Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 126 การประลองคัดเลือกภายใน

                  “สำเร็จแล้ว!!”ถังจิวหลงร่ำร้องออกมาอย่างดีใจ ถึงแม้จะคาดเดาผลลัทพธ์ได้แต่แรกอยู่แล้วแต่การพบเห็นยาอสูรวายุคลั่งที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นดีใจยิ่งนักอีกทั้งยาอสูรวายุคลั่งเม็ดนี้ยังพิเศษเป็นอย่างมากเพราะส่วนผสมลับอย่างขนของฉ่างฟูแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ถึงผลของตัวยานี้

                  และยาอสูรวายุคลั่งตำรับพิเศษนี้แน่นอนว่าสามารถปรุงได้เพียงครั้งเดียวไม่อาจมีครั้งที่สองเพราะตัวเขาเองก็คิดว่าคงไม่สามารถหาขนของฉ่างฟูได้อีกแล้ว ถังจิวหลงได้มองเข้าไปภายในเตาหลอมก็ได้พบเข้ากับเม็ดยาสีเขียวมรกตกลิ่นอายของมันเต็มไปด้วยพลังธรรมชาติแห่งธาตุลมอันเปี่ยมล้นของฉ่างฟู

                  ถังจิวหลงได้ใช้ลมปราณห่อหุ้มเม็ดยาหนึ่งเดียวภายในเตาหลอมขนาดใหญ่เอาไว้อย่างแผ่วเบาเขาได้ชักนำให้มันลอยขึ้นและพุ่งเข้าหาร่างของเขาถังจิวหลงได้เตรียมกล่องไม้สำหรับใส่เม็ดยาเอาไว้แล้ว ยาสีเขียวมรกตถูกวางไว้ภายในกล่องไม้นั้นอย่างดีสีของเม็ดยามีความงดงามอีกทั้งยังปล่อยกลิ่นอายเจือจางของสายลมออกมา

                  ถังจิวหลงได้เพ่งมองยังเม็ดยาเพื่อสำรวจตัวยาชนิดใหม่นี้ผิวของมันงดงามเป็นอย่างมาก มีลักษณะของผิวยาดูไปแล้วมีลวดลายคล้ายกับขนนกที่เรียงตัวกันราวกับเม็ดยานี้คือนกตัวเล็กที่ขดตัวเป็นก้อนกลมอีกทั้งเม็ดยานี้ยังเจือปนไปด้วยพิษอีกหลายส่วนถังจิวหลงสัมผัสได้ถึงพิษของอสรพิษมรกตที่ถูกยกระดับขึ้นภายในเม็ดยาตัวนี้เขากลัวว่าความเป็นพิษของเม็ดยานี้จะมากเสียกว่าสูตรดั้งเดิมที่เป็นยาอสูรวายุคลั่งเสียอีกแต่นับว่ายังดีว่าคนที่จะกินเป็นถังเฟยหู่ซึ่งเรียนรู้วิชาปราณห้าพิษมาแล้ว สำหรับคนตระกูลถังที่ได้เรียนวิชาปราณพิษมานับว่าความเป็นพิษต่างๆล้วนแต่เป็นประโยชน์แต่นั่นก็อยู่ที่ว่าคนตระกูลถังผู้นั้นมีความช่ำชองในวิชาพิษหรือบ่มเพาะพิษในร่างมาเข้มแข็งมากน้อยเท่าใด

                  ถังจิวหลงได้หันไปกล่าวกับถังเฟยหู่“ขอเวลาข้าสักหนึ่งชั่วยามในการตรวจสอบยาเม็ดนี้ข้าได้เปลี่ยนแปลงสูตรในขั้นสุดท้ายไปทำให้ตัวยาเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่เป็นอันตรายต่อตัวเจ้าจึงต้องทำให้แน่ใจเสียก่อน” ถังเฟยหู่ที่ได้ยินดังนั้นเองก็เข้าใจในความหวังดีของอาจารย์ลุง ชายหนุ่มจึงได้นั่งลงโคจรลมปราณเพื่อพื้นพลังในระหว่างที่อาจารย์ลุงตรวจสอบ

                  อาจารย์ลุงถังจิวหลงได้ตรวจสอบเม็ดยาโดยละเอียด ความสมบูรณ์แบบของมันนับว่าอยู่ในขั้นสูงสุดหากไม่นับความเป็นพิษพิษของอสรพิษมรกตได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับแก่นแท้ตัวยาอย่างแยกกันไม่ออก จนในที่สุดถังจิวหลงเองก็เริ่มคิดได้ว่าบางทีความเป็นพิษในตัวยาอาจมิใช่เรื่องแย่แต่อาจมองเป็นสรรพคุณหนึ่งก็ได้

                  อย่างเช่นที่ถังเฟยหู่สามารถดูดกลืนพิษได้หากความเป็นพิษมิใช่เรื่องแย่แต่นับว่าเป็นหนึ่งในความสามารถของยาเช่นนั้นหากถังจิวหลงสามารถหาวิธีที่จะใช้พิษเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งบางอย่างให้แก่ศิษย์ของสำนักได้ไม่แน่บางทียาอสูรวายุคลั่งก็อาจจะสามารถขายออกก็เป็นได้

                  ถังจิวหลงยังคงตรวจสอบต่อไปจนครบหนึ่งชั่วยามเขาคิดว่ายาตัวนี้คงไม่มีข้อผิดพลาดอันใดอีกแล้วจึงได้ส่งมอบคืนแก่ถังเฟยหู่ซึ่งชายหนุ่มเองก็นำป้ายประจำตัวออกมาเพื่อจ่ายแต้มคุณูปการออกไปเช่นกันโดยอาจารย์ลุงถังมิได้บอกถึงส่วนผสมสุดท้ายของขนฉ่างฟูเพียงแต่บอกว่าเป็นวัตถุดิบหายากก็เท่านั้น

                  นั่นจึงทำให้ถังเฟยหู่เข้าใจว่าตัวยาถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยและจ่ายออกไปด้วยราคาห้าร้อยแต้มคุณูปการเช่นเดิมตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกซึ่งถังจิวหลงยังคงแนะนำอะไรอีกมากมายต่อไป อาจารย์ลุงถังได้แนะนำให้เขากลืนยาตัวนี้ในเตาหลอมโอสถภายในห้องปรุงยาแห่งนี้เสียเลยถังจิวหลงได้ไตร่ตรองเรื่องนี้มาอย่างดีแล้ว นั่นเพราะเขาไม่ทราบว่าพลังของฉ่างฟูจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโดยรอบมากแค่ไหนไม่แน่อาจดึงดูดความสนใจของผู้อาวุโสคนอื่นภายในสำนักก็ได้ เขาไม่รู้ว่าผู้อื่นประสงค์ดีหรือร้ายอย่างไรหากรับรู้ถึงความล้ำค่าของยา

            อย่างน้อยหากถังเฟยหู่หลบอยู่ภายในเตาหลอมถังจิวหลงก็จะสามารถใช้วิชาเพื่อควบคุมสภาพภายในเพื่อเก็บงำกลิ่นไอของยาหรือความผิดปกติในบรรยากาศได้ชายหนุ่มได้ตอบตกลงความคิดของอาจารย์ลุงและได้กระโดดเข้าสู่เตาหลอมในทันที

                  ถังจิวหลงได้ใช้วิชาของตนควบคุมเตาหลอมและโคจรปราณเข้าสู่เตาหลอมเพื่อกระตุ้นให้เตาหลอมดูดกลืนกลิ่นอายและพลังปราณโดยรอบเข้าสู่เตาวิธีนี้จะทำให้กลิ่นอายทั้งหมดถูกเก็บงำสู่ภายในได้อย่างมิดชิดอีกทั้งยังไม่เป็นการขัดขวางเส้นทางโคจรของพลังวิญญาณตามธรรมชาติที่สำคัญต่อการฝึกวิชา

                  ถังเฟยหู่ที่ได้เข้ามาสู่เตาหลอมแล้วได้นำเม็ดยาสีเขียวมรกตออกมาดูเขาเองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของมันเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่เขาได้ใส่เม็ดยานั้นเข้าไปภายในปากและเริ่มโคจรปราณเจ็ดสำเนียงเพื่อฝึกตนในทันที

                  ยาอสูรวายุคลั่งตำรับพิเศษได้ละลายทันทีเมื่อเข้าปากของชายหนุ่มและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในชั่วพริบตาเดียวในตอนนั้นเองที่ภายในร่างของเขาราวกับเกิดการระเบิดของพลังธาตุอันรุนแรงร่างของเขากลายเป็นศูนย์รวมและเริ่มดูดกลืนพลังวิญญาณธาตุวายุที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างอย่างรุนแรง!

                  ในสายตาของถังจิวหลงที่อยู่ภายนอกนั้นราวกับว่าเตาหลอมยาของเขากลายเป็นศูนย์กลางของพายุก็ไม่ปานสายลมจำนวนมากถูกดูดกลืนเข้าสู่เตาหลอมจนตัวเตานั้นถึงกับสั่นสะท้านไม่หยุด ถังจิวหลงเร่งใช้วิชาควบคุมให้เตายามีความมั่นคงมากขึ้นและพยายามเก็บงำกลิ่นอายของยาให้ได้มากที่สุด

                  ทางด้านถังเฟยหู่ที่อยู่ภายในรับรู้ได้ถึงพลังแห่งสายลมจำนวนมหาศาลภายในร่างกายของเขาที่ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอย่างบ้าคลั่งเหนือกว่ายาสัมผัสวายุที่เขาเคยใช้มาก่อนหน้านี้มากมายนัก อีกทั้งภายในร่างของเขายังเกิดการปะทุขึ้นของพลังพิษที่รุนแรงซึ่งมาจากตัวยาที่ได้กินเข้าไปอีกด้วย! ไอพิษได้ปกคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ผลของพิษได้เพิ่มขึ้นอีกมากมายนักเพราะความสมบูรณ์ของตัวยาและขนของฉ่างฟู

                  ในตอนที่เขาได้โคจรลมปราณตามหลักการฝึกของปราณเจ็ดสำเนียงก็ได้กระตุ้นจุดชีพจรพิษทั้งร่างเพื่อดูดกลืนพิษทั้งหลายเข้าไปด้วยในเวลาเดียวกันปราณเจ็ดสำเนียงดูดกลืนพลังวายุเข้าไปไม่นานนักก็ได้ข้ามจากขั้นหนึ่งระดับสูงไปถึงระดับสุดยอดในพริบตาอีกทั้งไม่นานนักก็ได้เข้าสู่ระดับสองแทบจะในทันที

                  การฝึกฝนของเขาเป็นไปด้วยความรวดเร็วด้วยการดูดกลืนพลังธาตุลมจำนวนมากและโคจรด้วยปราณเจ็ดสำเนียงทำให้การฝึกตนของเขาเป็นไปอย่างราบรื่นเพราะพลังธาตุลมจำนวนมากราวกับพวกมันเป็นฟืนให้ตัวเขาที่เปรียบเสมือนไฟได้เผาผลาญพวกมันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

                  และในตอนนั้นเองที่ราวกับเกิดเสียงดังหนึ่งขึ้นภายในตันเถียนของเขาชายหนุ่มได้เข้าสู่ขอบเขตการฝึกตนก่อเกิดขั้นหนึ่งระดับสูงแล้ว! เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและยังคงฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆแต่ไม่นานนักเขาก็ได้พบกับความยากลำบากซึ่งถังจิวหลงได้เตือนเขาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!

                  เขาเริ่มรู้สึกเจ็บปวดจากภายในร่างกายของเขาที่มีพลังจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่รู้จักหยุดหากเขาไม่สามารถคุมพลังพวกนี้ได้ก็อาจจะเป็นการทำลายตนเองเส้นเลือดและชีพจรอาจฉีกขาดจนได้รับความเสียหาย แต่โชคดียิ่งนักที่ร่างกายของเขานับว่าเคยผ่านการฝึกมาอย่างยากลำบากจึงทำให้พอทานทนได้บ้าง

                  หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปก็อาจจะตายได้ทุกเมื่อหากเจอพลังมากมายเช่นนี้ส่งเข้าร่างตลอดเวลาโดยไม่ใช้ออกแต่แน่นอนว่าผู้ฝึกตนที่กินยาชนิดนี้ไปก็ต้องใช้มันออกไปเพื่อฝึกฝนวิชาอย่างแน่นอนคงมิมีใครโง่พอที่จะฆ่าตัวตายเช่นนั้นเป็นแน่ แต่การใช้พลังที่ได้มาจากยาในการฝึกฝนก็ต้องใช้ความสามารถเป็นอย่างมากเช่นกัน

                  นั่นเพราะอัตราการเผาผลาญพลังงานต้องสัมพันธ์กับการใช้ออกด้วยเช่นกันไม่อย่างนั้นผู้ฝึกตนคนนั้นก็อาจเป็นอัตราเพราะยาตัวนี้เช่นกันเพราะอย่างนั้นถังจิวหลงจึงลังเลในตอนแรกแต่เมื่อประกอบกับความเข้าใจในร่างกายและการฝึกฝนกายาของศิษย์ผู้หลายแล้วเขาจึงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าถังเฟยหู่ต้องใช้ยาชนิดนี้ได้อย่างแน่นอน

                  ในนั้นเองเมื่อผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามปราณเจ็ดสำเนียงขั้นสองที่เขาฝึกอยู่นับว่ามีความก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกทั้งขอบเขตฝึกตนก็พัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดอีกทั้งชีพจรพิษภายในร่างก็คล้ายกับมีความพัฒนาขึ้นเช่นกันเพราะการดูดกลืนพิษจากตัวยาอสูรวายุคลั่งที่กลืนกินเข้าไปนี้

                  แต่นั่นเองก็ทำให้เกิดข้อผิดพลาดบางอย่างในการฝึกเช่นกัน โดยที่ไม่รู้ตัวนั้นเองที่พิษจากชีพจรพิษทั้งร้อยแปดซึ่งเปิดอยู่ตลอดเวลาเพื่อดูดกลืนพิษนั้นได้ผสมผสานเข้ากับปราณวายุภายในร่างกายของเขาในตอนที่กำลังฝึกปราณเจ็ดสำเนียงอยู่นั่นทำให้เกิดการรั่วไหลของพิษที่ผสมเข้ากับปราณวายุอย่างช้าๆ

                  วิชาฝึกปราณแบบมาตราฐานของสำนักได้ถูกแปรเปลี่ยนไปด้วยความบังเอิญจากวิชาฝึกพื้นฐานในร่างกายของเขาพลังพิษได้แทรกซึมเข้าไปยังแก่นแท้แห่งวายุของวิชาปราณเจ็ดสำเนียง คล้ายกับปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีของตำหนักที่สี่ซึ่งผสานเอาธาตุวายุเข้ากับเพลิงจนเกิดวิชาใหม่ขึ้นแต่ในคราของถังเฟยหู่กลับเป็นพิษแทน!

                  ลมปราณเจ็ดสำเนียงที่ผิดเพี้ยนเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นเรื่อยๆภายในตันเถียนของชายหนุ่มแต่กระบวนการทั้งหมดนั้นก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าและเล็กน้อยมากจนไม่อาจสังเกตได้ในทันทีส่วนผสมของพิษผสานเข้ากับธาตุวายุอย่างกลมกลืน ต่างก็มีส่วนช่วยเพื่อหนุ่มเสริมกันและกันเหมือนที่ธาตุลมหนุนเสริมธาตุไฟ

                  ร่างกายของเขายังคงดูดกลืนปราณวายุอย่างมหาศาลเข้ามาอย่างต่อเนื่องรอบร่างกายของเขามีมวลพลังวิญญาณวายุครอบคลุมร่างเอาไว้ แม้แต่เตาหลอมยาก็เริ่มสั่นสะเทือนมากขึ้นถังจิวหลงใช้พลังมากขึ้นเพื่อควบคุมเตาหลอมให้เก็บงำพลังเอาไว้ภายในผิวหนังของชายหนุ่มเริ่มแตกและมีเลือดไหลซึมออกมาเพราะการดูดกลืนพลังที่มากเกินไปเข้าสู่ร่างถังเฟยหู่ต้องเร่งการฝึกของตนให้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม เขาได้โคจรลมปราณให้เร็วขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อตามความเร็วของยาให้ทันชีพจรและเส้นลมปราณของเขาถูกโคจรด้วยความเร็วที่บ้าคลั่งเกินจะเปรียบ!

                  ปัง! ปัง!!ปัง!!!

                  เกิดเสียงดังทึบขึ้นจากภายในร่างกายของเขาปราณของเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดความเร็วของการโคจรปราณหลายต่อหลายครั้งด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นเข้ามาร่างกายของเขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆ บาดแผลยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องร่างกายของเขาเริ่มที่จะรับไม่ไหวแต่เขายังคงไม่ยอมแพ้และท้าทายอุปสรรคตรงหน้าต่อไป!

                  ในตอนนั้นเองที่ความดื้อรั้นภายในใจของเขาได้กระตุ้นมุกมารทั้งสามในร่างกายบนร่างของเขาได้ปรากฏรอยสักมารรูปเกล็ดขึ้นพลังป้องกันของร่างกายเขาได้เพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่ามุกมารทั้งสามได้เคลื่อนไหวด้วยตนเองเพื่อปกป้องเจ้าของร่างอีกทั้งมุกมารทั้งสามยังทำหน้าที่สูบฉีดเลือดแทนหัวใจของเขา

                  เมื่อร่างกายของเขาที่เร่งเร้าโคจรอย่างรวดเร็วได้ส่งผลให้เลือดเองก็ไหลเวียนด้วยความเร็วมากขึ้นเป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลผ่านมุกมารทั้งสามหลายต่อหลายครั้งจนเศษเสี้ยวของสายเลือดที่กลายพันธุ์ที่เกิดจากการไหลเวียนเลือดผ่านมุกมารนั้นได้เกิดปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือช่วงเวลาปกตินัก

                  สายเลือดพิเศษนี้ที่ตอนแรกมีปริมาณสองในสิบส่วนกำลังเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆพร้อมกับปราณเจ็ดสำเนียงที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสองระดับสุดยอดในตอนนั้นเองที่จุดซวิงจุง จุดอิ้วหยู่เสี้ย และจุดจว่อหยู่เสี้ยที่เป็นที่สถิตแห่งมุกมารได้ขยับเคลื่อนไหวราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นจากจําศีลพวกมันกู่ร้องอยู่ภายในชีพจรของเขา

                  ต้องอย่าลืมว่านอกจากมุกมารทั้งสามเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นชีพจรพิษของร่างกายเขาในทุกขณะที่เขาได้ดูดกลืนพิษจากชีพจรเข้าสู่ร่างอย่างต่อเนื่องย่อมส่งผลต่อมุกมารนี้ด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะพิษสุดพิเศษของยาอสูรวายุคลั่งตำรับนี้ ภายในพิษของมันได้มีเศษเสี้ยวของขนฉ่างฟูผู้ยิ่งใหญ่!

                  ภายในเศษเสี้ยวของชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับเจ็ดชั้นนภาย่อมมีบางส่วนของเศษเสี้ยววิญญาณอันเล็กน้อยของฉ่างฟูสถิตอยู่และเศษเสี้ยวอันเล็กน้อยเหล่านั้นที่ผสมมากับพิษนั้นเองที่ได้เป็นตัวกระตุ้นอย่างดีต่อมุกมารเช่นเดียวกันเศษวิญญาณฉ่างฟูได้เติมเต็มความหิวกระหายของมุกมารทั้งสามจนเต็ม!

                  ปังงง!!!

                  เสียงดังขึ้นจากภายในมุกมารทั้งสาม ปราณมรณะภายในที่เป็นสีแดงเลือดได้บังเกิดสีฟ้าราวกับดวงไฟวิญญาณหลายเส้นสายขึ้นภายในมุกมารเส้นแสงสีฟ้าเหล่านั้นได้หลอมรวมเข้ากับปราณเดิมได้อย่างลงตัว ลมปราณมารไร้ลักษณ์เองก็ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

                  แต่ในพริบตาที่ปราณมารไร้ลักษณ์ได้ข้ามขั้นก็ได้ทำให้ยาอสูรวายุคลั่งสูญเสียพลังไปกว่าหลายส่วน!ถังเฟยหู่เองก็ตกใจเป็นอย่างมาก และไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดแต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่รับทราบถึงส่วนผสมสำคัญอย่างขนของฉ่างฟูอีกทั้งยังไม่อาจคาดคิดอีกด้วยว่าวิชามารของเขาจะดูดกลืนพลังนั้นไปเสียหมด!

                  แต่นั่นก็ไม่นับว่าแย่เท่าใดมากนักอย่างน้อยร่างกายของเขาก็สามารถรองรับพลังที่เหลืออยู่ปัจจุบันของตัวยาได้ผิวหนังบนร่างของเขามิได้ปริแตกอย่างต่อเนื่องอีกต่อไปแล้วเขามิได้มัวแต่คิดมากให้เสียเวลาแต่ใช้โอกาสนั้นเพื่อเผาผลาญพลังงานที่เหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

                  ถังเฟยหู้ยังคงเผาผลาญพลังที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่องไปจนถึงอีกวันหนึ่ง ในตอนนั้นเองที่พลังงานของยาอสูรวายุคลั่งก็ได้หมดลงพร้อมกับขอบเขตการฝึกตนก่อเกิดขั้นหนึ่งระดับสูงปลายของเขาได้ผ่านคอขวดมาอย่างฉิวเฉียดไปยังระดับสุดยอดขั้นหนึ่งทุกอย่างภายในเตาหลอมยาก็ได้สงบลง

                  ถังจิวหลงเร่งรีบส่งจิตสัมผัสเข้าตรวจสอบก็พบว่าศิษย์หลานยังคงปลอดภัยดีไม่นานนักเตาหลอมก็ได้เปิดออกพร้อมกับถังเฟยหู่ที่ได้กระโจนออกมา ถังจิวหลงเร่งรีบเข้าตรวจสอบร่างกายของเด็กน้อยตรงหน้าในทันทีหากไม่นับรอยแผลบนผิวที่ปริแตกเพราะรับพลังของยามากไปโดยส่วนใหญ่ก็ไม่นับว่ามีอันตรายอันใดถึงชีวิตถังจิวหลงได้นำยาสมานแผลออกมาให้แก่ถังเฟยหู่ในทันทีแต่เมื่อตรวจสอบดูแล้วกลับพบว่าอีกฝ่ายได้เลื่อนขั้นขึ้นมายยังขอบเขตก่อเกิดขั้นหนึ่งระดับสุดยอดแล้ว…

                  ถังจิวหลงร่ำร้องในใจไม่น่าเชื่อว่าคุณสมบัติยาที่สมบูรณ์พร้อมขนาดนั้นอีกทั้งยังมีขนของฉ่างฟูหนุนเสริมยังเพิ่มขอบเขตฝึกตนให้แก่อีกฝ่ายได้เพียงไม่กี่ขั้นเท่านั้นแต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือตัวแปรอันไม่อาจคาดเดาได้ภายในกายของถังเฟยหู่ นั่นก็คือปราณมารไร้ลักษณ์ที่ถูกกระตุ้นโดยขนของฉ่างฟูที่แฝงเอาไว้ด้วยเสี้ยววิญญาณ

                  แต่สำหรับถังเฟยหู่นั้นกลับไม่รู้สึกเสียดายเท่าใดนักเขากลับดีใจเสียอีกที่วิชานี้มีความพัฒนามากขึ้นนั่นเพราะหลายต่อหลายครั้งที่เขาชนะการต่อสู้มากได้ก็เนื่องมาจากการใช้วิชาปราณมารไร้ลักษณ์นี้เข้าร่วมในการต่อสู้วิชานี้สามารถหนุนเสริมวิชาอื่นได้เป็นอย่างดีทำให้เป็นตัวแปรสำคัญในการต่อสู้ยิ่งนัก

                  หลังจากที่พักรักษาตัวอยู่ค่อนวันถังเฟยหู่ก็ได้กล่าวลากับอาจารย์ลุงก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังตำหนักของตนเขาได้เดินทางมาถึงในช่วงค่ำของวันนั้น แต่ในทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาภายในตำหนักกลับมีเสียงเล็กแหลมของสตรีนางหนึ่งร่ำร้องเรียกชื่อเขาออกมาเมื่อเขาได้หันกลับไปก็พบว่าเป็นศิษย์พี่หยางถิงวิ่งตรงมาหาเขา

                  นางพุ่งมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจ“นี่เจ้าหายไปไหนมา! รู้หรือไม่ว่าข้าตามหาเจ้าเสียให้ทั่วเลยเวลากระชั้นมาเท่าไหรแล้วเจ้าไม่รู้หรือ!” นางเพ่งมองเขาด้วยดวงตาสีทองอร่ามในดวงตาของนางเจือปนด้วยความรู้สึกไม่พอใจกว่าหลายส่วน

                  ถังเฟยหู่ทำสีหน้ามุนงงออกมา“ศิษย์พี่ตามหาข้อมีเรื่องอันใดหรือ?”

                  “เฮ้อ…ข้าไม่รู้จะพูดกับเจ้ายังไงดีแล้ว”หยางถิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนที่จะทำการตบไหล่อีกฝ่ายวางท่าราวกับผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กน้อยตัวเล็กก่อนที่จะกล่าวออกไปเกี่ยวกับเรื่องที่นางต้องการจะบอก“ก็ช่วงเวลานี้ถึงคราที่ศิษย์ของสำนักจะต้องเข้าร่วมการคัดเลือกเพื่อหาตัวแทนไปร่วมงานชุมนุมเทพดนตรีนี่ก็เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนที่การประลองภายในของตำหนักเราจะเริ่มขึ้นเพื่อหาตัวแทนของตำหนัก…”

                  ถังเฟยหู่เองก็พอได้ยินเรื่องงานชุมนุมเทพดนตรีมาอยู่บ้างจึงพอเข้าใจหยางถิงเองก็ได้บอกเล่าเกี่ยวกับการประลองอีกมากมายให้แก่เขาระหว่างที่เดินกลับห้องพักจึงพอทำให้เขารู้ว่าการประชนฝีมือครั้งนี้สำคัญจริงๆอีกทั้งอาจารย์ยังฝากความหวังไว้กับเขามากด้วยเช่นเดียวกัน

                  ถังเฟยหู่เข้าใจเรื่องนั้นดีจึงได้ตอบกลับไปมิให้ศิษย์พี่หยางถิงต้องเป็นห่วงก่อนที่จะเข้าไปภายในห้องพักของตนเองเมื่อเข้ามาด้านในแล้วเขาก็ได้นั่งพักอยู่บนเตียงนอนเพื่อโคจรพลังปรับลมปราณเขาผ่านได้ผ่านการเลื่อนขั้นและการสำเร็จวิชาลมปราณจึงทำให้ปราณในกายยังไม่สงบอยู่บ้างเขาจะต้องสร้างเสถียรภาพให้แก่ลมปราณของตนเองก่อนที่จะเริ่มการประลองภายในตำหนัก

                  เวลาสามวันผ่านไปร่างกายของเขาได้ปรับพลังจนเข้าที่แล้วชายหนุ่มได้ลืมตาขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นจากเตียงเขาได้ตรงไปเปิดประตูห้องและเดิมไปตามระเบียงทางเดินของตำหนัก ในวันนี้เขาพบว่าตำหนักที่หกมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตำหนักซึ่งเคยเงียบสงบได้ปรากฏความรู้สึกอันแปลกประหลาดบางอย่าง

                  ศิษย์ทุกคนภายในตำหนักต่างก็ออกมาเดินกันอยู่ภายในระเบียงทางเดินอย่างตึกคักมีหลายคนที่จำถังเฟยหู่ได้ก็เอ่ยกล่าวทักทายอีกทั้งยังอวยพรขอให้เขาโชคดีในการประลองในวันนี้ซึ่งเขาก็เองก็กล่าวขอบคุณศิษย์พี่ทั้งหลายนั่นเช่นกัน

                  เขาได้เดินมาถึงลานกว้างของตำหนักซึ่งมักจะเป็นสถานที่ฝึกวิชาของคนภายในตำหนักแต่วันนี้กลับมิมีใครมาเพื่อฝึกวิชาหากแต่พวกเขาเหล่านั้นต่างก็มาเพื่อรับชมการประลองของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ภายในตำหนักประลองฝีมือกันมีเสียงเชียร์มากมาย อีกทั้งยังมีอาหารน่าแปลกตา มีศิษย์หลายคนที่เล่นดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศราวกับว่าภายในตำหนักที่หกมีการฉลองเทศกาลบางอย่างก็ไม่ปาน

                  ในช่วงเวลาที่เขายังอยู่ในแดนลับทะเลปีศาจดูดเหมือนว่าทางสำนักเองก็รับศิษย์ใหม่เข้ามาภายในสำนักอยู่หลายคนเหมือนกันเขาพบเห็นศิษย์มากหน้าหลายตาที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหรนัก ในตอนที่เขามาถึงก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่อาจารย์ของเขาได้มาถึงพอดีหยางเฟยเทียนเมื่อมาถึงก็ได้นั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ด้านข้างโดยมีหยางถิงยืนอยู่เยื้องไปทางด้านหลังดวงตาสีทองของชายชรากวาดตาไปมองเหล่าศิษย์ภายในตำหนักด้วยความรู้สึกภูมิใจอยู่หลายส่วน

                  สำหรับชายชราแล้วลูกศิษย์ทั้งหลายก็เหมือนกับครอบครัวของเขาการเห็รครอบครัวแห่งตำหนักที่หกเติบโตขึ้นเรื่อยๆในทุกปีก็ยิ่งทำให้เขาสุขใจโดยเฉพาะศิษย์หลายคนที่ตัดสินใจออกจากสำนักไปต่างก็มีเส้นทางของตน พวกเขาต่างก็เติบโตขึ้นและโผบินออกจากรังของพวกเขาในฐานะอาจารย์หยางเฟยเทียนมีแต่จะภูมิใจ

                  ในตอนนั้นเองที่หยางเฟยเทียนได้ยกมือของตนขึ้นทำให้ศิษย์ทั้งหลายต่างเงียบสงบและตั้งใจฟังเขา“เอาละๆ พวกเจ้าทั้งหลายคงจะรู้นะว่าการคัดเลือกภายในนั้นสำคัญกับพวกเจ้าและสำนักเช่นไรแต่สิ่งที่อาจารย์อยากให้พวกเจ้าจำไว้นั้น…การคัดเลือกนี้มิใช่มีไว้เพื่อแก่งแย่งชิงดีเพื่อเอาชนะผู้อื่นหากแต่มีไว้เพื่อให้พวกเจ้าพัฒนาฝีมือตนเอง จะชนะก็ดีหรือแพ้ก็ช่างขอให้พวกเจ้าท่องจำไว้ว่าผู้ที่เจ้าต้องเอาชนะมีเพียงแต่ขีดจำกัดของตน”

                  เมื่อหยางเฟยเทียนได้กล่าวจบลูกศิษย์ทั้งหลายต่างก็ร้องตอบรับอย่างพร้อมเพรียง พวกเขานั้นย่อมต้องเข้าใจถึงความหวังดีของผู้เป็นอาจารย์อย่างแน่นอนศิษย์รุ่นใหม่หลายสิบคนที่ยังมิเคยเข้าร่วมงานชุมนุมเทพดนตรีต่างก็เตรียมพร้อมที่จะขึ้นประลองเพื่อประชันฝีมือกันหนึ่งในนั้นก็คือถังเฟยหู่เช่นกัน

                  ถังเฟยหู่ได้เรียกอสรพิษมรกตออกมาแต่ในตอนที่ละอองปราณยังไม่ก่อร่างเป็นกายเนื้อเขาก็ได้สั่งการให้มันได้มารวมกันในมือของเขาจนกลายเป็นขลุ่ยหยกเขาเลือกที่จะยังไม่ใช้พลังทั้งหมดตั้งแต่แรกในการประลองคัดเลือกภายในหนึ่งคือเพื่อเก็บงำความสามารถของตนมิให้คู่แข่งคาดเดาได้ง่ายไป สองคือเพื่อบีบคั้นให้ตนเองพัฒนาฝีมือทางด้านศาสตร์ดนตรีไปในตัวด้วยแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยมของหัวใจ เขาเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องคว้าชัยชนะการประลองคัดเลือกครั้งนี้อย่างแน่นอน! เขาไม่อาจทำให้อาจารย์ของเขาผิดหวังได้…

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน