บทที่ 39 วันดีๆ กำลังรออยู่
“เพราะพี่ต่งเป็คนจากหมู่บ้านเดียวกัน โดยทั่วไปชาวบ้านน่าจะรู้จักนิสัยใจคอกันดี และไม่เชื่ออะไรง่ายๆ” เล่อเวยกล่าว “ฉันเลยบอกว่าไม่เหมาะที่พี่ฉางเซิ่งจะขับรถเข้าไปส่ง พี่ต่งอาศัยอยู่ที่นั่นมาตลอดทั้งชีวิต เงินมีไม่มาก อยู่ดีๆ มีผู้ชายจากที่ไหนไม่รู้ขับรถกระบะเข้ามาส่งถึงในหมู่บ้าน ถ้าคนเก็บเอาไปพูด ฉันก็ไม่อยากจะคิดต่อ! แต่ไม่ดีแน่ๆ ถ้าคนในหมู่บ้านคิดว่าเป็ความผิดของพี่ต่ง เพราะฉะนั้นเราควรหาคนขับรถม้าที่ดูรู้ทันทีว่าเป็คนขับรถประจำเมืองดีกว่า!”
หลังจบคำพูด ไม่เพียงแค่ใบหน้าของต่งเซียงเท่านั้นที่เต็มไปด้วยความชื่นชม แม้แต่หลิ่วไถเฉิงก็อยากจะปรบมือให้เล่อเวย
ในขณะที่อวี๋ฉางเซิ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้ากลับปรบมือขึ้นทันที “เยี่ยมมาก น้าจี่ น้ามีลูกสาวแบบนี้ อนาคตยังจะต้องกังวลอะไรอีก วันดีๆ กำลังรออยู่นะครับ!”
จี่เฟิ่งยิ้มด้วยความภูมิใจและเก้อเขิน “ฉันก็หวังอย่างนั้น”
“ขับดีๆ เถอะค่ะ!” เล่อเวยถึงกับใ อีกฝ่ายละมือจากพวงมาลัยตอนขับรถได้ยังไงกัน!
“น้องฉางเซิ่งพูดถูก น้องเวย ตอนนี้ฉันชักจะอายที่ต้องเรียกเธอว่าน้อง ฉันควรเรียกเธอว่าอาจารย์เล่อมากกว่า! เพราะสิ่งที่เธอพูดมา มีเหตุผลทั้งหมดเลย!”
ตอนแรก ต่งเซียงเห็นดีเห็นงามให้อวี๋ฉางเซิ่งขับรถไปส่งเพื่อประหยัดค่าเดินทาง แต่เมื่อได้ฟังเล่อเวยวิเคราะห์ เธอถึงรู้สึกว่า สิ่งที่เล่อเวยพูดมาถูกต้องที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เล่อเวยราวกับมีพลังวิเศษที่ล่วงรู้สถานการณ์ในหมู่บ้านของเธอ และสามารถอธิบายได้เป็ฉากๆ โดยไม่มีข้อผิดพลาด!
“พี่ต่งชมกันเกินไปแล้ว เรียกเวยเวยเถอะค่ะ” เล่อเวยบอก “ตอนไปถึงฉางผิง ให้พี่กลับไปที่หมู่บ้านก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือรับลูกชายออกมา เพราะถ้าช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ส่วนคนที่เหลือจะหาที่พักกันก่อน”
“จากฉางผิงเข้าหมู่บ้าน เดินทางไปกลับด้วยรถม้าใช้เวลาสี่ชั่วโมง”
หลิ่วไถเฉิงมองนาฬิกาบนข้อมืออย่างรู้งาน ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้บ่ายโมงครึ่ง กว่าจะถึงฉางผิงก็อีกหนึ่งชั่วโมง”
เล่อเวยคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว ถึงฉางผิงตอนบ่ายสองโมงครึ่ง รวมเวลาหารถม้าและต่อรองกับแม่สามี
กว่าต่งเซียงจะกลับมา น่าจะหลังหนึ่งทุ่ม
“คืนนี้ตอนสองทุ่ม เรามาเจอกันที่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดเจิ้นซีในเมืองฉางผิงแล้วกันค่ะ”
ต่งเซียงพยักหน้า เธอเบาใจขึ้นมากเมื่อทุกอย่างได้รับการตระเตรียม “ไม่คิดว่าเธอจะคุ้นเคยกับฉางผิง เคยไปที่นั่นมาก่อนหรือเปล่า”
ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดเจิ้นซีในเมืองฉางผิงเป็สถานที่เช่ารถม้า คนขับรถม้าทุกคนที่ออกไปพื้นที่โดยรอบจะรอลูกค้าอยู่ที่นั่น จึงเป็สถานที่ที่เหมาะสำหรับการนัดหมาย อีกทั้งยังหาเจอได้ง่าย!
เล่อเวยส่งเสียงในลำคออีกครั้ง “คือ...อ่า...ฉันเคยไปมาสองสามครั้งน่ะ”
เธอคิดว่าจี่เฟิ่งกับเล่อตงคงจะไม่เปิดโปงเื่ของเธอ จี่เฟิ่งเชื่อฟังคำพูดของลูกสาว ถึงแม้จะเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ แต่เธอก็จะไม่พูดขึ้นมาต่อหน้าคนนอก
เพียงแต่ตอนกลางคืน เวลาเหลือกันแค่สองแม่ลูก เล่อเวยคงไม่พ้นโดนสอบสวน
ส่วนเล่อตงรู้เื่การกลับชาติมาเกิด ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไร!
ต่งเซียงไม่ได้สงสัยเื่ที่เธอเคยไปที่นั่น แถมยังออกปากชมเล่อเวยว่า “ดีจริงๆ อิจฉาน้าจี่จัง ที่มีลูกสาวดีๆ แบบนี้ อย่างที่น้องฉางเซิ่งว่าไว้ วันดีๆ กำลังรออยู่!”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ คนเราจะมีชีวิตไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อวันดีๆ” เล่อเวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่ได้แค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่อยากให้ครอบครัว เพื่อนฝูง และคนที่ฉันไว้ใจ มีชีวิตที่ดี มีวันที่ดีๆ ด้วยเช่นกัน!”
ดวงตาเธอเป็ประกายเมื่อพูดถึงสิ่งนั้น แม้จะเห็นได้ชัดว่าเป็เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ของเด็กสาว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทุกคนในที่นั้นก็อดไม่ได้และอยากจะเชื่อเธอ
“อีกอย่าง พี่ไถเฉิงคะ ฉันมีบางอย่างอยากรบกวน ส่วนค่าเหนื่อย ฉันยินดีตอบแทนให้อย่างแน่นอน”
หลิ่วไถเฉิงหวังให้เธอรบกวนเขามากกว่านี้ และคงจะดีถ้าค่าตอบแทนของ ‘การรบกวน’ นั้นไม่ใช่เงิน “บอกมาเถอะ ถึงจะลำบาก ฉันก็ยินดีช่วย”
เล่อเวยโบกมือ “ไม่ใช่เื่ลำบากอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่อยากถามว่าตอนพี่ไปถึงกวางโจว ช่วยหาหนังสือเรียนสำหรับม.ต้นกับม.ปลายให้หน่อยได้ไหมคะ”
บทที่ 40 อย่าทำอะไรเกินตัว
เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉางผิงเป็เมืองเล็กๆ และมีแค่โรงเรียนมัธยมต้นเท่านั้น ไม่มีชั้นมัธยมปลาย
เล่อเวยอายุสิบหก เธอต้องใช้เวลาสามปีในชั้นมัธยมต้น และอีกสามปีในชั้นมัธยมปลาย ถึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตอนอายุยี่สิบสอง
แต่เธอรอนานขนาดนั้นไม่ได้ เธอต้องเรียนให้ถึงปริญญาโทและเอก อีกทั้งยังต้องหาทางป้องกันการสังหารหมู่ตระกูลเจียงอีกด้วย
เวลาไม่เคยรอใคร!
ดังนั้นเล่อเวยจึงวางแผนที่จะเรียนเนื้อหาของชั้นมัธยมต้นด้วยตัวเอง และสมัครเข้ามัธยมปลายโดยตรงตอนไปถึงกวางโจว!
การศึกษาระดับมัธยมปลายในยุคนี้ไม่เข้มงวดเท่ายุคหลังๆ มีเพียงใบรับรองการศึกษาชั้นมัธยมต้นกับทะเบียนบ้านก็พอ ส่วนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่งกลับมาเปิดได้ไม่กี่ปี และประเทศกำลังวางแผนเื่การศึกษาภาคบังคับพร้อมกับเสริมสร้างความรู้ด้านวัฒนธรรม ตราบใดที่ทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์และผ่านการสอบของโรงเรียน ก็สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมของรัฐได้!
ถึงแม้เล่อเวยจะมีความมั่นใจในตัวเอง แต่เธอไม่บ้าพอที่จะบอกว่าตัวเองสามารถเรียนข้ามชั้นมัธยมปลายได้ในทันที
คนเรานั้น ควรรู้จักประมาณตน เป็เื่ปกติหากจะเดินสามก้าวในหนึ่งครั้ง แต่ถ้าพยายามเกินหกก้าว เป้ากางเกงอาจจะแตกได้!
เมื่อได้ยินที่เธอพูด หลิ่วไถเฉิงก็รู้สึกประหลาดใจ “ได้สิ แล้วเธออยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า”
“ค่ะ” เล่อเวยไม่ปิดบัง “ฉันอาจจะไม่มีเวลาเรียนม.ต้น แต่ฉันวางแผนจะเข้าม.ปลายตอนที่ไปกวางโจวปีหน้า”
“ปีหน้า...”
“ไม่มีเวลาเรียนม.ต้น...”
หลิ่วไถเฉิงกับต่งเซียงมองเล่อเวยราวกับตัวประหลาด
ต่งเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามออกมา “เวยเวย ฉันคิดว่าเธออายุยังน้อย ทำไมไม่เริ่มเรียนม.ต้นก่อนล่ะ พื้นฐานน่าจะแน่นกว่านะ”
เธอไม่ได้ถามเล่อเวยว่าเคยเรียนมัธยมต้นมาหรือเปล่า เพราะรู้ดีว่าเด็กสาวบ้านนอกอย่างพวกเธอแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนสูงขนาดนั้น ยกเว้นว่าในบ้านจะไม่มีเด็กผู้ชาย
หลิ่วไถเฉิงพูดอีกว่า “ถ้าเธอไม่เรียนชั้นม.ต้น ไม่ต้องพูดถึงเื่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน แต่เนื้อหาของม.สี่อาจจะยากเกินไปนะ”
เล่อเวยรู้ว่าพวกเขาเป็ห่วง จึงไม่โอ้อวดเกินจริง เธอบอกเพียงแค่ว่า “ฉันแค่อยากลองดูค่ะ ถ้าสอบผ่าน ฉันจะเตรียมตัวอ่านเนื้อหาของม.สี่ด้วยตัวเองก่อนล่วงหน้า แต่ถ้าล้มเหลวก็จะได้ไม่เสียเวลา ตอนนี้โรงเรียนมัธยมต้นในเมืองสามารถสอบเทียบได้ ฉันจะสอบเข้าม.สามเมื่อถึงเวลา”
เมื่อเห็นว่าเธอตัดสินใจแล้ว ต่งเซียงกับหลิ่วไถเฉิงเลยไม่พยายามเกลี้ยกล่อมอีก
หลิ่วไถเฉิงจดรายการไว้ในใจ นอกจากหนังสือเรียนชั้นมัธยมต้นกับมัธยมปลายแล้ว เขาจะต้องซื้อแบบฝึกหัดอื่นๆ ให้เล่อเวยด้วย
จะเรียนโดยอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่ทำแบบฝึกหัดได้อย่างไร!
โดยเฉพาะการเรียนด้วยตัวเอง จำเป็จะต้องทำแบบฝึกหัดให้มากๆ เพื่อเพิ่มความชำนาญในการสอบ
อย่างไรก็ตาม หากทำแต่แบบฝึกหัดโดยขาดความเข้าใจ ก็ถือว่าไร้ประโยชน์!
หลิ่วไถเฉิงขมวดคิ้ว นิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจู่ๆ จะเกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาในสมอง ใช่ ยังพอมีวิธี “ตกลง ปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันเอง รับประกันเลยว่าปีหน้าเธอจะได้เข้าเรียนมัธยมในกวางโจวแน่นอน!”
เล่อเวยมองรอยยิ้มของหลิ่วไถเฉิงด้วยความสงสัย
เขาดีใจอะไรนักหนา
เมื่อแก้ปัญหาเื่หนังสือเรียนได้ เล่อเวยก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น หลังบทสนทนากับต่งเซียงและหลิ่วไถเฉิงจบลงอย่างราบรื่น รถกระบะก็เข้ามาถึงเมืองฉางผิงพอดี
ฉางผิงเป็เมืองไม่ใหญ่ เทียบได้กับหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจการปกครองเท่านั้น มีประชากรถาวรเกือบหนึ่งแสนคน แต่จำนวนประชากรลอยตัว[1]นั้นมีน้อยเมื่อเทียบกับเมืองอันผิง
รถกระบะเข้ามาจอดที่ตลาดเจิ้นซี ต่งเซียงออกไปหารถรับจ้าง เล่อเวยจดจำใบหน้าของคนขับรถม้าไว้ จากนั้นก็ยืนยันเวลาและสถานที่กับต่งเซียงอีกครั้ง หลังได้ที่อยู่ของเธอแล้ว เล่อเวยก็ออกเดินสำรวจบรรยากาศตลาดเจิ้นซี
ที่แห่งนี้ถือเป็สถานที่ที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากที่สุดในเมืองฉางผิง นอกจากนั้น บริเวณโดยรอบยังประกอบไปด้วยโรงงานผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรและห้างสรรพสินค้า
ชาติก่อนเล่อเวยเคยมาฉางผิงและจำได้ว่าโรงงานผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรรายล้อมไปด้วยอาคารสำหรับครอบครัวของพนักงานกับลูกจ้าง ที่นั่นมีโรงอาหารและไม่อนุญาตให้เปิดร้านแผงลอยหน้าทางเข้าโรงงาน
ไม่ต้องพูดถึงห้างสรรพสินค้า ตรงนั้นเป็จุดที่มีการควบคุมเข้มงวดมากที่สุด
ดังนั้นหาก้าสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว ตลาดเจิ้นซีถือว่าเป็สถานที่ที่ดีที่สุด!
เล่อเวยวางแผนไว้แล้ว ร้านซาลาเปาของเธอจะเปิดขายเฉพาะ่เช้าและเก็บแผงกลับตอนเที่ยง โดยยกหน้าที่ทำความสะอาดให้จี่เฟิ่ง ส่วนเล่อเวยแบ่งเวลามาอ่านหนังสือในตอนบ่าย
หลังจากเดินสำรวจตลาดเจิ้นซีสองรอบ เล่อเวยก็ยังไม่เจอบ้านที่ถูกใจ
[1] ประชากรลอยตัว (Floating Population) อธิบายถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในระยะเวลาใดเวลาหนี่งเป็การชั่วคราวด้วยเหตุผลบางประการ แต่โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็ส่วนหนึ่งของการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างเป็ทางการ