“อย่างที่เห็น ตอนแรกผมก็งงเหมือนกัน ดูเหมือนพวกเขาไม่มีการต่อสู้หรือขัดขืนเลย จนดูไม่ออกเลยว่าพวกเขาเพิ่งพบหน้าหรือว่าเดินร่วมทางมาด้วยกันกันแน่?” เทพไทยิ้มบิดเบี้ยวออกมาก่อนหยิบเครื่องติดตามรูปหยดน้ำออกมาดู “สรุปไม่รู้ว่าเ้าหมอนั่นต้องปิดเครื่องติดตามเพื่อป้องกันผู้กองเกรียงเดชรู้ตัว หรือถ้าไม่ใช่พวกเขาก็จงใจปิดเครื่องติดตามเพื่อเรียกพวกเราออกมา”
“ไม่ใช่ว่าเ้าหมอนั่นทำให้เสียแผนไปแล้วหรอกรึ พวกเราไม่น่าไว้ใจคนที่ได้ที่โหล่ของโรงเรียนเลย” ธัญญ่ากัดฟันด้วยความฉุนเฉียว เธอรู้สึกอย่างฆ่าคนขึ้นมา
“ในเมื่อคนคนนั้นไม่เป็อะไร งั้นพวกเราลอบผ่านพวกเขาไปที่วิหารพฤษภเลยดีไหมคะ?” ปลายฝนที่เงียบมาตลอดทางเสนอ
“ไม่ เราจะทำตามแผนเดิม เราจะลองติดตามผู้กองเกรียงเดชไปก่อน” ดารินเว้นวรรคขณะมองไปทางวิหารพฤษภ “เพราะถึงยังไงเราก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปในวิหารพฤษภได้หรือเปล่ามืดค่ำขนาดนี้”
ทุกคนต่างเข้าใจและเห็นด้วย ปลายฝนลืมนึกไปว่าเธอมา่เวลาดึกแล้ว ปกติวิหารพฤษภไม่น่าจะให้คนนอกอาณาจักรอย่างพวกเธอเข้าไปได้ ไหนจะทหารที่ควรจะมีไว้คุ้มกันรอบสถานที่ คงเป็เื่ยากที่จะผ่านเข้าไป
ทันใดนั้นสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น
“นั่นผู้กองเกรียงเดชกำลังเรียกพวกเราอยู่หรือเปล่า?” เทพไทตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง
“น่าจะใช่ เว้นแต่แถวนี้จะมีคนอื่นอยู่อีกนอกจากพวกเรา” ดารินขมวดคิ้วหรี่ตามองอีกฝ่าย
ผู้กองเกรียงเดชที่เป็เป้าหมายในการสะกดรอยตามของพวกเขา ตอนนี้กำลังยืนโบกมือเรียกดารินและลูกทีมให้เข้าไปหา ส่วนอานนท์ยืนหันมามองทำหน้าตาเบื่อโลกเช่นเดิม
ทางฝั่งดารินและลูกทีมทำตัวไม่ถูก มันตะลึงละคนเขินอายเล็กน้อยที่การสะกดรอยตามของพวกเขาราวกับถูกจับได้แล้ว เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสำหรับพวกเธอแล้วถือว่าเป็มิตรหรือศัตรูกันแน่ หากเป็ศัตรู นั่นก็แสดงว่าทั้งหมดเป็การหลอกลวงให้ตายใจจากอานนท์ แต่ถ้าหากเป็ฝ่ายเดียวกัน มันก็เป็เื่ที่น่าอายเช่นกันที่พวกเขามามัวสะกดรอยตามทั้งที่อีกฝ่ายรู้ตัวมาตลอด
ในเมื่อสถานการณ์มันออกมาในรูปแบบนี้ มันช่วยไม่ได้ที่พวกเขาต้องทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ พวกเขากำลังจะได้รู้คำตอบในไม่ช้า
“ดีใจเหลือเกินที่เป็พวกเธอ ดาริน” ผู้กองเกรียงเดชยิ้มให้กับทุกคน
“หมายความว่ายังไงคะ?” ดารินถามด้วยความสับสน
“ก็เ้าธาวิสบอกว่าจะส่งคนที่พิเศษมาช่วย ตอนแรกก็สงสัยว่าเป็พวกอนุทินทีมสามจากโรงเรียนของพวกเธอหรือเปล่า แต่ก็แอบหวังว่าจะไม่ใช่” ผู้กองเกรียงเดชมองดารินแล้วยิ้มอย่างมีความสุขขณะพูดต่อว่า “จนกระทั่งเมื่อเห็นจอมเวทอัจฉริยะแห่งยุคมา ฉันก็รับรู้ได้ทันทีว่าคนที่พิเศษที่เ้าธาวิสพูดถึงจะต้องเป็เธอ”
ดารินแอบหน้าแดงเล็กน้อยก่อนที่เธอจะสลัดมันทิ้งแล้วขมวดคิ้วถาม “ส่งคนมาช่วย? หมายความว่าไงคะ?”
สีหน้าผู้กองเกรียงเดชดูประหลาดใจเมื่อดารินถามออกมาแบบนั้น “อ่าว เ้าบ้าธาวิสไม่ได้บอกหรือว่ามันส่งพวกเธอมาช่วยฉัน?”
ดารินส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ค่ะ ท่านผอ.ไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นเลย ในจดหมายภารกิจบอกให้พวกเราแอบสะกดรอยตามผู้กองค่ะ”
“ก็ว่าสิ ทำไมพวกเธอถึงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แบบนั้น” ดารินและพรรคพวกยิ้มแห้งออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น
“จริง ๆ เลยนะไอ้หมอนี่ ั้แ่สมัยร่วมรบกันแต่ก่อนแล้ว ชอบทำให้ทุกอย่างเป็ปริศนา ทำราวกับเพื่อนทุกคนสามารถอ่านใจได้ว่าตัวมันเองกำลังคิดอะไรอยู่” แล้วผู้กองเกรียงก็ยักไหล่ผายมือออกขณะพูด “แต่ก็นะ ยอมรับในความเก่งของมันเลยที่สุดท้ายก็ทำให้ทุกคนสามารถไขปริศนาที่มันวางได้ตลอด”
“นี่ผู้กองกับท่านผอ.สนิทกันหรือครับ? ไม่เห็นรู้มาก่อนเลย” เทพไทแทรกถามขึ้นมา
ผู้กองเกรียงเดชหัวเราะออกมาก่อนจะตอบ “ก็สนิทจนเริ่มไม่อยากสนิทเพราะความกวน ๆ ชอบทำอะไรชวนประสาทของมันนี่แหละ แทนที่จะบอกพวกเธอไปว่าต้องมาช่วยฉัน กลับบอกให้มาสะกดรอยตามฉันเสียอย่างนั้น เชื่อมันเลย”
ตอนนี้ทุกคนรู้สึกวางใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าผู้กองเกรียงเดชสนิทสนมกับผู้บังคับบัญชาการของพวกเขา
ผู้กองเกรียงเดชพูดต่อ “ส่วนที่พวกเธอไม่รู้เื่ฉันกับเ้าธาวิสก็ไม่แปลก สถานการณ์ที่แทบจะรบกันวันเว้นวัน การปิดความสัมพันธ์แบบนี้ให้เป็ความลับย่อมดีกว่า เพราะไม่รู้ใครมิตรใครศัตรู ใช่ไหมล่ะ?”
ทุกคนต่างแอบตอบเห็นด้วยในใจแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“แล้วสรุปว่าพวกเราต้องมาช่วยผู้กองทำอะไรคะ?” ดารินถามเข้าเื่
“ขโมยกษาปณ์พฤษภ” ผู้กองเกรียงเดชสีหน้าเรียบเฉยขณะตอบราวกับเป็เื่ดาษดื่นทั่วไป
“ว่าไงนะครับ/คะ!?” ทุกต่างอุทานออกมา ไม่เว้นแม้แต่ดิเรกที่เงียบมาตลอดทางราวกับถูกใครมัดปากไว้ก็ยังช่วยไม่ได้ที่ต้องร้องเสียงหลงออกมา แม้กระทั่งอานนท์ที่อยู่กับผู้กองเกรียงเดชมาตลอด่ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ระแคะระคายถึงเื่นี้มาก่อน
“ผู้กองหมายถึง พวกเราจะขโมยกษาปณ์พฤษภที่เป็ของสำคัญคู่บ้างคู่เมืองของอาณาจักรวสุธานั่นหรือครับ?” เทพไทพูดรัวลิ้นออกมา
ผู้กองเกรียงเดชพยักหน้าตอบราวกับมันไม่ใช่เื่น่าใ “ใช่แล้ว”
“แต่นั่นมันเท่ากับพวกเราจะกลายเป็ฏต่ออาณาจักรวสุธาเลยนะคะ ผู้กอง” ธัญญ่าขมวดคิ้ว เธอเริ่มคิดถึงเื่ที่ขุนปัถวีลงกรณ์พูดเตือนเื่ผู้กองเกรียงเดชก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที จากสิ่งที่เขาพูดออกมาว่าจะขโมยของสำคัญของบ้านเมือง นี่มันเท่ากับตรงกับสิ่งที่ขุนปฐวีลงกรณ์สงสัยเลยว่าผู้กองเกรียงเดชอาจเป็ฏตัวจริง
“ผู้กองคิดดีแล้วหรือคะที่จะทำแบบนี้?” ดารินมองผู้กองเกรียงเดชด้วยความกังวลขณะถาม
“อย่ามองฉันแบบนั้น เราไม่ได้ทำเพราะหวังร้ายต่ออาณาจักรของฉันสักหน่อย” เขารีบอธิบายทันทีเมื่อเริ่มเห็นสีหน้าของทุกคน “พวกเราจำเป็ต้องขโมยมันมาให้ได้ก่อนที่ขโมยตัวจริงจะเอากษาปณ์พฤษภไป”
“ขโมยตัวจริง?” แม้แต่ปลายฝนก็จับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วเื่นี้
ผู้กองเกรียงเดชพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูด “เพราะฉันคิดว่าขโมยตัวจริงที่จะขโมยกษาปณ์พฤษภไปน่าจะลงมือคืนนี้” เมื่อเขาพูดจบเขาชี้ไปทางวิหารพฤษภที่อยู่เบื้องล่างหน้าผาที่พวกเขากำลังยืนอยู่
“สังเกตเห็นอะไรไหม?” ทุกคนมองไปทางวิหารพฤษภตามที่ผู้กองเกรียงเดชบอก เขาพูดต่อว่า “ปกติจะต้องมีทหารยามเฝ้าอย่างแ่า แต่วันนี้กลับไม่มีใครเฝ้าอยู่เลย คิดว่ามันแปลกไหมล่ะ?”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น หน้าทางเขาของวิหารพฤษภที่ควรจะมีทหารเฝ้ายาม กลับว่างเปล่า หรือแม้แต่จุดเฝ้าระวังก็ไม่มีใครยืนประจำตำแหน่งเลยสักคน ราวกับที่แห่งนี้เป็สถานที่ร้างผู้คน
“ใครกันที่คิดจะขโมยกษาปณ์พฤษภ? และที่สำคัญยังสามารถทำให้ทหารที่คอยเฝ้ายามที่นี่หายไปทั้งหมดอีกด้วย” เทพไทมีสีหน้าที่บิดเบี้ยว ในหัวเขาหมุนจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว
“เดี๋ยวเข้าไปก็คงจะได้รู้กัน” สีหน้าผู้กองเกรียงเดชจริงจังขณะพูด
‘สะกดรอยผู้กองเกรียงเดช เพื่อช่วยเหลือในการขโมยกษาปณ์พฤษภในวิหารพฤษภ เพราะผู้กองกับผอ. เป็เพื่อนกัน’ ดารินคิดทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้น ‘ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุและผล แต่...’
แล้วเธอก็หันไปมองใครบางคน สีหน้าของเธอจริงจังยิ่งขึ้นขณะคิด ‘แล้วทำไมต้องอานนท์และปลายฝน? แล้วดิเรกล่ะ? ถึงกับจำเป็ต้องเพิ่งเข้าทีมกลางปฏิบัติการ บังเอิญหรือจงใจ? แล้วปลายฝนกับดิเรกเป็พี่น้องกันจริง ๆ หรือเป็อะไรกันกันแน่?’
ร้อยแปดคำถามผุดขึ้นมาในหัวของดารินที่ยังไม่อาจหาคำตอบได้
‘กษาปณ์พฤษภ ไอลีน และของที่อยู่ที่ในกล่อง อยู่ที่เราตัดสินใจจะใช่มันหรือไม่ ฮึ ช่างกล้าเล่นกับข้าเสียจริงนะ เ้าหนูธาวิส’ ชายผู้ที่มีสีหน้าสังกะตายมาตลอด ตอนนี้หน้าของเขาเหมือนมีรอยยิ้มที่ไม่ยิ้มออกมา แต่มันแสดงออกมาทางดวงตาที่มีรอยยิ้มที่ดูเหมือนรอยยิ้มปีศาจที่อยากจะฆ่าใครสักคน