นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 130 แร่รูบีออน

            ตอนที่ 130 แร่รูบีออน

             

             

            โอไรออนนัยน์ตาส่องประกายเจิดจ้าเมื่อได้ยินเรื่องราวของถ้ำแห่งนี้ เขามองรอบตัวอย่างตื่นเต้นและนับถือ อริยะเข็มโลหิตที่เห็นภาพนั้นเผยรอยยิ้มอย่างไม่มีปิดบัง ดูเหมือนความซื่อตรงและการที่โอไรออนชื่นชอบแนวคิดนี้จะทำให้อริยะเข็มโลหิตยอมรับเขามากขึ้น

             

            “เดินชมได้ตามสบายแต่ห้ามหยิบจับอะไรกลับไป คนที่สามารถมอบหินแร่เหล่านี้ให้ได้มีเพียงราชวงศ์หรือดยุคบางส่วนเท่านั้น” อริยะเข็มโลหิตกล่าวขณะที่นั่งลงทำสมาธิ ใบหน้าของเขาปรากฏความอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาก็เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบถ้ำนี้เป็นอันมากเช่นกัน

             

            นิทานและโอไรออนพยักหน้าเล็กน้อย พวกเขาเดินชมรอบถ้ำกันอย่างตื่นตาตื่นใจ ขนาดของถ้ำนี้ต้องนับว่าใหญ่โต เทียบได้กับหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแถบชานเมืองทีเดียว สมควรเทียบเท่าหรือใหญ่กว่าหมู่บ้านเปลวเหมันต์

             

            แม้จะใหญ่โตถึงเพียงนั้นหากภายในกลับมีผู้คนโหรงเหรง นิทานนับคร่าว ๆ ด้วยสายตาสมควรมีไม่เกิน 10คนเท่านั้นไม่นับพวกเขา 5คนในนั้นแต่งกายด้วยเครื่องแบบของเผ่ารูเบียสเต็มยศ ยืนประจำจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งถ้ำ สมควรเป็นมาตรการป้องกันเบื้องต้น

             

            แทบทั้งหมดที่อยู่ในนี้มีเพียงเผ่ารูเบียสเท่านั้น มีเพียงพวกเขาที่ไม่ใช่ นิทานแอบสังเกตเห็นว่าเผ่ารูเบียสคนอื่น ๆ ต่างมีเครื่องแต่งกายและสิ่งของบนร่างที่แผ่พลังออกมาระดับหนึ่ง สมควรเป็นสมบัติรูปแบบต่าง ๆ เสริมด้วยบุคลิกภาพของคนเหล่านั้น คนพวกนี้สมควรมีระดับทางสังคมสูงในนครบาราทรัม

             

            ยามเมื่อโอไรออนเดินสำรวจหินแร่ต่างๆ สายตาของคนเหล่านั้นจับจ้องมาที่โอไรออนโดยตรง ครั้งนี้มีประสงค์มุ่งร้ายเพิ่มมาด้วยจนนิทานขมวดคิ้ว

             

            พวกสายเลือดเวียเซล? นิทานตั้งข้อสังเกต หากเป็นสายเลือดเวียเซลก็ไม่น่าแปลกใจหากความเกลียดชังจะมากถึงเพียงนี้ จะอย่างไรโอไรออนก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเผ่าซือบาส เผ่าของบรรพชนที่สังหารบรรพชนอันเป็นที่นับถือยิ่งของพวกเขา

             

            แม้จะมีความประสงค์มุ่งร้าย นิทานก็คาดว่าพวกเขาไม่น่ามีความกล้ามากพอจะเข้าโจมตีหรือหาเรื่อง พวกเขามากับอริยะเข็มโลหิต สามารถเดาได้ไม่ยากว่าไม่ใช่พวกไร้กำพืดที่หาเรื่องได้โดยง่าย

             

            ในถ้ำหมื่นสีแสนผลึกแห่งนี้แม้จะมีสีสันของแร่อันหลากหลายก็ยังสามารถเห็นได้ค่อนข้างชัดว่าเกือบครึ่งของถ้ำแห่งนี้ประกอบขึ้นมาจากแร่สีแดงราวโลหิต นิทานลองเข้าไปมองใกล้ ๆ แล้วจึงเห็นได้ว่าแร่เหล่านี้ปล่อยไอพลังอันแปลกประหลาดออกมา ตัวแร่เป็นสีแดงดั่งโลหิตหากกลับใสกระจ่าง ไร้สิ่งเจือปนใด ๆ สามารถมองทะลุผ่านได้แม้ว่าตัวแร่จะมีสีเข้ม

             

            “นี่ก็คือแร่รูบีออนจำลอง ถ้ำแห่งนี้เหมือนว่าจะมีสายแร่ที่เชื่อมกับแร่หลักอยู่ จึงเกิดเป็นแร่รูบีออนจำลองจำนวนมหาศาล” โรนัลเอ่ยขึ้น เขารับหน้าที่ติดตามนิทานและโอไรออน

             

            “สวยมากเลยนะครับ แถมยังบริสุทธิ์มากด้วย ถ้าดูด้วยตาผมคงไม่เชื่อแน่ว่านี่คือหนึ่งในแร่ที่แข็งที่สุดในโลก” นิทานพูดขึ้น ตัวแร่รูบีออนนั้นใสสะท้อนดั่งผลึกแก้ว เป็นความบริสุทธิ์ที่ราวกับเพียงสัมผัสแรงเกินไปก็อาจแตกสลายคามือ

             

            “ความแข็งของตัวแร่หลักน่ะเป็นอีกเรื่องเลยนะ แร่พวกนี้เป็นแค่ละอองรูบีออนที่ควบแน่นเกิดเป็นแร่รูบีออนจำลองเท่านั้นล่ะ แม้จะเป็นแร่รูบีออนเหมือนกันแต่ความแข็งแกร่งนั้นคนละเรื่องเลย” โรนัลอธิบายอย่างภูมิใจ

             

            “ละอองรูบีออนที่เป็นสมบัติชั้นสูงสำหรับหลอมผสานวัตถุดิบรังสรรค์สมบัติน่ะหรือครับ” นิทานถามต่ออย่างสงสัย

             

            “ใช่ ละอองรูบีออนสามารถหลอมรวมกับแร่ชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งของมันได้ หากแร่ใดที่ได้รับละอองรูบีออนมากเข้าก็จะเกิดการควบแน่นกลายเป็นแร่รูบีออนจำลอง อย่างในถ้ำนี้ไง” โรนัลอธิบายอย่างไม่หวงวิชาแม้แต่น้อย

             

            “เพราะงั้นสมบัติที่ใช้แร่รูบีออนน่ะจึงแบ่งเป็น 3ขั้นหลัก ๆ ได้รับการเสริมจากละอองรูบีออน มีแร่รูบีออนจำลองเป็นวัตถุดิบ และมีแร่รูบีออนดั้งเดิมหรือแร่หลักเป็นวัตถุดิบ”

             

            “มันต่างกันขนาดไหนเหรอครับ แร่รูบีออนจำลองกับแร่รูบีออนดั้งเดิม?”

             

            “นั่นสินะ สมบัติที่เจ้าใช้ตอนเจอพวกข้านั่นเรียกว่าอะไร ที่สร้างม่านพลังคุ้มครองเจ้าและพื้นที่รอบตัวน่ะ” โรนัลยิ้มน้อย ๆ ก่อนพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

             

            “ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ครับ องค์หญิงไพลินให้ผมยืมไว้ป้องกันตัวกรณีฉุกเฉินน่ะครับ” นิทานตอบโดยตรง ในเมื่อเขาใช้งานมันออกมาให้เห็นขนาดนั้น หากอีกฝ่ายต้องการสืบเสาะเองก็ไม่ยากอะไร

             

            “ม่านพลังนั้นน่ะ หากมีอาวุธมีคมเช่นดาบที่ได้รับการเสริมแกร่งจากแร่รูบีออนโดยที่ตัวอาวุธนั้นเป็นระดับอริยะ ม่านพลังของเจ้าไม่มีทางป้องกันได้เกิน 2คมดาบ” โรนัลยิ้มน้อย ๆ

             

            นิทานเลิกคิ้ว แม้เขาจะไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกอะไรแต่ในใจเขาตกตะลึงอย่างแท้จริง สมบัตินั้นองค์หญิงไพลินพูดด้วยตนเองว่าต้องเป็นอริยะที่เป็นเอกด้านการโจมตีจึงสามารถพังมันได้โดยใช้เวลาระดับหนึ่ง

             

            ในกรณีที่เป็นอริยะทั่ว ๆ ไปที่มิได้มีความสามารถในการโจมตีสูง การจะพังม่านพลังได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นคำถาม แต่กับสมบัติระดับอริยะที่เสริมแกร่งด้วยละอองรูบีออนต้องใช้เพียง 2คมดาบเท่านั้น นั่นเป็นพลังโจมตีที่เหนือล้ำกว่าอริยะส่วนมากเสียอีก

             

            “เพราะงั้นละอองรูบีออนที่ใช้งานได้จึงมีค่ามากไงล่ะ ละอองมากมายที่ปลดปล่อยออกมาเหล่านั้นต้องผ่านการแปรรูปก่อนจึงใช้งานได้ ราคาของมันจึงสูงเสียดฟ้า ยิ่งพวกเราไม่ขายโดยง่ายด้วยแล้ว” เอวานที่เดินตามคีตาเมื่อครู่กลับมาสมทบพร้อมตอบเพิ่ม ดูเหมือนเขาจะคลายกังวลแล้วว่าคีตาจะไม่ก่อปัญหาใด ๆ

             

            “ทุก ๆ ปีกลุ่มการค้าเชียนเป่าและกลุ่มการค้าอิสึกะจึงจำเป็นต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อแลกกับละอองเพียงไม่กี่กรัม เป็นแหล่งเงินหลักของเราทางหนึ่ง” เอวานหัวเราะ

             

            นิทานพยักหน้า หากสมบัติระดับนี้สามารถใช้เงินจับจ่ายได้ ไม่แปลกใจเลยถ้ากลุ่มการค้าทั้งสองจะต้องการ ยิ่งกลุ่มการค้าอิสึกะที่เก่งด้านการสร้างสมบัติหลากหลายด้วยแล้ว

             

            แต่ในการประมูลครั้งใหญ่ที่นิทานไปมากลับไม่ปรากฏแม้แต่น้อย สมควรหมายความว่าคุณค่าของสมบัติที่ได้รับการเสริมด้วยละอองรูบีออนนั้นมีค่ามากเกินกว่าจะนำมาประมูลหรือซื้อหาได้ด้วยเงิน

             

            “ส่วนแร่รูบีออนจำลองน่ะ เผ่ารูเบียสเราจะเป็นผู้นำมันไปรังสรรค์เป็นอาวุธและสมบัติต่าง ๆ ด้วยตนเอง” โรนัลเงยหน้ามองแร่รูบีออนจำลองที่ฝังอยู่บนผนังด้วยสายตาคาดหวังและต้องการ

             

            “หากกลุ่มการค้าอิสึกะเป็นเอกด้านการรังสรรค์สมบัตินานาชนิด พวกเราเผ่ารูเบียสก็เป็นเอกด้านการรังสรรค์อาวุธ” เอวานเอ่ยอย่างภูมิใจ

             

            “อาวุธที่ถูกสร้างจากแร่รูบีออนจำลอง จะชั่วดียังไง ขั้นต่ำที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือระดับผู้แสวงวิถี”

             

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของนิทานก็แข็งค้างไปโดยสิ้นเชิง เขาหันขวับไปมองเหล่าแร่รูบีออนจำนวนมหาศาลที่รายล้อมตนด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

             

            แล้วมีมากขนาดนี้… นิทานพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง

             

            “ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น กระบวนการหลอมสร้างและผลิตนั้นยากกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ ดังนั้นสมบัติจากแร่รูบีออนจำลองจึงมีไม่มากนัก และปริมาณที่เราขายออกไปตลอดหลายพันปีมานี้ก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้น” เอวานส่ายหน้าขำเมื่อเห็นสีหน้าของนิทาน

             

            “เผ่ารูเบียสมักใช้มันเป็นรางวัลเพื่อมอบให้แก่ผู้ที่เผ่ารูเบียสให้การยอมรับมากกว่า เนื่องจากเพราะความเข้ากันของสายเลือด แร่รูบีออนจึงสามารถเสริมแกร่งอาวุธแต่กำเนิดของเผ่า” เอวานหันไปมองอริยะเข็มโลหิตที่นั่งอยู่ไกล ๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเขี้ยวที่ศอกทั้งสองของชายชรา นัยน์ตาปรากฏทั้งความนับถือและชื่นชม

             

            นิทานหันไปมองตามสายตานั้นแล้วจึงสังเกตเห็นว่าเขี้ยวที่สมควรเป็นสีขาวบริสุทธิ์ดั่งเผ่ารูเบียสคนอื่น ๆ ของชายชรากลับมีสีแดงแทรกอย่างเบาบาง

             

            แร่ที่ทั้งเอาไปสร้างสมบัติระดับสูงได้ ขายได้ พัฒนาร่างกายได้ แถมยังมีจำนวนมหาศาล ไม่แปลกใจเลยที่เผ่ารูเบียสจะเป็นเผ่ามหาอำนาจ นิทานเบ้ปากน้อย ๆ ดูเหมือนว่ารากฐานของเผ่ารูเบียสจะเหนือกว่าเผ่ามนุษย์จนทาบไม่ติด 

             

            หากส่วนหนึ่งก็เพราะความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเผ่ามนุษย์เสียมากกว่า เผ่ามนุษย์นั้นแบ่งขุมกำลังออกไปกว้างเกินไป ไม่ใช่พันธมิตรกันอย่างแท้จริง 

             

            อาณาจักรไฟกัลป์ จักรวรรดิมาลาไค กลุ่มการค้าอิสึกะและเชียนเป่า และหอสมุด มหาอำนาจทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเผ่ามนุษย์แต่ก็ไม่ได้ร่วมมือกันโดยสิ้นเชิง

             

            ศาสนาปฐมมันตรา สมาคมนักผจญภัย และโจรสลัด มหาอำนาจเหล่านี้คือศูนย์รวมเผ่าพันธุ์ที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ

             

            “แล้วแร่รูบีออนดั้งเดิมล่ะครับ” คราวนี้เป็นโอไรออนที่ถามขึ้น เขาฟังอย่างกระตือรือร้น ดูเหมือนว่าแร่วิเศษเหล่านี้จะกระตุกต่อมความสนใจในร่างของเขาเข้าอย่างจัง

             

            “เป็นเรื่องที่ข้าไม่มีสิทธิ์บอกให้เจ้ารับรู้ บอกได้เพียงว่า สมบัติที่สร้างจากแร่หลักตลอดหลายหมื่นปีมานี้สมควรมีไม่เกิน 5ชิ้น และทั้งหมดอยู่ในการครอบครองของยอดคนที่จ่ายสมบัติจำนวนมหาศาลเพื่อให้ได้มันมา” โรนัลส่ายหน้าตอบ

             

            “หนึ่งในนั้นคือสตรีแห่งไฟผู้ปกครองอาณาจักรไฟกัลป์” เอวานกล่าวเสริม เมื่อพูดถึงองค์ราชินีดูเหมือนว่าเสียงของเอวานจะเบาลงไปเล็กน้อย เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติของร่างกาย

             

            แม้เขาจะสงสัยแต่นิทานรู้ดีว่าตนไม่สมควรถามต่อ เขาเพียงจินตนาการคร่าว ๆ ถึงความยิ่งใหญ่ของแร่หลักนั้นเท่านั้น

             

            แล้วถ้ามันแข็งขนาดนั้น สกัดออกมาทำอาวุธได้ยังไง? นิทานสงสัย หากเขารู้ว่าถามไปก็ไม่สมควรได้คำตอบจึงเพียงพยักหน้ารับรู้

             

            เมื่อพวกเขาออกมาจากถ้ำหมื่นสีแสนผลึกก็เป็นเวลาค่ำแล้ว เมื่อขึ้นกระเช้าเขาก็เห็นว่าแผงขายอาหารน่ากินมากมายเหล่านั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอย่างมาก อาหารมากหน้าหลายตาต่างส่งกลิ่นหอมฉุยหลอกล่อเขา คีตาแทบจะกระโจนลงจากกระเช้าอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าพวกเขาต้องเดินทางไปพบดยุคเรนนัสต่อ

             

            เมืองบาราทรัมมีผู้คนคับคั่ง หลายคนกำลังประดับประดาเมืองด้วยแร่ต่าง ๆ  บ้างก็มีการเตรียมแผงลอยเพิ่ม บ้างก็นำแร่ไปติดไว้ ณ จุดที่สูงที่สุดของบ้าน สมควรเป็นวัฒนธรรมของที่แห่งนี้ 

             

            พวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนกระเช้าถึงสองครั้ง โดยครั้งสุดท้ายนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่กระเช้าขนส่งสาธารณะทั่วไปอีกต่อไป ความหรูหราและจำนวนคนที่น้อยรวมถึงตราบนกระเช้าทำให้นิทานเดาได้ไม่ยากว่านี่สมควรเป็นกระเช้าพิเศษสำหรับการเข้าพบดยุคเรนนัสโดยเฉพาะ

             

            ในไม่ช้าพวกเขาก็ถูกพามาหน้าภูเขาลูกมหึมาที่ถูกเจาะเป็นทรงคฤหาสน์ขนาดใหญ่