หลังจากกินอิ่มแล้ว เหวินจื่อห่าวก็สำรวจสิ่งของต่างๆ บนร่างกายใหม่ของเขา ก่อนพบว่าเ้าของร่างเดิมมีอุปกรณ์มิติเก็บของอยู่จริง ๆ มันคือแหวนวงเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุม
ข้างในนั้นมีหินปราณระดับต่ำอยู่ไม่กี่ก้อน, คัมภีร์หยกสองสามชิ้น และชุดผลัดเปลี่ยนอีกหนึ่งชุด
พอเหวินจื่อห่าวเห็นดังนั้นเขาเก็บกล่องอาหาร (ซึ่งยังมีอาหารเหลืออยู่บ้าง) เข้าไปในพื้นที่ของแหวนมิติ ก่อนจะลุกขึ้นปัดก้นตัวเอง แล้วเดินสำรวจพื้นที่ของสำนักตะวันทองคำอันยิ่งใหญ่ต่อไป..
ในความทรงจำที่เหวินจื่อห่าวพบ เ้าของร่างเดิมไม่ได้รู้ถึงพื้นที่ทั้งหมดของสำนักแห่งนี้เลย ไม่รู้ว่าห้องครัวตั้งอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าบริเวณไหนสามารถแอบมาหลบอู้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เหวินจื่อห่าวคนใหม่้า
สำนักตะวันทองคำนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก มีอาคาร กับศาลาขนาดใหญ่หลายหลัง รวมถึงสวนอันกว้างขวาง มีแม่น้ำเป็ของตัวเอง และมีูเารายล้อม ซึ่งเป็ที่อยู่อาศัยของพวกผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง มีเรือนพักขนาดเล็กแยกย่อย มีหอแยกต่างหากสำหรับเก็บสิ่งของต่าง ๆ เช่น โอสถสมุนไพร, หินปราณ, อาวุธ ฯลฯ พูดง่ายๆ ก็คือ สำนักตะวันทองคำแห่งนี้เหมือนกับมหาวิทยาลัยที่ผสมผสานเข้ากับเมืองขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว
มันเป็อาหารตาสำหรับเหวินจื่อห่าวอย่างแท้จริง ตัวอาคารได้รับการดูแลเป็อย่างดีในรูปแบบโบราณ พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยสีสันที่วิจิตรบรรจง สวนต่างๆ ดูงดงามประณีต อบอวลไปด้วยความงามทางธรรมชาติที่ถูกแต่งแต้มอย่างลงตัว เขาได้แต่หวังว่ายามนี้ตัวเองน่าจะมีกล้องถ่ายรูปในทือถือสักเครื่องเพื่อบันทึกภาพเหล่านี้ไว้ เพราะมีจุดที่ถ่ายรูปสวยๆ เต็มไปหมด ยิ่งคิดนิ้วมือของเหวินจื่อห่าวแอบกระตุกอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามากกว่าหนึ่งครั้ง
ไมสิ บางทีถ้าเขาลองค้นดี ๆ อาจจะลองหาดูว่ามีของที่คล้ายๆ โทรศัพท์ในโลกนี้ก็เป็ได้ แต่...มันมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าปราศจากอินเทอร์เน็ต ถ่ายไปก็อัพรูปลงโซเชียลอวดใครไม่ได้อยุ่ดี...
พวกผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่แล้วหน้าตาดี แถมหล่อเหลากันทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกที่มีระดับการบำเพ็ญสูง ๆ คนพวกนี้มักจะใบหน้าที่ได้รูปสมส่วน ผิวพรรณเนียนละเอียด เส้นผมสะอาดสะอ้านดูอ่อนเยาว์ (ยกเว้นพวกที่จงใจทำตัวให้ดูแก่) สวมเสื้อคลุมที่พริ้วไหวอย่างสง่างามยามต้องสายลม แม้ว่าจะดูเหมือนมีชุดคลุมสองรูปแบบแยกกันสำหรับชายและหญิง แต่เหวินจื่อห่าวก็เห็นผู้บำเพ็ญบางคนสวมชุดของเพศตรงข้าม และผู้บำเพ็ญบางคนก็ข้ามเื่เครื่องแบบไปเลย โดยหันมาสวมชุดสีเหลือง/ทองอร่ามแทน
ในตอนที่เหวินจื่อห่าวเดินสำรวจนั้นเป็่บ่ายแก่ ๆ จึงไม่ค่อยพบเห็นพวกผู้บำเพ็ญสักเท่าไหร่ แต่พอยามเย็นคืบคลานเข้ามา พวกเขาเ่าั้นั้นก็เริ่มปรากฏตัวตามลานกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เหวินจื่อห่าวจึงตัดสินใจกลับไปยังห้องพักของตนเอง
เหวินจื่อห่าวคนเดิมเป็หนึ่งในศิษย์ฝ่ายนอกที่มีอายุมากแล้ว แตกต่างจากศิษย์ฝ่ายในที่มีเรือนพักส่วนตัวหรืออาศัยอยู่ในที่พักอันกว้างขวางของอาจารย์ พวกศิษย์ฝ่ายนอกจะถูกจัดให้อยู่ในอาคารหอพักขนาดใหญ่สองหลัง แต่ละคนจะมีห้องพักส่วนตัวขนาดเล็ก ซึ่งจำเป็สำหรับการปิดด่านบำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยว
ห้องของเหวินจื่อห่าวอยู่ใกล้กับชั้นบนสุดของอาคารหอพัก ซึ่งมีสิ่งที่คล้ายลิฟต์ในการขึ้นลง ทว่า...เ้าสิ่งนี้ขับเคลื่อนด้วยหินปราณ พอขึ้นมายังห้อง เหวินจื่อห่าวพบว่ามันตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเตี้ยๆ รวมถึงมีห้องน้ำส่วนตัวขนาดเล็กมากหนึ่งห้อง
แววตาของเหวินจื่อห่าวฉายแววผิดหวังเล็กน้อยเมื่อมองไปที่เตียงไม้ ตรงนั้นมี 'หมอน' แข็งๆ หนึ่งใบวางอยู่
....เฮ้อออ ฉันอยากได้ความสะดวกสบายของศตวรรษที่ 21 ไม่ได้อยากมานอนไอ้หมอนแข็ง ๆ ใบนี้TT
เหวินจื่อห่าวนั่งลงที่โต๊ะเตี้ย ๆ ก่อนนำสิ่งของในแหวนมิติออกมา ซึ่งมันก็ซาลาเปาที่เหลือเป็ชิ้นสุดท้าย เหวินจื่อห่าวกินมันจนหมด และดื่มน้ำปราณตามเพื่อล้างปาก จากนั้นก็ครุ่นคิดว่าตนเองจะทำอะไรได้บ้าง การใช้เสื้อผ้าชุดสำรองมาทำเป็หมอนหนุนดูจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่อย่างไรก็คงต้องหาผ้าเพิ่มในภายหลัง เพื่อเอามาบุรองให้มันนุ่มขึ้น
จากนั้นเหวินจื่อห่าวก็ตรวจดูคัมภีร์หยกของเ้าของร่างเดิม พวกมันเต็มไปด้วยเคล็ดวิชากระบี่อันซับซ้อนน่าปวดหัว
“ ยุ่งยากชะมัด ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้สองสามปีแล้วนะ ทำไมจะต้องมานั่งเรียนอะไรพวกนี้อีก...”
เหวินจื่อห่าวบ่นพึมพำด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะตัดสินใจไปล้างเนื้อล้างตัว และก้าวขึ้นเตียง
...
“ชิ นอนตะแคงไม่สบายตัวเลย แต่นอนหงายก็ไม่ได้แย่แฮะ สงสัยเ้าเตียงนอนนี้ คงต้องได้รับการอัพเกรดด่วน ๆ “
ตัวห้องมีคาถาเก็บเสียงที่ดีเยี่ยม มันจึงเงียบสงบมาก และท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนี้ ความคิดของเหวินจื่อห่าวก็เริ่มฟุ้งซ่านล่องลอยไปไกล
ถ้าหากเขาทะลุมิติมา... นั่นก็หมายความว่าตัวเขาในโลกเดิมก็น่าจะตายไปแล้วรึเปล่า?
เหวินจื่อห่าวอดไม่ได้ที่จะคิด พ่อแม่ที่หย่าร้าง แถมห่างเหินกันไปนานของตนเองจะสนใจไยดีบ้างไหมนะ? ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ติดต่อกันเป็เวลานานมากแล้วด้วย
แต่ที่สำคัญกว่านั้น ข้าวของของเขาที่โลกฝั่งโน้นล่ะ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์สุดที่รักเครื่องนั้น เขาอยากได้โทรศัพท์จัง เขาอยากจะไถหน้าจอ หัวเราะกับมุกตลกฝืด ๆ และอ่านนิยายทะลุมิติยาว ๆ จนกว่าจะเหนื่อยล้าแล้วผล็อยหลับไปเอง
หากต้องตายอีกรอบในโลกนี้... เขาจะได้กลับไปยังโลกเดิมไหมนะ? ไม่สิ ถ้าเกิดร่างในโลกเดิมของเขาตายไปแล้วจริงๆ และไม่ได้อยู่ในอาการโคม่าเหมือนในนิยายทะลุมิติต่างๆ ที่เคยอ่านล่ะ!
ถ้าเป็แบบนั้น การกลับไปโลกเดิมก็นับเป็เื่แย่ที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้เพราะ..เขาจะมีร่างกายให้กลับเข้าไปอีกแล้ว
แบบนี้แปลว่า เขาต้องทำให้แน่ใจว่าตนเองจะไม่โดนไล่ออกจากสำนัก ทั้งตัวเขา และเ้าของร่างเดิมต่างก็ไม่มีใครรู้วิธีหาเลี้ยงชีพนอกเหนือจากการพึ่งพาสิ่งของที่สำนักจัดหาให้เลย ขืนออกไปก็มีแต่จะอดตาย สถานเดียว
ความคิดเหล่านี้หมุนวนอยู่ในหัวของเหวินจื่อห่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีโทรศัพท์ หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาช่วยดับความคิดฟุ้งซ่านเ่าั้ลง
สิ่งเดียวที่พอจะใช้อ่านได้ในห้องนี้ก็คือคัมภีร์หยกที่บันทึกเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรพวกนั้น
เหวินจื่อห่าวรู้สึกถึงความกดดันอันทรมานของคำว่า 'ทางเลือกสุดท้าย ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว' บางทีมันอาจจะเหมือนกับพวกหนังสือเรียน หรือเลคเชอร์ในมหาวิทยาลัยก็ได้นะ ถ้ามันน่าเบื่อมาก ๆ บางทีเขาอาจจะหลับไปตอนที่อ่านพวกมันอยู่ก็ได้ แต่ถึงจะคิดแบบนั้นสุดท้ายเหวินจื่อห่าวก็ลุกขึ้นจากเตียงไปที่ตู้หนังสือไม่เก่า ๆ ตรงมุมห้อง
เหวินจื่อห่าวลองกวาดสายไปมาก่อนพบคัมภีร์หยกเล่มหนึ่งที่ไม่ใช่เื่เกี่ยวกับการฝึกกระบี่ ที่วางทิ้งไว้อย่างไม่ใส่ในด้านล่างสุดของตู้หนังสือ ซึ่งมันคือคัมภีร์หยกประเภท 'การบำเพ็ญเพียร 101' ซึ่งบรรจุเคล็ดวิชาพื้นฐานที่สุด นั่นก็คือ การทำสมาธิ
ดวงตาของเหวินจื่อห่าวประกายแววความสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาอ่านมันอย่างรวดเร็วและบันทึกข้อมูลนั้นเข้าสู่ความทรงจำของตนเอง จากนั้นก็ก้าวกลับขึ้นเตียง หลับตาลง และเริ่มสูดลมหายใจเข้าออก ร่างกายของเขาเคลื่อนย้ายพลังปราณ (ชี่) ไปตามสัญชาตญาณความจำของกล้ามเนื้อโดยอัตโนมัติ
การหายใจเข้าและออกมันคล้ายกับการนับแกะที่ะโข้ามรั้ว หรือการนับเกี๊ยวในชาม ต่างกันตรงที่มันเป็การนับพลังปราณที่ไหลเวียนเข้า ออกจากเส้นชีพจรของตนเอง การจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของปราณ และการนับเลขช่วยกดความคิดอันยุ่งเหยิงของเหวินจื่อห่าวให้สงบลงอย่างช้าๆ จนในเวลาที่เขาไม่รู้ตัว เหวินจื่อห่าวก็ได้จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด...
จบบท