บนดาดฟ้าเรือสำเภาลำใหญ่เมื่อกลุ่มทหารของจักรวรรดิไดเกียวจับกุมตัวเ้าค้ำฟ้า ไมตรี และโสมสุดาพร้อมขบวนทัพของเสรีโซวาเนียนสายที่สองได้แล้วก็ลำเลียงเชลยศึกและเรือที่ยึดได้ไปยังกรุงเจมทาวน์เพื่อรับความดีความชอบ
ระหว่างล่องเรือมาได้เพียงชั่วยามนายกองของไดเกียวเกิดอารมณ์เปลี่ยวด้วยฤทธิ์สุราจึงสั่งให้พลทหารไปนำตัวโสมสุดาไปยังห้องใต้ท้องเรือทั้งที่ยังมัดมือมัดเท้าของหล่อนไว้หวังจะย่ำยีนางสนองตัณหาราคะ
ชายในเครื่องแบบผู้กักขฬะเดินเข้าไปในห้องแล้วล็อคประตูภาพตรงเบื้องหน้าของเขาคือ หญิงสาวผู้งามปานวาดด้วยปลายพู่กันของยอดจิตรกรกำลังนอนดิ้นอยู่บนเตียงนอนด้วยหวังหลุดจากพันธนาการ เขาแสยะยิ้มแล้วถอดเสื้อออกก่อนจะก้มลงเอามืออันหยาบกร้านลูบไล้พวงแก้มของสาว จากนั้นก็เอื้อมมือไปปลดเชือกที่มัดเท้าของเธอออกโสมสุดาพยายามจะใช้เท้าเตะนายกองผู้อัปลักษณ์ แต่ฤทธิ์ยาสลบทำให้หล่อนอ่อนพลังลงมาก จึงมิอาจแข็งขืนกับมันได้เขาลากขาข้างหนึ่งของเธอไปมัดไว้ที่มุมเตียง แล้วกระทำเช่นนั้นกับขาอีกข้างเตรียมจะถอดกางเกงของเธอออก มันประสงค์สิ่งใดกันรึ ?
ขณะนั้นทางดาดฟ้าเรือบรรดาลูกเรือกำลังดื่มฉลองกันอยู่พลันก็มีวัตถุลึกลับพุ่งเข้าปักร่างกายของทหารเ่าั้ล้มลงไปหลายนายแล้วมีกลุ่มคนสี่ห้าคนคลุมหน้าคลุมตาโดดข้ามจากกราบเรือขึ้นมาช่วยปลดเชือกที่มัดเ้าค้ำฟ้าและไมตรีออกบ้างก็ต่อสู้กับพลทหารไดเกียว ไมตรีจึงร้องบอกคนที่ช่วยปลดเชือกว่ารีบลงไปช่วยผู้หญิงในห้องใต้ท้องเรือเถิดกำลังถูกคนชั่วย่ำยีหนึ่งในคนมาช่วยจึงวิ่งลงไปในห้องใต้ท้องเรือที่โสมสุดาถูกขังอยู่
โครม !ประตูถูกถีบพังลง
นายกองหัวเกรียนหันมามองแล้วลุกจากเตียงหมายต่อสู้กับผู้บุกรุกแต่ก็ต้องล้มฟุบลงเมื่อคนคลุมหน้าฟาดอาวุธเข้าใส่
โสมสุดาซึ่งรอดจากการถูกข่มขืนอย่างหวุดหวิดเมื่อได้รับการปลดเชือกจากมือและเท้าแล้วก็เอ่ยถามถึงชื่อเสียงเรียงนามและแหล่งที่มาของผู้มาช่วยเหลือคนผู้นั้นจึงเปิดผ้าคลุมหน้าออก
“ ฉันชื่อจางไห่จูอย่าเพิ่งถามอะไรเลย รีบออกไปจากที่นี่ก่อน ”
ที่แท้เป็นางโจรแห่งหมู่เกาะหัวกะโหลกฉายาไข่มุกทะเลนั่นเอง
เธอนำกองเรือผ่านมาทางนี้พอดีจึงเข้าช่วยเหลือได้ทัน
จากนั้นจอมโจรสาวก็นำพาขบวนเรือของเ้าค้ำฟ้าไปพำนักพักแรมที่หมู่เกาะหัวกระโหลก
บนเกาะหัวกะโหลก
โสมสุดาถามไมตรีว่าเคยไปรู้จักมักคุ้นกับจางไห่จูมาั้แ่เมื่อใดไยเธอจึงเร่งเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งที่อาชีพของเขาและเธอช่างต่างขั้วกันลิบลับ
ไมตรีจึงเล่าความหลังครั้งไปปราบโจรสลัดให้ฟังอย่างละเอียด
“ อ๋อที่แท้ก็เมียเก่าของคุณนั่นเอง บุญของฉันที่ยังไม่ทันตกเป็อนุของท่านนะเ้าคะท่านนายเรือใหญ่ ” หมวยั์ตาแขกค้อนขวับ
“ อย่าได้เคืองไปเลยถึงผมและเธอจะมีสัมพันธ์กันมาก่อน แต่ใช่ว่าผมจะเป็คนมักได้ในทางกามคุณก็หาไม่ เป็ด้วยจางไห่จูละจากผมไปก่อนโดยให้เหตุผลว่าทางเดินชีวิตของเรามันต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเป็คนของทางการอีกฝ่ายเป็อาชญากร จึงมิอาจครองคู่กันได้ ”
“ แต่ฉันว่าแม่นางคนนั้นเขายังมีเยื่อใยต่อคุณอยู่นะ” โสมสุดายังไม่คลายความสงสัย
“ ผมว่าคงไม่หรอกเธออาจบังเอิญผ่านมาก็ได้ ” ไมตรีแย้ง
“ จริงทีเดียวคุณผู้หญิง ฉันแค่ผ่านมาโดยบังเอิญ คราแรกเข้าใจว่าเป็เรือสินค้าหมายจะเข้ามาปล้น แต่เมื่อเห็นนายเรือไมตรีถูกจับมัดอยู่ จึงได้เร่งเข้าช่วยเหลืออย่าได้ระแวงแคลงใจประการใดเลย เื่ราวระหว่างฉันกับเขาเป็เพียงอดีตที่ผันผ่านเปรียบเสมือนเกลียวคลื่นที่ซัดสาดหาดทรายแล้วกลืนหายหาความจีรังเที่ยงแท้แต่อย่างใดไม่ คุณและเขาช่างเหมาะสมกันนัก ดุจดั่งหงส์คู่ัขอให้ครองรักกันอย่างยั่งยืนเถิด ” จางไห่จูเข้ามานั่งลงข้างโสมสุดา แล้วกุมมือหล่อนขณะพูดเพื่อเสริมความมั่นใจและจริงใจ
โสมสุดาได้ฟังดังนั้นจึงกุมมือจางไห่จูตอบก่อนจะสวมกอดนางโจรแล้วกล่าวว่า “ ท่านเองก็มีพระคุณต่อดิฉันเนื่องด้วยการบุกเข้าไปช่วยก่อนดิฉันจะได้รับความอัปยศจากโจรบ้ากามและเหตุเพียงเท่านี้ หากดิฉันต้องสละชีวิตเป็การตอบแทนในคุณความดีอันใหญ่หลวงนี้ก็ยังนับว่าน้อยเกินไป ประสาอะไรกับการสละคนรักคืนให้ท่านเล่า ”
จางไห่จูก็รีบห้ามว่า “ มิได้ทำเช่นนั้นมิได้ นางโจรเยี่ยงฉันได้ทำความดีสักครั้ง ก็ถือเป็บุญแก่ชีวิตแล้วจะหวังแย่งชิงคนรักจากใครก็หาปรารถนาไม่ ท่านอย่ากล่าวเช่นนั้นอีกเลย ”
ไมตรีได้ยินนางทั้งสองบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตนเองเช่นนั้นจึงกล่าวตัดบทไปว่า
" หยุดเถิดแม่นางทั้งสองอย่ากล่าววาจาปัดป่ายไปมาด้วยไม่ยอมรับการเป็เ้าของในตัวของฉันอีกเลยโดยปกติวิสัยของหญิงทั่วไป มีแต่เขาจะทะเลาะตบตีกันเพื่อแย่งผู้ชายคนเดียวเห็นได้จากละครทั่วไปเขาก็เล่นบทเช่นนั้น แต่นี่มีอย่างที่ไหนผู้หญิงสองคนมาโยนไปโยนมาเพื่อให้อีกฝ่ายได้เป็เ้าของแล้วไยไม่นึกถึงคนกลางอย่างฉันบ้าง ว่าจะรู้สึกอย่างไร "
นางโจรสลัดจึงทำตาเป็รูปสระอิแล้วแลบลิ้นพองาม ทำนองว่ารู้สึกผิด โสมสุดาก็พนมมือขอโทษด้วยสีหน้าแหยๆก่อนจะกล่าวกับจางไห่จูว่า
" บ้านเมืองยังลุกโชนด้วยไฟาทั้งศึกนอกและศึกในขอให้เราจงพักเื่ใครจะใครไว้ก่อนเถิดแล้วร่วมมือกันกอบกู้ราชบัลลังก์กลับคืนแด่องค์เ้าค้ำฟ้าให้ปวงประชาเป็สุขจะดีกว่า"
นางมุกทะเลจึงตอบว่า "ข้าพเ้ายินดีร่วมมือเพื่อทำคุณต่อแผ่นดินจนกว่าเ้าค้ำฟ้าจะได้คืนสู่บัลลังก์และเมื่อนั้น เราจะมาประลองฝีมือกันว่าใครจะได้คุณไมตรี อย่าลืมสัญญาล่ะ "
แล้วนางทั้งสองก็จับมือกันเป็เชิงให้สัญญา
ทำเนียบรัฐบาลกรุงเจมทาวน์
จอมพลสดมภ์ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวังแจ้งว่า องค์เหนือหัวเ้าค้ำฟ้าทรงประชวรจึงได้เสด็จไปรักษาพระอาการยังต่างประเทศแต่เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของราชวงศ์จึงเปิดเผยมิได้ว่าเสด็จไปยังแห่งใดและทรงมีพระราชโองการให้เขาสำเร็จราชการแผ่นดินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายดร.บุญดีได้นำทัพสายที่หนึ่งเดินทางไกลกว่า2500ลี้ลัดเลาะผ่านขุนเขาต่างๆ จนมาถึงป่าดงดิบแห่งเทือกเขาขุนพญาไฟซึ่งล่ำลือกันว่าเต็มไปด้วยภยันตรายจากสัตว์ร้ายไข้ป่าและผีโป่งที่สิงสถิตอยู่ในที่นั้น แต่ด้วยเวลาเย็นย่ำสายัณห์แล้ว พวกเขาจึงปลงทัพพักแรมในที่นั้น ก่อไฟ ตั้งกระโจมและให้นางม่านทิพย์จัดการหุงหาอาหารมาสู่กินกัน
ตกดึกสงัดปรากฏเสียงหมาป่าหอนดังวังเวงเยือกเย็นประกอบกับลมที่พัดวูบมาอย่างแรงจนใบไม้ปลิวไปเกลื่อนพื้นที่นั้นพลันก็มีดวงไฟสีเขียวกลุ่มหนึ่งส่องแสงวูบวาบวับแวมลอยล่องมาใกล้หมู่กระโจมที่พักของดร.บุญดี แต่ขุนหลวงมะลังคะยังมิได้หลับใหลรับอาสาเฝ้ายามให้ั้แ่หัวค่ำจึงร่ายเวทย์แล้วปล่อยวัวธนูให้พุ่งไปสกัดกั้นดวงไฟลึกลับเ่าั้เกิดการต่อสู้กันพัลวัน จนดวงไฟกลายร่างเป็รูปมนุษย์ชายหญิงหมู่หนึ่งนั่งคุกเข่าพนมมือบ้างก็กราบกรานขอยอมแพ้ แล้วกล่าวว่า"ท่านผู้เจริญอย่าได้ทำอันตรายหมู่ข้าเ้าเลยเราเป็เ้าป่าเ้าเขาในดินแดนแห่งนี้คอยปกป้องผืนป่าพนาไพรมิให้ใครมาล่วงเกินทำลายหาได้มีเจตนาทำร้ายพวกท่านแต่ประการใดไม่"ขุนหลวงมะลังคะจึงเรียกวัวธนูให้คืนกลับกลายเป็วัวดินเก็บเข้าในย่ามดังเดิมแล้วถามว่า "เรา้าเดินทางผ่านป่าใหญ่แห่งนี้ท่านพอทราบทางลัดที่สะดวกและมุ่งตรงไปสู่กรุงเจมทาวน์หรือไม่ จงบอกเรามาเถิด"เ้าป่าบอกว่า "รู้สิ เราจักทำเครื่องหมายไว้ตามที่ต่าง ๆ ในป่าวันพรุ่งท่านจงเดินไปตามเครื่องหมายเ่าั้ก็จะล่วงสู่ทางออกได้เอง"แล้วเ้าป่าก็นำเอาไม้ไผ่มาผ่าเป็ตอกแล้วขัดเป็เฉลวให้ดูเป็ตัวอย่างแห่งเครื่องหมายดังว่า
ครั้นรุ่งเช้า คนเดินทัพเก็บสัมภาระแล้วจึงออกเดินทางไปตามเฉลวที่เ้าป่าปักไว้ตามทางเดินในป่านั้นจนออกไปพบหมู่บ้านร้านถิ่นจึงถามผู้คนในย่านนิคมนั้นเพื่อออกเดินทางต่อไป
บ้านพักจอมพลสดมภ์
ที่หน้าบันไดประตูคฤหาสน์หลังใหญ่คุณนายโรสเดินมาส่งแขกขึ้นรถเบ๊นซ์คันหรูแล้วเดินกลับเข้าไปนั่งคุยกับจอมพลสดมภ์บนโซฟารับแขกสไตล์หลุยส์อันโอ่อ่า
" ตกลงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กวงฮะจะให้เราถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์คะ คุณพี่ "
" 51เปอร์เซ็นต์" จอมพลสดมภ์ตอบแล้วยกถ้วยน้ำชาฝรั่งขึ้นจิบ
" ถ้ารวมกับบริษัทอื่นๆ ที่เราถือหุ้น นี่ก็เป็บริษัทที่ 22 แล้ว มีทั้ง ธนาคาร บริษัทภาพยนตร์ โรงแรม โรงงานน้ำตาล ธุรกิจนำเข้าส่งออกและธุรกิจเครื่องจักรกล
และยังมีรัฐวิสาหกิจอีก 6 แห่งที่คุณพี่เป็ประธานคณะกรรมการอีกอย่างนี้เราจะเอาเงินไปเก็บที่ไหนดีน๊อ "โรสพูดจบก็หัวเราะด้วยความกระหยิ่มใจที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาโดยไม่ต้องออกแรงทำอะไร
" ก็แบ่งครึ่งหนึ่งไปเก็บไว้ในธนาคารประเทศต่างๆ อีกครึ่งก็เอาไว้เลี้ยงลูกน้องเลี้ยงพวกอันธพาลหัวไม้สำหรับเป็มือเป็ตีนไปจัดการกับพวกตรงข้ามเราและเอาไว้ซื้อตัวนายทหาร นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงนอกนั้นเราก็เอาไว้เสพสุขกันยังไงละจ้ะ " สดมภ์พูดจบก็โอบไหล่โรสแล้วหอมแก้มก่อนจะพากันประคองขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์
กลางดึกคืนนั้น
ปรากฏภาพเลือนลางเป็สีเทาของห้องเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งนักเรียนกำลังนั่งอยู่เต็มห้อง ครูประจำชั้นก็เดินเข้ามาเรียก " เด็กชายชมมีผู้ปกครองมารอพบที่หน้าห้องธุรการ ไปสิ "เด็กชายท่าทางเรียบร้อยก็เดินออกไปพบหญิงวัยประมาณสามสิบปีผู้หนึ่งยืนรออยู่เด็กก็เรียกแม่ แล้วหญิงนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนสภาพจากหน้าคนปกติกลายเป็หน้าตาเขียวคล้ำอมม่วง ตาปูดโปนน่ากลัว พร้อมก่นด่าเด็กชายชมว่า "มืง ไอ้ลูกชั่ว สร้างความระยำให้พ่อแม่พลอยได้บาปไปด้วยข้ากับพ่อเอ็งทนทุกข์ทรมานอยู่ในแดนเปรตอสุรกายมิได้ผุดได้เกิดเพราะฆ่าตัวตายมึงนี้แทนที่จะสร้างกุศลให้พ่อแม่ได้พ้นทุกข์มึงกลับสร้างบาปเลวกว่าไอ้พระยาอัปรีย์นั่น มินานช้าหรอกมึงต้องได้รับผลกรรม คอยดู" นางปีศาจนั้นทำท่าจะบีบคอแล้วเด็กนั้นก็ร้องว่า " อย่า แม่อย่า "
แล้วจอมพลสดมภ์ก็ใตื่นขึ้น" เฮ้ย เราฝันไปหรอกหรือ "
โรสก็พลอยใตื่นเสียงของสามีไปด้วย" คุณพี่ฝันร้ายหรือคะ ฝันว่าอะไร "
" ฝันเห็นแม่น่ะไมมีอะไรหรอก นอนเถอะ " สดมภ์ดับไฟแล้วนอนต่อ
ในค่ายทหารของกองทัพไดเกียว
มหันต์เดินออกมาจากอาคารไม้หลังใหญ่พร้อมกับกลุ่มนายทหารของไดเกียวพูดจากันสองสามคำแล้วก็ขึ้นรถออกไป
ในห้องประชุมของอาคารหลังนั้น บรรดานายทหารไดเกียวนั่งล้อมวงประชุมกันผู้ที่นั่งเป็ประธานเอ่ยปากให้ทุกคนรายงานตัวทั้งชื่อและอาชีพที่ตนใช้บังหน้าแต่ละคนก็รายงานตามลำดับ มีทั้งอาชีพทันตแพทย์ ช่างภาพ พ่อค้า รับเหมาทำถนน ขุดแร่เมื่อครบถ้วนทุกตัวคนแล้ว ประธานก็กล่าวว่าขอให้ทุกคนทำหน้าที่สายลับต่อไปรอจนกว่าจะได้รับคำสั่งให้ลงมือ เมื่อนั้นให้สวมชุดทหารโกนศีรษะทุกคนแต่ขณะนี้ไดเกียวได้ร่วมมือกับจอมพลสดมภ์ โดยมีมหันต์เป็คนกลางที่ได้รับงบประมาณลับจากเราไปเราจึงได้รับสัมปทานต่าง ๆ ในประเทศนี้ไว้หมดแล้วจะได้ใช้เป็ฐานส่งกำลังอาวุธและเสบียงไปยึดครองพม่าและอินเดียต่อไป
ที่ทำการพรรครักสีมา
มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคที่ประชุมได้มีมติเลือกให้นายมหันต์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคในฐานะที่เป็ผู้สนับสนุนงบประมาณให้แก่พรรคจำนวนมากนับแต่นั้นเขาจึงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็การกำหนดนโยบายของพรรครวมถึงแผนงานโครงการต่าง ๆ ของบรรดารัฐมนตรีต่าง ๆก็ล้วนอยู่ในลิขิตของเขาทั้งสิ้นและเนื่องจากเขาเป็ผู้ชำนาญในการประสานผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ อย่างลงตัวจึงไม่มีใครในพรรคที่จะคิดขัดแย้งกับเขาแม้แต่คนเดียว
ทางฝ่ายทัพสายที่สองของนายขำออกจากเกาะหัวกะโหลกแล้วก็เดินทางไปขึ้นฝั่งทางช่องแคบระหว่างเกาะสุมาตรากับปลายแหลมใต้สุดของSouvanna ( โซวันน่า ) แล้วลัดเลาะขึ้นไปบนหุบเขาปีศาจอันมีชัยภูมิเหมาะกับการตั้งรับศัตรู ด้วยมีแหล่งน้ำเป็บึงขนาดใหญ่มีน้ำตกจากูเาไหลตลอดปี และหน้าผ้าชันสองข้างทางเดินใช้โจมตีข้าศึกจากที่สูงได้ดีทั้งยังมีถ้ำใหญ่น้อยอีกหลายแห่งเป็ที่หลบซ่อนอาศัยอย่างสบาย
เื่เสบียงอาหารนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากจางไห่จูคอยนำมาส่งให้เป็ระยะๆ ดังนั้น กิจกรรมยามว่างระหว่างรอทัพสายที่หนึ่งมาก็คือการฝึกซ้อมวิชาต่อสู้ป้องกันตัวและเพลงอาวุธต่าง ๆเ้าค้ำฟ้าหรือนายขำจับคู่ซ้อมหมัดมวยกับไมตรีหรือนายไม้ ส่วนจางไห่จูก็จับคู่ซ้อมเพลงอาวุธกับโสมสุดา
ในด้านฝีมือหมัดมวยนั้นเ้าค้ำฟ้าดูจะอ่อนชั้นรองจากไมตรีมากโขอยู่ทรงถนัดแต่การชกแบบมวยสากลเมืองฝรั่งเท่านั้น หากจะกล่าวในด้านอาวุธนั้นทรงเป็นักแม่นปืนมาแต่ครั้งยังเป็นักศึกษาอยู่เมืองอังกฤษด้วยทรงติดตามพระสหายออกป่าล่าสัตว์ในเมืองผู้ดีอยู่เนือง ๆ
ด้านสองสาวผู้เป็ทั้งมิตรแท้และศัตรูหัวใจในขณะเดียวกันก็ตั้งใจฝึกซ้อมมาแต่ตอนไก่โห่ จางไห่จูใช้แส้หางกระเบนเป็อาวุธส่วนโสมสุดาใช้โซ่ซึ่งตรงปลายผูกติดไว้ด้วยมีดเล่มเล็กทั้งคู่ต่างกวัดแกว่งอาวุธเข้าโรมรันกัน
ฝ่ายนางโจรสาวนั้นในกระบวนท่าที่เชื่องช้าก็มีลีลาคล้ายปลากระเบนที่กำลังแหวกว่ายในท้องสมุทรแต่ในท่าที่รวดเร็วก็มีการเคลื่อนไหวดั่งผีเสื้อร่อนหาน้ำหวานกลางดงดอกไม้ทั้งเร็วสลับช้าพลิกผันไปมาจนยากจะหยั่งรู้ทิศทาง
กล่าวฝ่ายโสมสุดานั้นเล่าในยามรวดเร็วก็ดุจนกนางแอ่นกำลังร่อนอยู่กลางอากาศยามเชื่องช้าก็งามสง่าดุจนางหงส์กำลังสะบัดปีกอยู่กลางสระน้ำ มีการแปรเปลี่ยนจริงเท็จ เต็มว่าง รุกรับในกระบวนท่าเดียวกันจนยากจะต่อต้าน
จางไห่จูฟาดแส้หางกระเบนเข้าใส่สาวตาโตก็สะบัดโซ่เข้าร้อยรัดเอาแส้นั้นนางโจรจึงะโพลิกตัวคล้อยตามทิศทางของโซ่นั้น จนแส้คลายตัวเองออกจากพันธนาการโสมสุดาจึงเหวี่ยงมีดที่ปลายโซ่เข้าใส่อีกมุกทะเลก็กระตุกปลายแส้ปัดเอาปลายมีดเบี่ยงเบนไป หมวยั์ตาแขกก็ใช้ปลายโซ่อีกด้านหมุนตัวฟาดใส่สาวแซ่จางก็เหวี่ยงแส้รับ โซ่ของอีกฝ่ายก็รัดแส้นั้นไว้อีกโสมสุดาพยายามกระชากโซ่กลับหมายจะดึงเอาแส้ให้หลุดจากมือนางโจรแต่ผิดคาดเมื่อจางไห่จูกดปุ่มกลไกของแส้นั้นแล้วดึงเอาไส้ในของแส้หางกระเบนออกจากปลอกและฟาดใส่่คอของโสมสุดา โสมสุดาก็หงายตัวหลบได้หวุดหวิดแล้วย่อตัวหมุนกวาดขาเตะเข้าที่ข้อเท้าของจางไห่จูจนเสียหลักล้มลงไมตรีถลาเข้ารับร่างของนางไว้ได้ โสมสุดาจึงยั้งมือยืนจ้องมองคนรักของตัวกำลังประคองเมียเก่าอยู่ต่อหน้าไมตรีถามนางโจรว่าเป็อย่างไรไหม หล่อนว่าไม่เป็ไร แล้วเหลือบมาเห็นโสมสุดาทำตาเขียวอยู่จึงรีบถอยกายห่างจากไมตรี ก่อนจะพูดกลบเกลื่อนชมโสมสุดาว่า
" น้องท่านฝีมือเลิศล้ำนักทั้งรุกและรับฉับไว สามารถรับมือแส้กระเบนสองชั้นของฉันได้ หาได้น้อยคนนักแต่ไฉนจึงไปเสียทีพวกทหารไดเกียวเสียได้ง่ายๆเล่า "
โสมสุดาถูกเย้ยเช่นนั้นจึงโต้แย้งไปว่า
" นั่นเพราะทหารไดเกียวใช้กลวิธีสกปรกด้วยการลอบกัด หาใช่ประลองกันด้วยฝืมือเพลงยุทธเยี่ยงวีรชนยุคโบราณไม่อันสมัยใหม่นี้แม้นคนถ่อยด้อยฝีมือปานใดหากมีปืนอยู่ในมือก็อาจสังหารศัตรูลงได้ง่ายดายนักที่ฉันถูกจับก็เพราะถูกบดบังด้วยหมอกควันยาสลบจนเมื่อปืนจ่อหัวแล้วจึงมิอาจขัดขืนขยับกายได้ มันเป็เพราะเหตุดังว่ามานั่นแล "
เ้าค้ำฟ้าซึ่งประทับนั่งทอดพระเนตรการฝึกซ้อมของสองสาวอยู่นานแล้วก็ดำรัสสั่งให้พักรับประทานข้าวน้ำกันก่อน ด้วยเวลาใกล้เที่ยงแล้ว
ยังมิทันจะลงมือเปิบข้าวสมาชิกเสรีโซวาเนียนนายหนึ่งก็วิ่งเข้ามาทูลว่า “ เรียนท่านหัวหน้าบัดนี้ทัพของสายที่หนึ่งเดินทางมาถึงเขตเมืองเจมทาวน์แล้วกำลังจะมาถึงปากทางเข้าหุบเขาของเราครับ ” เ้าค้ำฟ้าจึงว่า“ ขอบใจท่านมาก เตรียมกำลังคนไปรอรับทัพนั้นด้วยเดี๋ยวเราเสร็จมื้ออาหารแล้วจะตามลงไป ”
บ่ายสองโมงของวันนั้น
ทัพที่หนึ่งของเสรีโซวาเนียนก็มาถึงปากทางหุบเขาปีศาจได้รับการต้อนรับจากนายขำ นายไม้ และนางส้ม พร้อมด้วยจางไห่จูทั้งหมดก็เดินลัดเลาะผ่านหุบเขาเข้าสู่ที่ตั้งฐานทัพ
“ คนโบราณเขาเรียกหุบเขาปีศาจเพราะว่าคนที่หลบซ่อนอยู่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เข้าถ้ำโน้นออกถ้ำนี้ จนดูเหมือนผีปีศาจที่เราได้ใช้ที่นี่เป็ฐานทัพก็เพราะการชี้แนะจากแม่นางจางผู้นี้แหละ ” เ้าค้ำฟ้ากล่าวแนะนำจางไห่จู่ให้ดร.บุญดี ขุนหลวงมะลังคะและสมาชิกทัพสายที่หนึ่งได้รู้จักก่อนจะบอกให้ทุกคนไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากินข้าวกินปลาแล้วนอนพักเอาแรงต่อวันพรุ่งจึงจะเรียกประชุมเตรียมการทำศึกต่อไป
สาวม่านทิพย์ก็ผลัดผ้านุ่งกระโจมอกลงเล่นน้ำสระผมในลำธารที่ไหลจากน้ำตกพร้อมกับสมาชิกสาวๆ ทั้งหลายร่วมสิบคน ต่างก็สาดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนาน
ส่วนมะลังคะยืนมองไปในกลางหุบเขาเห็นทุ่งกว้างเหมาะแก่การเพาะปลูกจึงนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่รวบรวมมาระหว่างเดินผ่านบ้านป่าในชนบทนั้นใส่ห่อกระดาษผูกติดกับลูกศร แล้วยิงด้วยคันศรพรหมเทพลูกศรวิเศษนั้นก็แล่นไปโปรยปรายพันธุ์ข้าวลงทั่วท้องทุ่งนั้น เมื่อเขายิงศรลูกที่สองขึ้นไปยังท้องฟ้าก็บันดาลให้เกิดเมฆฝนดำครึ้มพัดพาฝนมาตกลงยังแปลงข้าวที่เขาปลูกจนชุ่มฉ่ำ
ฝ่ายกองทัพของจักรวรรดิไดเกียวเมื่อได้ให้การสนับสนุนงบประมาณแก่รัฐบาลจอมพลสดมภ์แล้วก็เร่งดำเนินการก่อสร้างฐานทัพเรือไว้ที่ชายฝั่งทะเลติดกับอ่าวเบงกอลบริเวณเทือกเขานิโคบาทางตะวันออกของประเทศเพียงไม่กี่เดือนก็แล้วเสร็จจะรอก็แต่ขบวนเรือจากไดเกียวที่กำหนดเดินทางมาถึงในอีกไม่นาน และเมื่อถึงเวลานั้นกองทัพเรือของไดเกียวก็พร้อมจะบุกเข้ายึดเมืองพม่าและอินเดียต่อไป
จบตอนที่ 21 โปรดติดตามตอนที่ 22 วังวนกิเลส