ณ คฤหาสน์เขตการค้าจีน เด็กวัย 5 ขวบ ถือดาบไม้เที่ยวกวัดแกว่งไปทั่วลานตึก ที่ก่อสร้างแบบเก๋งจีน โดยมีชายวัยกลางคน 3 คนเฝ้ามองอยู่ในศาลาที่พัก พร้อมจิบน้ำชาคุยกัน “ พี่ใหญ่ ดูอาอู่มันชอบดาบไม้เล่มนี้มากนะ เห็นพี่รองให้มันเมื่อวานมันเอาไปนอนด้วย แถมตอนเช้ามันยังออกมาฟันไปฟันมา ของมันอยู่คนเดียวตั้งแต่เช้า ยังไม่ยอมเลิกเลย ข้าวปลาอาหาร มันไม่กินเลย” ซ่งซาน พูดขึ้นก่อนใคร“ ปล่อยมันเถอะ ปกติไม่เห็นมันจะใส่ใจอะไรเท่านี้มาก่อน ข้าว่าพี่ใหญ่น่าจะหาที่เรียนให้มันได้แล้วล่ะ “ ซ่งเอ้อ พี่รอง กล่าวอีกคน“ มันไม่เหมือนเด็กทั่วไป มันไม่เคยไปวิ่งเล่น ไม่ร้องไห้ เงียบขรึมยังกับผู้ใหญ่ เดี๋ยวนี้เวลาคุยกับมันนะ บางครั้งฟังมันแล้วเหมือนคุยกับผู้ใหญ่เลย " พี่ใหญ่ซ่งอี้เริ่มบ่น อาอู่ “ มันโตมาไม่มีพ่อและแม่ เด็กมันขาดส่วนนี้ พี่ใหญ่ให้ความรัก เอ็นดู มันเท่านี้ก็เป็นบุญของมันแล้ว” ซ่งเอ้อกล่าว“ ข้าว่าจะให้มันเรียนที่วัดพนัญเชิง คุยกับท่านเจ้าอาวาสไว้แล้ว แล้วจะให้มันเรียนภาษาจีนกับอาจารย์หวังด้วย และจะให้อาจารย์ ฉี สอนมวยจีนให้มันอีก” ซ่งอี้ วางแผนชีวิตให้อาอู่ มีแต่เรียนตลอด “ โอ้โห พี่ใหญ่แล้วมันจะไหวหรือ นี่มันเพิ่ง 5 ขวบเท่านั้นนะ” ซ่งซานตกใจ“ นั่นซิ พี่ใหญ่ให้มันเรียนพอเหมาะกับเด็กวัย 5 ขวบดีกว่าไหม แล้วหาเด็กมาเป็นเพื่อนเล่นมันจะดีกว่า” ซ่งเอ้อเห็นด้วยกับซ่งซาน“ ไม่หรอก ข้าดูชะตาของมันแล้ว ต่อไปมันจะยิ่งใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน มันไม่ใช่ชะตาของชาวบ้านทั่วไป มันคือชะตาจักรพรรดิ ฉะนั้น ข้าผู้มีหน้าที่ช่วยมัน ต้องให้มันเรียนมากที่สุด เจ้าทั้งสองจงจำไว้ ห้ามพูดเรื่องชะตาของมันให้ใครฟังเป็นอันขาดแม้แต่ตัวมันเอง พวกเรา 3 พี่น้อง มีหน้าที่ดูแล และสนับสนุนมัน จำไว้” ซ่งอี้พูดเสียงจริงจัง ทั้ง 2 คนพยักหน้ารับรู้ “ ท่านพ่อ ท่านอารอง ท่านอาสาม พวกท่านมาแอบดูข้าฝึกดาบรึ?” เด็กน้อยวิ่งเข้ามาถามอย่างซื่อๆ “ แอบดู ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แต่พวกข้านั่งดูอย่างสง่าผ่าเผย เขาเรียกมองดูเฉยๆ” ท่านอาสามก็อุ้มอาอู่มาไว้ในตัก แล้วเช็ดเหงื่อให้ “ แหะ แหะ ข้าล้อเล่นน่ะ " เสียงเจ้าเด็ก5ขวบ หัวเราะแบบอายๆ“ ไปอาบน้ำ แล้ว กินข้าว เดี๋ยววันนี้ข้าจะพาเจ้าไปเรียนที่วัดพนัญเชิง” ซ่งอี้กล่าว“ขอรับท่านพ่อ” เด็กน้อยรับคำเสร็จก็รีบวิ่งไปอาบน้ำทันที“ พี่ใหญ่แล้วที่วัดพนัญเชิงนั่นได้ข่าวว่ามีแต่ลูกเจ้านาย เชื้อพระวงศ์เรียนเต็มไปหมดแล้วอาอู่ของเราจะไม่โดนรังแกหรือ” ซ่งซานซึ่งเอ็นดูอาอู่เป็นพิเศษเป็นห่วง“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันใครมันจะกล้ารังแกลูกชายของข้า” ซ่งอี้กล่าวอย่างไม่หวาดเกรงผู้ใด อาอู่ โดนอาสะใภ้สาม จับแต่งตัว โดยใส่ชุดผ้าไหมสีขาวครีม ทั้งชุด แล้วมีหมวกกลมสีดำใส่ด้วย แถมปะแป้งที่ใบหน้าอีกต่างหาก ทำเอาอาอู่ หน้าบอกบุญไม่รับ“เสร็จแล้ว “ สิ้นคำนี้อาอู่รีบวิ่งออกไปจับมือท่านพ่อรีบเดินออกไปทันที กลัวว่าเดี๋ยวจะโดน อาสะใภ้สามจับแต่งตัวเพิ่มอีก อาสะใภ้สามได้แต่มองตามแล้วอมยิ้ม“ อาอู่ พอถึงวัดแล้ว เจ้าต้องเรียบร้อยด้วยนะ เวลาหลวงพ่อสอนอะไร ก็ตั้งใจฟังด้วย เวลาว่างก็ อย่างวิ่งไปวิ่งมาเหมือนบ้านเรานะ พราะหน้าวัดมีแม่น้ำไหลเชี่ยว หากตกลงไปไม่มีใครจะช่วยเจ้าได้ รู้ไหม" ซ่งอี้กำชับ อาอู่อย่างแข็งขันหลังจากนั่งเรือมาได้ซักพัก ก็มาถึงที่วัดพนัญเชิง สถานที่เรียน..มีเด็กมาเรียนกันที่นี่เป็นร้อยคน ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกขุนนาง และ ระดับเชื้อพระวงศ์ทั้งนั้น เพราะที่นี่ได้มีการสอนโดยราชบัณฑิต มีพราหมณ์ มีพระสงฆ์ที่มีความรู้ และแม่ทัพที่เกษียณแล้ว จึงเปรียบเสมือนการศึกษาระดับสูง คนทั่วไปไม่สามารถเรียนได้“ อาอู่มากราบท่านเจ้าอาวาส ซะ " ซ่งอี้ รีบเรียก อาอู่ ที่ยืนเหม่ออยู่ข้างล่างไม่ขึ้นไปชั้นบนของศาลาวัด อาอู่รีบกระโดดขึ้นไป แล้วก้มกราบเจ้าอาวาสทันที พอเจ้าอาวาสเห็นแล้วก็หัวเราะชอบใจ ยิ่งมองรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ ใส่ชุดดูแปลกๆ ก็รู้สึกเอ็นดูอย่างประหลาด“ เจ้าหนู เจ้าชื่ออะไร” หลวงพ่อถามอย่างเอ็นดู“ ข้าชื่อ ซ่งจินอู่ แต่เรียก อาอู่ก็ได้ขอรับ" อาอู่พูดเสียงชัดเจน“ ฮ่า ๆ ๆ ดีดี เสียงชัดถ้อยชัดคำ ไม่ตะหนกตกใจ หรือกลัวเกรงผู้ใด หน้าผากกว้าง คิ้วหนา ตาโต จมูกกลมหนา หูยานยาว ไม่ธรรมดา หลวงพ่อชักชอบใจเด็กคนนี้ อยากดูชะตาชีวิตให้เขาหน่อย โยมบอกวันเดือนปีเกิดได้ไหม” หลวงพ่อถามซ่งอี้“ หลวงพ่อเด็กคนนี้กำพร้าพ่อและแม่ ข้าไม่รู้วันเดือนปีเกิดแน่ชัด แต่พอรู้แค่เพียงปีเกิดเท่านั้น” ซ่งอี้ไม่กล้าบอกความจริงเลยกระซิบเสียงเบาๆ ไม่ให้อาอู่ได้ยินหลวงพ่อเจ้าอาวาสพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ เอาละต่อไปนี้เจ้าเป็นศิษย์ที่นี่ แล้ว เจ้าจะได้ร่ำเรียนศึกษาทุกวิชาที่นี่เปิดสอน และข้าจะรับเจ้าไว้เป็นศิษย์ก้นกุฏิของข้าด้วย ดีใจไหม อาอู่ “ หลวงพ่อเท่ากับรับอาอู่เป็นศิษย์ใกล้ชิด สร้างความดีใจให้กับ ซ่งอี้เป็นอย่างมาก เจ้าอาวาสบอกให้ซ่งอี้กลับไป แล้วตอนเย็นค่อยกลับมารับ แล้วเจ้าอาวาสก็นั่งคุยกับอาอู่ “ อาอู่ ที่มีมีวิชาเรียน อยู่ 5 แบบเรียนหนึ่ง สอนแบบทั่วไป คือ อ่าน พูด เขียน ภาษาสยามที่เราใช้กันสอง สอบแบบภาษาบาลี สันสกฤต ภาษามอญ พม่า ขอม อินเดีย ลังกา ชวา แล้วแต่จะเลือกเรียนภาษาอะไรสาม สอน ศาสนาพุทธ พราหมณ์ ฮินดู สี่ สอนวิชาต่อสู้ ตำราพิชัยสงคราม การปกครองห้า สอนวิชาเฉพาะ แล้วแต่อาจารย์ท่านนั้นถนัดวิชาอะไร แต่ตอนนี้ข้าจะเป็นคนสอนเจ้าเอง “ วันนี้ข้าจะส่งเจ้าไปเข้าเรียนห้องแรกเริ่มเพื่อเรียน แบบทั่วไปก่อน" หลวงพ่อพาอาอู่เดินมาส่งที่ศาลาแห่งหนึ่ง ตอนนี้มีนักเรียนนั่งอยู่กันหลายสิบคน ทุกคนต่างก็จ้องมาที่ อาอู่ เหมือนมองตัวประหลาด แต่ก็มีบางคนมองด้วยความเอ็นดู เด็กส่วนใหญ่ มีแต่ อายุมากกว่า 7 ปีทั้งนั้น มีอาอู่ตัวเล็กและอายุน้อยที่สุด “ หลวงพ่อมาเองเลยหรือขอรับ” ครูชัยเป็นครูสอนวิชาทั่วไปเดินเข้ามาหา“ ก็เห็นเด็กมันยังเล็กกลัวว่าจะหลงทาง เลยเดินมาส่งมันหน่อย” หลวงพ่อบอก“ มาเลยเข้ามาข้างหน้าเลย ไหนลองแนะนำตัวซิ “ ครูชัยถาม“ ข้าชื่อ ซ่งจินอู่ หรือเรียกว่า อาอู่ก็ได้ขอรับ” อาอู่ตอบเสียงดังฟังชัดเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนดังลั่น เพราะไม่เคยมีเด็กจีนมาเรียนที่นี่มาก่อน เด็กพวกนี้เลยคิดว่าอาอู่เป็นตัวประหลาด จนครูต้องบอกให้เงียบเสียงลงแล้วให้ไปนั่งด้านหน้า หลวงพ่อส่งยิ้มให้ แล้วเดินจากไป ครูชัยเริ่มส่งสมุดข่อยให้อาอู่ 1เล่มแล้วบอกว่านี่คือตำราที่เราต้องเรียนกัน แล้วครูก็สอนไปเรื่อยๆ จนครบเวลา ครูถามอาอู่ว่า “ อาอู่ เรียนรู้เรื่องไหม” อาอู่ เหง็นหน้าขึ้นไปมองครู บอกว่า “อ่านจบแล้ว รู้เรื่องหมดแล้วด้วย ขอรับ” ครูชัย หัวเราะแต่ก็จะลองดูว่าเป็นจริงไหม ก็ถามถึงตัวอักษร แต่ละตัวอ่านอย่างไรใช้อย่างไร แต่อาอู่ก็ตอบได้จนหมด จนครูชัย เริ่มจริงจัง ถามไป 20 คำถามอาอู่ตอบได้หมดทุกคำถาม จนครูชัยต้อง รีบพาไปหาท่านเจ้าอาวาส แล้วบอกว่า“อาอู่เรียนห้องปกติไม่ได้แล้ว เพราะมิเช่นนั้นอาอู่จะมีปัญหาในการเรียนเพราะเขาต้องมาเรียนรอเพื่อนร่วมชั้นเรียน ไม่ได้ เด็กนี้ต้องมีครูสอนโดยเฉพาะ เรียนกับคนอื่นไม่ได้เพื่อตัวของอาอู่เอง” ครูชัยอธิบายรายละเอียด“ แล้วจะหาใครมาสอนให้อาอู่ล่ะ” เจ้าอาวาสถาม“ กระผมเองขอรับ จะเป็นคนสอนอาอู่เอง” ครูชัยรับอาสาทันทีเพราะอยากสอนเด็กอัจฉริยะคนนี้“ กระผมจะใช้เวลาวันละ 1 ชั่วยาม (1ยามไทย= 3 ชั่วโมง) สอนอาอู่ เท่านี้ก็พอเพราะเด็กฉลาดอย่างนี้กระผมว่าไม่ถึงปีเขาเรียนรู้ได้ทั้งหมดในตำราแน่แน่เลย” ครูชัยมั่นใจ“ งั้นก็ตามใจครูก็แล้วกัน ไปวันนี้อาอู่เรามาเรียนวิชาพิเศษกัน” ท่านเจ้าอาวาสจูงมืออาอู่ขึ้นไปบนกุฏิ “ อาอู่เจ้าอยากเรียนวิชาอยู่ยงคงกระพันไหม "
“ อยากเรียนขอรับ” อาอู่ตื่นเต้นยิ่งนัก“ ล่องหนหายตัวล่ะ” หลวงพ่อเจ้าอาวาสถามอีก“ อยากเรียนขอรับ” อาอู่ยิ่งตื่นเต้นหนักเข้าไปอีก“ ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องรู้จักการนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ เอาล่ะเริ่มได้ ให้เจ้านั่งนิ่งๆ วันละ ครึ่ง ชั่วยาม ถ้าข้าเห็นว่าเจ้าพร้อมแล้วข้าจะสอนวิชาพวกนี้ให้” หลวงพ่อเจ้าอาวาสอยากให้อาอู่มีสติ หากในอนาคตไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าฝึกสติไว้ จะช่วยให้ผ่านสิ่งต่างๆ ไปได้อย่างง่ายดาย หลวงพ่อเจ้าอาวาสสังเกตุอาอู่ มาครึ่งชั่วยาม แล้วเห็นอาอู่ กลับมีสติไม่ขยับเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของเด็กวัยนี้ “ อาอู่ลืมตาได้แล้ว ครบ ครึ่ง ชั่วยามแล้ว เจ้าทำดีมาก กลับบ้านไป ก่อนนอนเจ้าทำอย่างนี้ทุกวันนะ ครบ 3 เดือนแล้วข้าจะเริ่มสอน วิชาต่างๆ ให้เจ้า” เจ้าอาวาสกล่าว“ ขอรับ ” อาอู่รับคำหลวงพ่อ“ แล้วต่อไปเจ้าเรียกข้าว่า หลวงปู่ ห้ามเรียกหลวงพ่อตามที่พ่อเจ้าเรียกรู้ไหม”เจ้าอาวาสบอกไป แล้วนึกขึ้นได้” แล้วชื่อไทยของเจ้าชื่ออะไร” หลวงปู่ถาม“ ชื่อ วรเชษฐ์ ขอรับ” อาอู่ตอบชัดถ้อยชัดคำ