“ในตอนนี้เ้าสามารถช่วยเหลือทายาทมหาตระกูลและภาคีอัศวินพิทักษ์ คิดว่าอีกไม่นานทางภาคีอัศวินพิทักษ์จะต้องส่งคนมาหาพวกเ้าแน่ๆ ” ดร.อาร์คัสถาม
“ข้าเองก็คิดเหมือนกัน.. พวกอัศวินต้องมาถามเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นแน่ๆ” อูซินกล่าว
“แล้วคิดจะบอกพวกนั้นว่ายังไง” ฟรอสต์ถาม เพราะเขาคิดว่าคนแรกที่อัศวินจะมาหาก็คือเขา เพราะอัศวินทุกคนไม่ได้เห็นการต่อสู้ ย่อมคิดว่าเขาที่เป็จ้าวมนตราเป็คนช่วยเหลือคนทั้งหมดเอาไว้อย่างแน่นอน
“คงต้องบอกว่าเ้ามีสายลับ หรือ ได้ข่าวจากสายที่เปิดเผยตัวไม่ได้ เลยรู้เกี่ยวกับแผนของภาคีไตรเนตรล่วงหน้า ถึงสามารถช่วยเหลือได้ทัน” อูซินกล่าว
“ก็คงจะต้องเป็แบบนั้นไปก่อนละนะ” ฟรอสต์พยักหน้ารับ
“แต่เท่านี้เราก็รู้แน่ชัดแล้วว่า… เื่ที่เ้ามาจากอนาคต เป็เื่จริง” ฮิลด้าบอก แม้ตอนแรกนางจะไม่ค่อยเชื่อ และ นางก็คิดว่าคนอื่นๆ ก็คงมีความแคลงใจเช่นเดียวกัน แต่เื่ของอสุรกายไร้ผิว การ์กอยล์ทมิฬ รวมถึงการโจมตีเป็เื่จริง
“เพราะฉะนั้นปลายทางของศึกครั้งนี้ก็คือ การรับมือกับสัตว์อสูรกับการ์กอยล์ทมิฬที่จะมาโจมตีเมืองสินะ” เอโลเวนกล่าว
“สัตว์อสูร? ข้านึกว่ามีแต่การ์กอยล์ทมิฬนั่นเสียอีก” ฟรอสต์ถาม
“ไม่ใช่.. จากที่เมาเมาบอก พวกมันใช้สัตว์อสูรค้างคาวั์กับการ์กอยล์ทมิฬในการโจมตีเมือง” อูซินบอก
“สัตว์อสูรค้างคาวั์ คิดไม่ถึงเลยว่าภาคีไตรเนตรจะสามารถใช้งานหนึ่งในสิบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดของเทือกเขาเอลเดียได้” ดร.อาร์คัสทำท่าครุ่นคิด
“ะเิมนุษย์พลีชีพ.. และ เหล่าอสูรโจมตีเมือง คงคิดจะอาศัยความวุ่นวาย เปิดประตูมิติภายในเมืองอย่างแน่นอน หากว่าจู่ๆ มีประตูมิติที่อัญเชิญสัตว์อสูรและอสุรกายออกมาจำนวนนับไม่ถ้วน แถมยังเป็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอย่างค้างคาวั์ ต่อให้เป็เ้าเมืองก็ยังไม่อาจรับมือได้อย่างแน่นอน” ดร.อาร์คัสกล่าว
“ชิ.. แล้วมาโจมตีเมือง่ที่หัวหน้าไม่อยู่ด้วย” ฟรอสต์สบถออกมา
“หัวหน้า.. หมายถึงหัวหน้ากิลด์สิงโตแดงสินะ แข็งแกร่งมากเลยงั้นเหรอ” อูซินถาม
“แข็งแกร่งสิ… ถึงตอนนี้นางจะเป็ชนชั้นจักรพรรดิขั้นสูง แต่ความแข็งแกร่งของนางเหนือยิ่งกว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หลายๆ คนเสียอีก” ฟรอสต์ตอบอย่างมั่นใจ หากว่าหัวหน้ากิลด์ของเขาอยู่ ต่อให้เป็จักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน
“น่าสนใจ.. แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ” อูซินคิดอย่างสนใจ
“หัวหน้ากิลด์ของข้าก็คล้ายๆ กับเ้า เป็ผู้บรรลุสำนึกรู้ระดับสูง อีกทั้งยังเป็นักรบเวทอีกด้วย” ฟรอสต์บอก
“นักรบเวท?” อูซินถามอย่างสงสัยจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เมาเมาพุ่งออกมาจากดวงิญญาของอูซิน
“ก็คือนักรบผู้ใช้ออร่าเวท แต่ก็ยังสามารถใช้เวทบางประเภทเหมือนกับจอมเวท ประสานทักษะต่อสู้ ออร่าเวท และ บทเวท เรียกได้ว่าเป็ นักสู้ที่ต่อสู้แบบไม่สนกฎเกณฑ์แห่งการต่อสู้ ประสานทุกสิ่งเพื่อใช้ในการต่อสู้” เมาเมาบอก
“อ๋อ งั้นก็แบบเดียวกับ ฟรอสต์สิ เพราะข้าก็เห็นว่าใช้ทั้งออร่าเวทแบบนักรบแล้วก็บทเวท” อูซินบอก
“ใช่ ข้าเองก็เป็นักรบเวท แต่ข้าบรรลุสำนึกรู้ได้เพียงระดับจิตเท่านั้น… แต่ของหัวหน้าลีโอน่า ก็คือระดับเจตจำนง” ฟรอสต์บอก
“โหห แบบนี้ยิ่งน่าสนใจ ไม่แปลกที่จะสู้กับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้.. แต่นางไม่อยู่ที่กิลด์งั้นเหรอ” อูซินกล่าว
“ไม่อยู่ดูเหมือนว่านางจะได้รับภารกิจสำคัญเลยออกไปจากเมืองั้แ่สัปดาห์ก่อน แถมยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาเร็วๆ นี้” ฟรอสต์บอก
“จากความทรงจำที่ข้ามี ในศึกเมืองเทรัส ลีโอน่าไม่ได้เข้าร่วม กว่าที่นางจะกลับมาก็หลังจากที่เมืองเทรัสแทบไม่เหลือซากแล้ว ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นนางแทบจะขาดสติบุกเดียวไปยังเทือกเขาเอลเดีย ถล่มสิบยอดเขาค้างคาวด้วยตัวคนเดียว จนเกือบทำให้สัตว์อสูรค้างคาวั์สูญสิ้น สุดท้ายตกตายพร้อมๆ กับ จักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น ค้างคาวั์” เมาเมากล่าว
“เพราะว่า ลีโอน่าแข็งแกร่งถึงขนาดนั้น เลยต้องลงมือตอนที่ไม่อยู่ภายในเมืองสินะ” อูซินกล่าว แม้ว่าระดับพลังเวทที่ห่างกันจะสามารถเป็ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งที่แน่นอนได้ แต่ก็ไม่อาจเอามานับกับผู้บรรลุสำนึกรู้ได้ ยิ่งเป็ระดับของเจตจำนง ยิ่งไม่อาจประมาทได้ มันเป็พลังที่มากพอจะสามารถสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้แม้จะเป็เพียงชนชั้นจักรพรรดิก็ตาม
“งั้นหากว่าหาทางให้นางกลับมาได้ละก็… เมืองก็คงปลอดภัยขึ้นสินะ” อูซินกล่าว
“คงยากทุกครั้งที่นางออกไปทำภารกิจ มักเป็ภารกิจที่ยากและกินเวลายาวนาน รวมถึงไม่อาจติดต่อได้เลย” ฟรอสต์กล่าว
“งั้นเื่นี้ก็ต้องพักไว้สินะ” อูซินบอก
“แต่ก็ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนไม่ใช่หรือไง ก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น” ฮิลด้าถาม
“ก็ไม่แน่เสมอไป ตอนนี้อนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว เราสามารถทำลายแผนสับเปลี่ยนทายาทมหาตระกูลได้ก็จริง แต่หากเป็ข้าเมื่อแผนการถูกทำลายลงไป ข้าจะปรับเปลี่ยนแผนอย่างแน่นอน” อูซินบอก
“ใช่ หากเป็ข้า ก็คงทำแบบนั้น... หากแผนล้มเหลวก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการให้ดียิ่งขึ้น” ดร.อาร์คัสกล่าว
“แบบนี้ก็เท่ากับว่าเราแทบไม่รู้เลยสิว่าพวกมันจะทำอะไรกันแน่” เรย์ถาม
“ไม่... ไม่ว่ายังไงพวกมันจะโจมตีเมืองอย่างแน่นอน พวกมันต้องพยายามแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาร์ติแฟกต์ศักดิ์สิทธิ์ และ ยิ่งต้องพยายามส่งเสริมตระกูลเมเยอร์ให้แสดงออกถึงความเหมาะสมที่จะกลายเป็มหาตระกูล” อูซินกล่าว
“แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกมันจะใช้แผนและโจมตีวันเวลาเดิมหรือไม่” ดร.อาร์คัสกล่าว
“ในตอนนี้มีข่าวเื่เกี่ยวกับชาวบ้านที่หายตัวไปบ้างไหม” อูซินหันไปถามลูเชียน
“ยังไม่มีเลยครับ อาจเป็เพราะพวกเราเพิ่งจะทำลายแผนของพวกมันได้ คิดว่าพวกมันเองก็กำลังวางแผนใหม่” ลูเชียนบอก
“ชิ.. มีแต่ต้องรอไปเรื่อยๆ งั้นเหรอ” ฟรอตส์สบถอย่างไม่สมอารมณ์
“ไม่... อูซินก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่า พวกมันใช้สัตว์อสูรการ์กอยล์ทมิฬในการโจมตีเมือง” ดร.อาร์คัสกล่าว
“จริงสิ! หากว่าเราสามารถค้นพบฐานลับของพวกมันภายในสิบยอดเขาค้างคาวได้ก่อนการโจมตีล่ะ” ฟรอสต์กล่าว
“หึ น่าสนใจ เปลี่ยนจากตั้งรับเป็รุกงั้นเหรอ” อูซินยกยิ้มอย่างชอบใจ
“แต่การจะทำแบบนั้นได้ ไปด้วยพลังเวทระดับห้าขั้นต้นไม่พอหรอกนะ ถึงเ้าจะเป็ผู้เกิดใหม่ก็ตาม เพราะสิบยอดเขาค้างคาว เป็ถิ่นของ ‘มาลัคซาร์’ สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น ถึงจะไม่ใช่ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของเทือกเขาเอลเดีย แต่พลังของเ้าตอนนี้ไม่อาจรอดได้แน่หากต้องปะทะกับ มาลัคซาร์” ดร.อาร์คัสกล่าว
“ก็ไม่เห็นต้องไปปะทะกับ มาลัคซาร์ หรือ ชนชั้นจักรพรรดิหญิงคนนั้นโดยตรงนิ ไม่ใช่ว่าภายในเมืองมีกิลด์นักผจญภัยมากมายหรือไง แถม่นี้ยังมีข่าวเื่จำนวนสัตว์อสูรที่น้อยลงไปด้วยไม่ใช่หรือไง ก็แค่ทำทีว่าไปสำรวจ หาความจริง แต่เป้าหมายของเราก็คือลอบเข้าไปที่สิบยอดเขาค้างคาวและส่งข่าวให้กับภาคีอัศวินพิทักษ์ หากสามารถยืนยัน กำลังรบของพวกมันได้ พวกเราย่อมสามารถยืมกองกำลังจากภาคีอัศวินพิทักษ์ได้” อูซินบอก
“นั่นสินะ ถึงภาคีอัศวินพิทักษ์ประจำเมืองจะไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากพอจะต่อกร มาลัคซาร์ แต่หากเราสามารถส่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า ภาคีไตรเนตรมีระดับผู้บริหารสร้างฐานลับที่เทือกเขาเอลเดีย กองกำลังหลักของภาคีอัศวินพิทักษ์ก็อาจส่งผู้แข็งแกร่งอย่างสิบมหาอัศวินมาเองก็ได้” ดร.อาร์คัสกล่าว
“ใช่ ยิ่งในตอนนี้ มหาอัศวินแห่งรัตติกาลลวงตา นอคทิส หายสาบสูญไปพร้อมกับ ประมุขตระกูลแวนแจนซ์ ไม่แน่ภาคีอัศวินพิทักษ์อาจจะส่งกองกำลังที่สามารถถล่มสิบยอดเขาค้างคาวั์มาเลยก็ได้” ลูเชียนกล่าว
“งั้นหลังจากที่ไปพบกองอัศวินแล้ว ข้าจะไปเทือกเขาเอลเดีย” อูซินกล่าว
“ข้าไปด้วย” เรย์บอก
“ครั้งนี้อย่าเพิ่งดีกว่า เทือกเขาเอลเดียอันตรายเกินไป หากไปละก็ต่อให้เป็ข้าก็รับรองความปลอดภัยของเ้าไม่ได้” อูซิน
“แต่ว่า..”
“อย่ารีบร้อนเกินไป หากคิดจะแก้แค้นอย่างแรกเ้าต้องมีชีวิตรอดต่อไป เ้ามีหลายวิธีที่สามารถทำได้ในการทำลายภาคีไตรเนตร อย่างเช่นการช่วยเหลือฮิลด้ากับธาเลีย ในการสร้างอาวุธที่สามารถสังหารการ์กอยล์ทมิฬหรืออสุรกายไร้ผิว” อูซินบอก
“เอ๋ เรย์มีความสามารถด้านอักขระด้วยเหรอ” ธาเลียถาม
“ก็พอมีอยู่บ้าง” เรย์บอก
“งั้นก็ดีเลย พลังของเรย์คือไสยเวท หากสามารถเขียนอักขระได้ พลังของอาวุธที่ออกมาย่อมแข็งแกร่งกว่าวิธีของฉัน เพราะฉันต้องอาศัยหินิญญาแบ่งพลังออกมาเพื่อสร้างอาวุธิญญาไร้ธาตุ หากเรย์ช่วยได้ละก็จะดีมากเลย” ธาเลีย
“หากช่วยได้ เพียงไม่นานก็คงสามารถสร้างอาวุธจำนวนมากได้แล้ว” ฮิลด้ากล่าว
“งั้นก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะเดินทางไปที่โรงหลอมเหล็กของเ้า” เรย์กล่าว เขาไม่ใช่คนโง่ หากสุดท้ายแล้วการโจมตีเมืองยังเกิดขึ้นไปตามเื่ราวที่อูซินรู้มา หากอัศวินและนักผจญภัยมีอาวุธที่สามารถต่อกรกับการ์กอยล์ทมิฬได้ ย่อมสามารถรักษาเมืองได้ดีกว่า
“ได้” ธาเลียพยักหน้ายอมรับ
“งั้นก็จบการประชุมวันนี้เท่านี้ก่อนก็แล้วกัน” ดร.อาร์คัสกล่าว
……….
บรรยากาศชายป่ายามค่ำคืนนอกเมืองเทรัสนั้นเงียบสงัดผิดปกติ แสงจันทร์สลัวรำไรลอดผ่านกิ่งไม้หนาทึบ สร้างเงาตะคุ่มที่ดูประหลาดตาในเวลา 19.00 น. ซึ่งควรจะเป็เวลาที่ชาวบ้านล้อมวงกินข้าว แต่เด็กน้อยสามคนกลับยังคงเดินอยู่ในป่า
“นี่ๆ ชิออน มันดึกแล้วนะ พวกเรารีบกลับกันเถอะ” เอล เด็กชายท่าทางขี้ขลาดะโเรียกเพื่อนที่เดินนำหน้า พลางหันมองซ้ายขวาด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“นั่นสิ ถ้าเกิดว่าเจอสัตว์อสูรจะทำยังไง” มิว เด็กหญิงอีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“จะกลัวอะไร ฉันได้ข่าวจากพี่ชายมาว่า่นี้สัตว์อสูรอยู่ๆ ก็ลดจำนวนลงไปอย่างน่าประหลาด” ชิออน เด็กชายผู้เป็หัวโจกหันกลับมาบอก “ต่อให้เข้าไปในเทือกเขาเอลเดียส่วนนอกก็ยังหาสัตว์อสูรได้ยาก เราที่อยู่ใกล้เมืองขนาดนี้ก็ไม่ต้องห่วงแล้ว มีแต่่นี้แหละที่เราจะสามารถเข้าไปเก็บสมุนไพรระดับต่ำออกมาขายได้!”
“แต่ถึงจะไม่มีสัตว์อสูรก็เถอะ... แล้วถ้ามีผีล่ะจะทำยังไง!” เอลยังคงเถียงด้วยเสียงสั่น
“มันจะไปมีผีได้ยังไงกัน อย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลย!” ชิออนหันไปเอ็ดเพื่อน แต่ทันทีที่เขามองผ่านไหล่เอลไป ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นกะทันหัน ขาที่เคยก้าวอย่างมั่นใจกลับแข็งทื่อ เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลซึมตามไรผม
“นะ... นะ... นี่ อย่าทำท่าแบบนี้สิ!” เอลเริ่มใจคอไม่ดีเมื่อเห็นอาการของเพื่อน
มิวที่สังเกตเห็นชิออนผิดปกติจึงมองไปยังทิศทางเดียวกัน ดวงตาของเด็กสาวสั่นระริกด้วยความสยดสยอง “กะ... กรี๊ดด!”
เอลค่อยๆ หันหลังไปมองตาม... สิ่งที่เด็กทั้งสามเห็นคือ ‘โครงกระดูกโปร่งแสงสีแดงขุ่น’ มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างน่าขนลุก ดวงตากลวงโบ๋ที่มืดมิดจ้องมองมายังเหยื่อตัวน้อยทั้งสามอย่างหิวกระหาย
“ผะ... ผีหลอก!” เอลร้องออกมาได้เพียงคำเดียวก็ตาเหลือกสลบพับลงไปทันที
“ยะ... อย่าเข้ามานะ!” ชิออนเข่าอ่อนจนทรุดฮวบ มองดูโครงกระดูกสีแดงที่ค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ มือที่เหลือแต่กระดูกโปร่งแสงเอื้อมหมายจะคว้าจับตัวเด็กชาย
ทว่าก่อนที่มือกระดูกจะััตัวชิออน ร่างของหญิงสาวในชุดจอมเวทและผ้าคลุมสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด นางชี้ไม้เท้าไปยังปีศาจร้ายทันที
โดยไร้ซึ่งการร่ายเวทอันยืดยาว ที่ปลายไม้เท้าเกิดวงเวทขนาดเล็กพร้อมลูกบอลแสงสีฟ้าอ่อนพุ่งออกไปดุจะุ
ตูม!
ทันทีที่บอลเวทกระทบเข้ากับร่างโปร่งแสงสีแดง มันก็แตกสลายหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันสีจางๆ
“เป็อะไรไหม...” เสียงแหบแห้งประดุจใบไม้แห้งเสียดสีกันดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
“มะ... ไม่เป็ไรครับ ขะ... ขอบคุณ...” ชิออนหันไปตามเสียงเพื่อจะขอบคุณผู้ช่วยชีวิต แต่ทันทีที่แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น ดวงตาของเขาก็แทบหลุดออกจากเบ้า
“ครืนๆ ... ครืนๆ ...”
เบื้องหน้าของเขาคือหญิงสาวที่มีผิวซีดเผือดราวกับศพที่ตายมาหลายวัน ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรังมีเศษใบไม้และเขม่าติดกรัง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งราวกับไม่ได้ทำความสะอาดมานับเดือน ขอบตาดำคล้ำลึกโหลราวกับคนอดนอนมานานแสนนาน หน้ากากสีขาวเรียบที่มีเพียงครึ่งบน และ ที่น่าสยองที่สุดคือเสียง
“ครืนๆ” ที่ดังออกมาจากช่องท้องของนางอย่างต่อเนื่อง
“ขอ... น้ำ...” หญิงสาวปริศนาเอ่ยเสียงแ่ พลางยื่นมือซีดๆ เข้าหา
“ผะ... ผีหลอกกกก! เอื้อก!” ชิออนที่เห็นสภาพ ‘ผู้ช่วย’ ที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าโครงกระดูกเมื่อครู่ ก็ใจนหัวใจแทบวายและหมดสติไปอีกคน
“เดี่ยวสิ... มะ... ไม่ไหวแล้ว... หิวจัง...” หญิงสาวปริศนาพึมพำด้วยความระโหยโรยแรง ก่อนที่ดวงตาของนางจะมืดดับไป ร่างของนางล้มตึงลงข้างๆ กลุ่มเด็กน้อยที่สลบไสลไปก่อนหน้า