อดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80

    บทที่ 39-40

    บทที่ 39 วันดีๆ กำลังรออยู่

     

    “เพราะพี่ต่งเป็๲คนจากหมู่บ้านเดียวกัน โดยทั่วไปชาวบ้านน่าจะรู้จักนิสัยใจคอกันดี และไม่เชื่ออะไรง่ายๆ” เล่อเวยกล่าว “ฉันเลยบอกว่าไม่เหมาะที่พี่ฉางเซิ่งจะขับรถเข้าไปส่ง พี่ต่งอาศัยอยู่ที่นั่นมาตลอดทั้งชีวิต เงินมีไม่มาก อยู่ดีๆ มีผู้ชายจากที่ไหนไม่รู้ขับรถกระบะเข้ามาส่งถึงในหมู่บ้าน ถ้าคนเก็บเอาไปพูด ฉันก็ไม่อยากจะคิดต่อ! แต่ไม่ดีแน่ๆ ถ้าคนในหมู่บ้านคิดว่าเป็๲ความผิดของพี่ต่ง เพราะฉะนั้นเราควรหาคนขับรถม้าที่ดูรู้ทันทีว่าเป็๲คนขับรถประจำเมืองดีกว่า!”

    หลังจบคำพูด ไม่เพียงแค่ใบหน้าของต่งเซียงเท่านั้นที่เต็มไปด้วยความชื่นชม แม้แต่หลิ่วไถเฉิงก็อยากจะปรบมือให้เล่อเวย

    ในขณะที่อวี๋ฉางเซิ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้ากลับปรบมือขึ้นทันที “เยี่ยมมาก น้าจี่ น้ามีลูกสาวแบบนี้ อนาคตยังจะต้องกังวลอะไรอีก วันดีๆ กำลังรออยู่นะครับ!”

    จี่เฟิ่งยิ้มด้วยความภูมิใจและเก้อเขิน “ฉันก็หวังอย่างนั้น”

    “ขับดีๆ เถอะค่ะ!” เล่อเวยถึงกับ๻๠ใ๽ อีกฝ่ายละมือจากพวงมาลัยตอนขับรถได้ยังไงกัน!

    “น้องฉางเซิ่งพูดถูก น้องเวย ตอนนี้ฉันชักจะอายที่ต้องเรียกเธอว่าน้อง ฉันควรเรียกเธอว่าอาจารย์เล่อมากกว่า! เพราะสิ่งที่เธอพูดมา มีเหตุผลทั้งหมดเลย!”

    ตอนแรก ต่งเซียงเห็นดีเห็นงามให้อวี๋ฉางเซิ่งขับรถไปส่งเพื่อประหยัดค่าเดินทาง แต่เมื่อได้ฟังเล่อเวยวิเคราะห์ เธอถึงรู้สึกว่า สิ่งที่เล่อเวยพูดมาถูกต้องที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เล่อเวยราวกับมีพลังวิเศษที่ล่วงรู้สถานการณ์ในหมู่บ้านของเธอ และสามารถอธิบายได้เป็๲ฉากๆ โดยไม่มีข้อผิดพลาด!

    “พี่ต่งชมกันเกินไปแล้ว เรียกเวยเวยเถอะค่ะ” เล่อเวยบอก “ตอนไปถึงฉางผิง ให้พี่กลับไปที่หมู่บ้านก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือรับลูกชายออกมา เพราะถ้าช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ส่วนคนที่เหลือจะหาที่พักกันก่อน”

    “จากฉางผิงเข้าหมู่บ้าน เดินทางไปกลับด้วยรถม้าใช้เวลาสี่ชั่วโมง”

    หลิ่วไถเฉิงมองนาฬิกาบนข้อมืออย่างรู้งาน ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้บ่ายโมงครึ่ง กว่าจะถึงฉางผิงก็อีกหนึ่งชั่วโมง”

    เล่อเวยคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว ถึงฉางผิงตอนบ่ายสองโมงครึ่ง รวมเวลาหารถม้าและต่อรองกับแม่สามี

    กว่าต่งเซียงจะกลับมา น่าจะหลังหนึ่งทุ่ม

    “คืนนี้ตอนสองทุ่ม เรามาเจอกันที่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดเจิ้นซีในเมืองฉางผิงแล้วกันค่ะ”

    ต่งเซียงพยักหน้า เธอเบาใจขึ้นมากเมื่อทุกอย่างได้รับการตระเตรียม “ไม่คิดว่าเธอจะคุ้นเคยกับฉางผิง เคยไปที่นั่นมาก่อนหรือเปล่า”

    ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดเจิ้นซีในเมืองฉางผิงเป็๲สถานที่เช่ารถม้า คนขับรถม้าทุกคนที่ออกไปพื้นที่โดยรอบจะรอลูกค้าอยู่ที่นั่น จึงเป็๲สถานที่ที่เหมาะสำหรับการนัดหมาย อีกทั้งยังหาเจอได้ง่าย!

    เล่อเวยส่งเสียงในลำคออีกครั้ง “คือ...อ่า...ฉันเคยไปมาสองสามครั้งน่ะ”

    เธอคิดว่าจี่เฟิ่งกับเล่อตงคงจะไม่เปิดโปงเ๱ื่๵๹ของเธอ จี่เฟิ่งเชื่อฟังคำพูดของลูกสาว ถึงแม้จะเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ แต่เธอก็จะไม่พูดขึ้นมาต่อหน้าคนนอก

    เพียงแต่ตอนกลางคืน เวลาเหลือกันแค่สองแม่ลูก เล่อเวยคงไม่พ้นโดนสอบสวน

    ส่วนเล่อตงรู้เ๱ื่๵๹การกลับชาติมาเกิด ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไร!

    ต่งเซียงไม่ได้สงสัยเ๹ื่๪๫ที่เธอเคยไปที่นั่น แถมยังออกปากชมเล่อเวยว่า “ดีจริงๆ อิจฉาน้าจี่จัง ที่มีลูกสาวดีๆ แบบนี้ อย่างที่น้องฉางเซิ่งว่าไว้ วันดีๆ กำลังรออยู่!”

    “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ คนเราจะมีชีวิตไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อวันดีๆ” เล่อเวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่ได้แค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่อยากให้ครอบครัว เพื่อนฝูง และคนที่ฉันไว้ใจ มีชีวิตที่ดี มีวันที่ดีๆ ด้วยเช่นกัน!”

    ดวงตาเธอเป็๞ประกายเมื่อพูดถึงสิ่งนั้น แม้จะเห็นได้ชัดว่าเป็๞เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ของเด็กสาว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทุกคนในที่นั้นก็อดไม่ได้และอยากจะเชื่อเธอ

    “อีกอย่าง พี่ไถเฉิงคะ ฉันมีบางอย่างอยากรบกวน ส่วนค่าเหนื่อย ฉันยินดีตอบแทนให้อย่างแน่นอน”

    หลิ่วไถเฉิงหวังให้เธอรบกวนเขามากกว่านี้ และคงจะดีถ้าค่าตอบแทนของ ‘การรบกวน’ นั้นไม่ใช่เงิน “บอกมาเถอะ ถึงจะลำบาก ฉันก็ยินดีช่วย”

    เล่อเวยโบกมือ “ไม่ใช่เ๱ื่๵๹ลำบากอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่อยากถามว่าตอนพี่ไปถึงกวางโจว ช่วยหาหนังสือเรียนสำหรับม.ต้นกับม.ปลายให้หน่อยได้ไหมคะ”

      

    บทที่ 40 อย่าทำอะไรเกินตัว

     

    เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉางผิงเป็๲เมืองเล็กๆ และมีแค่โรงเรียนมัธยมต้นเท่านั้น ไม่มีชั้นมัธยมปลาย

    เล่อเวยอายุสิบหก เธอต้องใช้เวลาสามปีในชั้นมัธยมต้น และอีกสามปีในชั้นมัธยมปลาย ถึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตอนอายุยี่สิบสอง

    แต่เธอรอนานขนาดนั้นไม่ได้ เธอต้องเรียนให้ถึงปริญญาโทและเอก อีกทั้งยังต้องหาทางป้องกันการสังหารหมู่ตระกูลเจียงอีกด้วย

    เวลาไม่เคยรอใคร!

    ดังนั้นเล่อเวยจึงวางแผนที่จะเรียนเนื้อหาของชั้นมัธยมต้นด้วยตัวเอง และสมัครเข้ามัธยมปลายโดยตรงตอนไปถึงกวางโจว!

    การศึกษาระดับมัธยมปลายในยุคนี้ไม่เข้มงวดเท่ายุคหลังๆ มีเพียงใบรับรองการศึกษาชั้นมัธยมต้นกับทะเบียนบ้านก็พอ ส่วนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่งกลับมาเปิดได้ไม่กี่ปี และประเทศกำลังวางแผนเ๹ื่๪๫การศึกษาภาคบังคับพร้อมกับเสริมสร้างความรู้ด้านวัฒนธรรม ตราบใดที่ทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์และผ่านการสอบของโรงเรียน ก็สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมของรัฐได้!

    ถึงแม้เล่อเวยจะมีความมั่นใจในตัวเอง แต่เธอไม่บ้าพอที่จะบอกว่าตัวเองสามารถเรียนข้ามชั้นมัธยมปลายได้ในทันที

    คนเรานั้น ควรรู้จักประมาณตน เป็๞เ๹ื่๪๫ปกติหากจะเดินสามก้าวในหนึ่งครั้ง แต่ถ้าพยายามเกินหกก้าว เป้ากางเกงอาจจะแตกได้!

    เมื่อได้ยินที่เธอพูด หลิ่วไถเฉิงก็รู้สึกประหลาดใจ “ได้สิ แล้วเธออยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า”

    “ค่ะ” เล่อเวยไม่ปิดบัง “ฉันอาจจะไม่มีเวลาเรียนม.ต้น แต่ฉันวางแผนจะเข้าม.ปลายตอนที่ไปกวางโจวปีหน้า”

    “ปีหน้า...”

    “ไม่มีเวลาเรียนม.ต้น...”

    หลิ่วไถเฉิงกับต่งเซียงมองเล่อเวยราวกับตัวประหลาด

    ต่งเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามออกมา “เวยเวย ฉันคิดว่าเธออายุยังน้อย ทำไมไม่เริ่มเรียนม.ต้นก่อนล่ะ พื้นฐานน่าจะแน่นกว่านะ”

    เธอไม่ได้ถามเล่อเวยว่าเคยเรียนมัธยมต้นมาหรือเปล่า เพราะรู้ดีว่าเด็กสาวบ้านนอกอย่างพวกเธอแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนสูงขนาดนั้น ยกเว้นว่าในบ้านจะไม่มีเด็กผู้ชาย

    หลิ่วไถเฉิงพูดอีกว่า “ถ้าเธอไม่เรียนชั้นม.ต้น ไม่ต้องพูดถึงเ๹ื่๪๫ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน แต่เนื้อหาของม.สี่อาจจะยากเกินไปนะ”

    เล่อเวยรู้ว่าพวกเขาเป็๲ห่วง จึงไม่โอ้อวดเกินจริง เธอบอกเพียงแค่ว่า “ฉันแค่อยากลองดูค่ะ ถ้าสอบผ่าน ฉันจะเตรียมตัวอ่านเนื้อหาของม.สี่ด้วยตัวเองก่อนล่วงหน้า แต่ถ้าล้มเหลวก็จะได้ไม่เสียเวลา ตอนนี้โรงเรียนมัธยมต้นในเมืองสามารถสอบเทียบได้ ฉันจะสอบเข้าม.สามเมื่อถึงเวลา”

    เมื่อเห็นว่าเธอตัดสินใจแล้ว ต่งเซียงกับหลิ่วไถเฉิงเลยไม่พยายามเกลี้ยกล่อมอีก

    หลิ่วไถเฉิงจดรายการไว้ในใจ นอกจากหนังสือเรียนชั้นมัธยมต้นกับมัธยมปลายแล้ว เขาจะต้องซื้อแบบฝึกหัดอื่นๆ ให้เล่อเวยด้วย

    จะเรียนโดยอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่ทำแบบฝึกหัดได้อย่างไร!

    โดยเฉพาะการเรียนด้วยตัวเอง จำเป็๲จะต้องทำแบบฝึกหัดให้มากๆ เพื่อเพิ่มความชำนาญในการสอบ

    อย่างไรก็ตาม หากทำแต่แบบฝึกหัดโดยขาดความเข้าใจ ก็ถือว่าไร้ประโยชน์!

    หลิ่วไถเฉิงขมวดคิ้ว นิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจู่ๆ จะเกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาในสมอง ใช่ ยังพอมีวิธี “ตกลง ปล่อยให้เป็๲หน้าที่ของฉันเอง รับประกันเลยว่าปีหน้าเธอจะได้เข้าเรียนมัธยมในกวางโจวแน่นอน!”

    เล่อเวยมองรอยยิ้มของหลิ่วไถเฉิงด้วยความสงสัย

    เขาดีใจอะไรนักหนา

    เมื่อแก้ปัญหาเ๹ื่๪๫หนังสือเรียนได้ เล่อเวยก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น หลังบทสนทนากับต่งเซียงและหลิ่วไถเฉิงจบลงอย่างราบรื่น รถกระบะก็เข้ามาถึงเมืองฉางผิงพอดี

    ฉางผิงเป็๲เมืองไม่ใหญ่ เทียบได้กับหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจการปกครองเท่านั้น มีประชากรถาวรเกือบหนึ่งแสนคน แต่จำนวนประชากรลอยตัว[1]นั้นมีน้อยเมื่อเทียบกับเมืองอันผิง

    รถกระบะเข้ามาจอดที่ตลาดเจิ้นซี ต่งเซียงออกไปหารถรับจ้าง เล่อเวยจดจำใบหน้าของคนขับรถม้าไว้ จากนั้นก็ยืนยันเวลาและสถานที่กับต่งเซียงอีกครั้ง หลังได้ที่อยู่ของเธอแล้ว เล่อเวยก็ออกเดินสำรวจบรรยากาศตลาดเจิ้นซี

    ที่แห่งนี้ถือเป็๲สถานที่ที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากที่สุดในเมืองฉางผิง นอกจากนั้น บริเวณโดยรอบยังประกอบไปด้วยโรงงานผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรและห้างสรรพสินค้า

    ชาติก่อนเล่อเวยเคยมาฉางผิงและจำได้ว่าโรงงานผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรรายล้อมไปด้วยอาคารสำหรับครอบครัวของพนักงานกับลูกจ้าง ที่นั่นมีโรงอาหารและไม่อนุญาตให้เปิดร้านแผงลอยหน้าทางเข้าโรงงาน

    ไม่ต้องพูดถึงห้างสรรพสินค้า ตรงนั้นเป็๲จุดที่มีการควบคุมเข้มงวดมากที่สุด

    ดังนั้นหาก๻้๪๫๷า๹สร้างรายได้อย่างรวดเร็ว ตลาดเจิ้นซีถือว่าเป็๞สถานที่ที่ดีที่สุด!

    เล่อเวยวางแผนไว้แล้ว ร้านซาลาเปาของเธอจะเปิดขายเฉพาะ๰่๥๹เช้าและเก็บแผงกลับตอนเที่ยง โดยยกหน้าที่ทำความสะอาดให้จี่เฟิ่ง ส่วนเล่อเวยแบ่งเวลามาอ่านหนังสือในตอนบ่าย

    หลังจากเดินสำรวจตลาดเจิ้นซีสองรอบ เล่อเวยก็ยังไม่เจอบ้านที่ถูกใจ

     


     


    [1] ประชากรลอยตัว (Floating Population) อธิบายถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในระยะเวลาใดเวลาหนี่งเป็๲การชั่วคราวด้วยเหตุผลบางประการ แต่โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็๲ส่วนหนึ่งของการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างเป็๲ทางการ