาไปพูดคุยกับนางเอง ส่วนธุระที่พวกเจ้าต้องไปจัดการกันนั้น จะกลับไปสะสางเมื่อไหร่? เห็นทีคงต้องเร่งมือหน่อย หากล่าช้าไปกว่านี้เกรงว่าจะไม่ทันการณ์"
ซาร่าแสร้งเดินไปจัดแจงข้าวของบนโต๊ะ เพื่อซ่อนแววตาที่ยังคงกังวลฉายชัดอยู่ลึกๆ นางเพียงหวังว่าการเปลี่ยนเรื่องจะช่วยให้บทสนทนาอันตรายนี้จบลงก่อนที่เรื่องราวจะขยายไปไกล
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์นั้น อาการป่วยของเซเลสที่เคยรุนแรงจนน่าใจหายก็หายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่เลือนหายไปพร้อมกับไอหมอกยามเช้า
เมื่อน้องสาวกลับมาแข็งแรงดีแล้ว ลูกชายทั้งสามจึงรีบกลับไปจัดการธุระที่ค้างคาให้เสร็จสิ้นตามกำหนดการเดิม ก่อนจากไปพวกเขาไม่ได้ซักไซ้เรื่องทะเลสาบอาคีรอสต่อ ทั้งเพราะเกรงใจผู้เป็นแม่และเพราะภาระงานที่รีบเร่ง แต่ลึกลงไปในใจของซาร่า... ความรู้สึกไม่สบายใจกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ยามที่อยู่ในบ้านเพียงลำพังกับบุตรสาวที่เติบโตเป็นสาวเต็มตัว ซาร่ามักจะคอยจับจ้องมองด้วยสายตาเฝ้าระวัง แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเซเลสจะงดงามและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ราวกับไม่เคยผ่านความเจ็บป่วยมาก่อน ทว่านับตั้งแต่คืนนั้น... นางกลับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
ทุกครั้งที่บุตรสาวเผลอ หรือยามนั่งเหม่อลอยเพียงลำพัง ซาร่ามักจะสังเกตเห็นแววตาที่ดูสุขุมนิ่งลึกเกินวัย บางครั้งเซเลสก็ทำท่าเหมือนกำลังฟังเสียงอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน บ้างก็พึมพำถ้อยคำแปลกๆ ที่ฟังดูมีอำนาจและกดดันอย่างประหลาด ราวกับกำลังสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็น หรือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
ซาร่าตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แล้วยกมือขึ้นแตะที่ไหล่ของบุตรสาว พยายามสะกดกั้นน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ
"เซเลส... ลูกกำลังมองหาอะไรอยู่หรือ?"
เด็กสาวค่อยๆ หันกลับมามองมารดาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนน่าประหลาด รอยยิ้มที่ดูห่างเหินและทรงพลังจนทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับขนลุกชัน
"เปล่าค่ะท่านแม่... แค่รู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างดูเงียบเหงาเกินไปเท่านั้นเอง"
คำตอบนั้นทำให้ซาร่าชะงักกึก ความเงียบงันในห้องดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่กลับมาพร้อมสุขภาพที่แข็งแรงของลูกสาวนั้น คือจิตวิญญาณเดิม หรือเป็นบางสิ่งที่ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตความป่วยไข้นั้นแทรกซึมเข้ามาแทนที่กันแน่
ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ซาร่าก็รีบสะกดกลั้นเอาไว้ พยายามปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นนั้น
"อ๋อ... จ้ะ อย่างนั้นหรอกหรือ แม่ก็นึกว่าลูกเป็นอะไรไปเสียอีก"
นางพยายามส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างนุ่มนวลเหมือนเสียงนกร้องยามเช้า เพื่อปัดเป่าบรรยากาศที่น่าอึดอัดและซ่อนความกังวลที่เต้นรัวอยู่ในใจ แม้นางจะยังคิดไม่ตกเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นหลังจากลูกสาวฟื้นไข้ แต่ในเมื่อเซเลสดูเหมือนอยากจะอยู่กับความคิดของตัวเองเสียมากกว่า นางจึงตัดสินใจที่จะให้พื้นที่ส่วนตัวไปก่อน
ซาร่าเหลือบมองนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลาใกล้ถึงช่วงเวลาจิบชาที่ลูกสาวมักจะทำเป็นประจำ จึงยิ้มให้บุตรสาวอีกครั้ง
"ใกล้ถึงเวลาจิบชาของลูกแล้วนี่นา... ไปนั่งพักผ่อนจิบชาให้สบายใจเถิดนะ ส่วนแม่คงต้องขอตัวไปจัดการงานค้างคาในบ้านเสียหน่อย"
ซาร่ากล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูปกติที่สุด ก่อนจะหันตัวเดินออกจากห้องไป ทันทีที่พ้นจากสายตาของบุตรสาว ความเข้มแข็งที่พยายามประคองไว้ก็เริ่มสั่นคลอน นางก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินด้วยจังหวะที่เชื่องช้า
แววตาของนางสั่นไหวระริกราวกับคนที่กำลังกลั้นหยดน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ภายใน
นางหันมองออกไปนอกหน้าต่างทางเดิน พลางปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยามที่ลูกฟื้นคืนสุขภาพที่แข็งแรงกลับมา ทว่าลึกลงไปในอกกลับมีความหวาดหวั่นที่ว่า สิ่งที่นางเห็นอยู่ตรงหน้านี้อาจไม่ใช่ลูกสาวคนเดิม แต่มันคือสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่ถือโอกาสแทรกซึมเข้ามาในช่วงวิกฤตแห่งความเป็นความตายนั้น
"นี่เจ้าเป็นใครกันแน่... หรือลูกแม่ยังคงอยู่ตรงนั้นจริงๆ" นางพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ พลางมองทอดสายตาไปตามทางเดิน ความรู้สึกที่บีบคั้นกัดกินหัวใจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นางไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่าลูกสาวอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่นางก็ทำได้เพียงเดินต่อไปเพื่อจัดการภาระหน้าที่ในบ้าน โดยหวังว่างานที่ยุ่งเหยิงจะช่วยฉุดรั้งไม่ให้จมดิ่งไปกับความวิตกกังวลที่กัดกินใจนางอยู่ในเวลานี้...