เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 135 เฮยม่อ

            ชายชุดดำรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอจนต้องกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่นเสียงฝ่าอากาศดังกึกก้องทำให้เหงื่อไหลไปทั่วแผ่นหลังของเขา

            “ที่นี่คือสำนักเทียนอี้ พวกเราสามารถต่อสู้กันได้แต่ไม่อนุญาตให้สังหารกัน!”

            ชายหนุ่มชุดดำกล่าว เขารู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

            “ข้ารู้” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาทำให้ชายหนุ่มชุดดำผ่อนคลายลงเล็กน้อย ในใจของเขาเริ่มมีความหวังขึ้นมา

            “แต่ข้าก็ยังรู้อีกว่า ในสำนักเทียนอี้ไม่อนุญาตให้ใครมารบกวนผู้อื่นในขณะที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ในห้องฝึกแล้วเจ้าทำไปทำไม?”

            คำพูดของหลินเฟิงทำให้ชายชุดดำตื่นตระหนกขึ้นมาความหนาวเหน็บพลันเกาะกุมไปทั่วหัวใจ

            “ข้ายอมรับว่าข้าละเมิดกฎ แต่ถึงอย่างไรผลที่ตามมาก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการสังหารศิษย์ด้วยกันหากเจ้าสังหารข้า เจ้าจะต้องได้รับบทลงโทษที่หนักที่สุด”

            “นี่เจ้าพยายามขู่ข้า?” หลินเฟิงยกดาบชี้หน้าอีกฝ่ายขณะพูดทำให้ชายชุดดำตัวสั่นด้วยความกลัว หน้าผากของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

            “ผลที่ตามมาก็ยังไม่ร้ายแรง?” หลินเฟิงเหลือบมองไปที่หลิ่วเฟยซึ่งมีท่าทางอิดโรยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ความคิดของเจ้ามันผิดนะผลจากการกระทำของเจ้า มันทำให้นางต้องเสียเวลาพัฒนาตัวเองซึ่งเรื่องนี้มันมีค่ามากกว่าชีวิตของเจ้า แค่ชีวิตของสวะคนหนึ่งตายไปแล้วจะส่งผลแค่ไหนกันเชียว?”

            “เจ้าไม่สามารถสังหารเขาได้”

            ชุยถิงที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดแทรกขึ้นมา ทำให้หลินเฟิงหันหน้าไปมองเขา

            “เจ้าจะสังหารเขาไม่ได้ มิฉะนั้นเจ้าจะต้องเสียใจ”

            “โทษทีที่ทำให้เจ้าต้องผิดหวัง เพราะข้าไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ทำลงไป” เมื่อเห็นหลินเฟิงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทำให้ชุยถิงต้องตะโกนอย่างตกใจว่า “เดี๋ยว รอเดี๋ยวก่อน!”

            “เจ้าอยากพูดอะไรอีก?” หลินเฟิงปรายตามองชุยถิงเล็กน้อย “เขาคือน้องชายของเฮยม่อ ถ้าเจ้าฆ่าเขา เฮยม่อจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป”

            “เฮยม่อ!”

            เมื่อได้ยินสองคำนี้ หลายคนที่มารอชมความสนุกอยู่ด้านข้างก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมา

            หยวนซานที่อยู่ในกลุ่มฝูงชนก็ตื่นตระหนกเช่นกันเขาเคยได้ยินเรื่องราวของเฮยม่อมาก่อน

            “หลินเฟิง เฮยม่อคือ 1 ใน 10 ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเทียนอี้! ปกติแล้วเขาไม่ค่อยมาฝึกที่หอฝึกฝนหรอกแต่ถ้าเขามา… เขาจะฝึกอยู่ชั้น 1”

            หยวนซานเดินออกมาจากกลุ่มฝูงชนและกล่าวเตือนหลินเฟิง เฮยม่อไม่ใช่คนที่จะไปยั่วยุได้

            ประกายแสงสว่างวาบขึ้นในแววตาของหลินเฟิงทำให้ชายชุดดำที่คอยจ้องหลินเฟิงอยู่ตลอดรู้สึกดีใจขึ้นมาใบหน้าของเขาเริ่มปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา

            “ใช่ ข้าคือน้องชายของเฮยม่อ ถ้าเจ้าสังหารข้าเขาจะต้องตามล่าเจ้าอย่างแน่นอน”

            “ปัญญาอ่อน”

            หลินเฟิงกล่าวเมื่อได้ยินคำขู่ของอีกฝ่าย มือของเขาขยับอย่างรวดเร็วทำให้ดาบฟันไปที่ลำคอของเขาในทันที ฉากนี้ทำให้ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างอย่างตกตะลึง

            ไม่มีใครคิดว่าหลินเฟิงจะกล้าทำเช่นนี้ หลังจากที่ได้ยินคำว่าเฮยม่อหลินเฟิงก็ฟันชายชุดดำคนนั้นอย่างไม่ลังเลใจเลยสักนิด

            ชายชุดดำก็คงคาดไม่ถึงว่าความหวังที่เพิ่งผุดขึ้นมาจะถูกบดขยี้ลงในพริบตาความสิ้นหวังพลันทะลักเข้ามา ขณะที่คมดาบได้ฟันมาที่คอของเขาวินาทีนั้นความรู้สึกเสียใจก็ปรากฏขึ้นมาในหัว

            เขาเกลียดตัวเองนัก ทำไมถึงได้ไปยั่วยุหลินเฟิง? ความจริงแล้วเขากับหลินเฟิงก็ไม่มีความแค้นอะไรต่อกัน แต่สุดท้ายเขากลับไม่ยอมปล่อยวางทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความแค้นที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น เขา…เขามันปัญญาอ่อน!

            “ช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้” ชุยถิงถอนหายใจเขาไม่คิดว่าหลินเฟิงจะกล้าสังหารชายชุดดำ หลังจากที่ได้ยินเรื่องของเฮยม่อ

            หลินเฟิงหยิบเศษผ้าขึ้นมาเช็ดดาบของเขา จากนั้นก็เก็บดาบลงไปก่อนเหลือบมองชุยถิง

            “ถ้าเขาไม่ใช่น้องชายของเฮยม่อ เขาคงไม่กล้าอวดดีและฝ่าฝืนกฎของสำนักข้าพูดถูกไหม?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาขณะมองไปที่ศพบนพื้น

            ชุยถิงประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า ไม่ผิดนัก ถ้าปราศจากชื่อเสียงของเฮยม่อชายชุดดำก็คงไม่กล้าทำแบบนี้

            “ดังนั้นต้นเหตุของเรื่องก็คือเฮยม่อ และเป็นเพราะเขาสหายของข้าถึงถูกคุกคามทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาร้อยวัน หึๆ แต่เฮยม่อก็คงไม่รับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นข้าพูดถูกไหม?”

            หลินเฟิงกล่าว ทำให้รูม่านตาของชุยถิงพลันหดตัว ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เองตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมหลินเฟิงถึงได้สังหารชายชุดดำ

            ไม่ใช่ว่าหลินเฟิงจะไม่นึกถึงเฮยม่อ กลับกัน เพราะเขานึกถึงเฮยม่อจึงได้ทำเช่นนี้แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ประเมินความแข็งแกร่งของเฮยม่อต่ำไปบุญคุณความแค้นระหว่างเฮยม่อกับเขาคงไม่จบลงง่ายๆ แน่ เป็นเพราะเฮยม่อ หลิ่วเฟยถึงได้ถูกรบกวนเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัยดังนั้นเขาจึงใช้ดาบนั้นเพื่อบอกทุกคนและเฮยม่อว่า ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร แต่อย่าได้มายั่วโมโหเขามิฉะนั้นมันต้องตาย!!!

            “ไปกันเถอะ”

            หลินเฟิงหันไปกล่าวกับหลิ่วเฟยที่ยืนอยู่ด้านหลัง หลิ่วเฟยพยักหน้าจากนั้นพวกเขาก็พากันเดินจากไป ทิ้งชุยถิงและศพของชายชุดดำไว้เบื้องหลัง

            “เจ้ามีนามว่าอะไร?”

            ชุยถิงตะโกนถามไล่หลังหลินเฟิง ผ่านไปสักพักก็มีน้ำเสียงตอบกลับมาอย่างไม่แยแสว่าหลินเฟิง!

            “หลินเฟิง” ชุยถิงจำชื่อนี้ไว้ในใจ กระทั่งฝูงชนเองก็ยังแอบจำชื่อนี้เอาไว้คนที่กล้ายั่วโมโหเฮยม่อ ไม่ว่าใครก็ยากจะลืมได้

            หลังจากที่หลินเฟิงได้จากไปแล้ว ชั้นที่ 10 ของหอคอยฝึกฝนก็มีคนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง

            ศพ ในหอฝึกฝนมีศพด้วย?!

            มีคนกล้าสังหารคนในหอฝึกฝน?! ไม่รู้ว่าคนคนนั้นใจกล้ามากขนาดไหน

            ในตอนนั้นเอง มีเงาร่างหนึ่งเดินขึ้นบันไดมา เขามุ่งหน้ามายังชั้น 10อย่างช้าๆ

            เพียงแค่กวาดสายตามอง ชายหนุ่มคนนั้นก็เห็นศพนอนกองอยู่ที่พื้นแต่ถึงอย่างนั้น แววตาของเขากลับไม่สั่นไหวเลยสักนิด มันยังคงสงบนิ่งและเย็นชา

            ทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างหลีกทางให้ เมื่อเห็นเงาร่างนั้นกำลังเดินเข้ามาในดวงตาของฝูงชนเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง

            เฮยม่อเป็นศิษย์อันดับที่ 10 ของสำนักเทียนอี้และยังมีพลังที่แข็งแกร่งอีกด้วย

            “ใครฆ่าเขา?”

            เฮยม่อถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เสียงที่ดูสงบนิ่งของเขากลับทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว

            “หลินเฟิง” ชุยถิงเดินไปหยุดอยู่ข้างเฮยม่อ “เขาแข็งแกร่งกว่าข้า”

            เฮยม่อไม่พูดอะไร เขามองศพที่อยู่บนพื้นเงียบๆแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “หาคนนำศพของเขากลับไปส่งที่ตระกูล...และตรวจสอบคนที่เจ้าพูดถึง”

            เมื่อเฮยม่อพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงันและไม่หันกลับมาอีก

            …

            เมื่อหลินเฟิงและคนอื่นๆ กลับมาถึงหอพัก พวกเขาก็แยกย้ายไปนอนที่ห้องของตัวเอง

            “อยากเจอหน้านางจนทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ”

            เสียงห้วนๆ ดังขึ้นมา ทำให้หลินเฟิงชะงักเท้าเล็กน้อยแล้วหันไปมองหลิ่วเฟยด้วยสายตามีเลศนัย

            “เจ้าถือสามากเลยหรือ?”

            หลินเฟิงยิ้มขณะถาม

            “แล้วทำไมข้าต้องถือสา?”

            หลิ่วเฟยหลบตาก่อนจะตอบกลับห้วนๆ

            หลินเฟิงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่ถือสา แต่ทำไมข้ายังสัมผัสได้ถึงความหึงหวงในน้ำเสียงเจ้าได้ล่ะ?”

            “เพราะหูของเจ้ามีปัญหายังไงล่ะ” หลิ่วเฟยถลึงตาใส่หลินเฟิง

            “อย่างนั้นหรือ?” หลินเฟิงเกาหัว ก่อนแสยะยิ้มออกมา “พวกเราเพิ่งกลับมาจากการบ่มเพาะ ต่างคนต่างก็เหนื่อยล้าอยากกลับไปพักที่ห้องของตัวเองแต่เจ้ากลับบอกว่าข้าอยากเจอหน้านางแทบทนไม่ไหว? แสดงว่าอยากให้ข้าอยู่กับเจ้านานๆล่ะสิ?”

             “อย่าได้เพ้อฝัน!” หลิ่วเฟยกล่าวขณะกระทืบเท้าด้วยความโกรธชายคนนี้จะต้องมีปัญหาทางจิตแน่ๆ! จากนั้นนางก็รีบตรงไปยังห้องของนาง

            หลินเฟิงมองไล่หลังหลิ่วเฟยและยิ้มออกมา ในดวงตาปรากฏร่องรอยความอบอุ่นก่อนหน้านี้ทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นนิสัยด้านนี้ของนางนะ?

            หลินเฟิงเดินไปที่ห้องพักของตัวเองและเคาะประตู

            “เข้ามา”

            น้ำเสียงเฉยชาดังออกมา หลินเฟิงผลักประตูแล้วเดินเข้าไปเมื่อเห็นเมิ่งฉิงนั่งอยู่บนเตียงก็เดินไปหา “กลับมาแล้ว”

            ตอนที่อยู่ในห้อง เมิ่งฉิงจะไม่ปิดบังใบหน้าของตัวเอง ทำให้หลินเฟิงสามารถมองเห็นใบหน้างดงามของนางได้

            “ถ้าเมิ่งฉิงอยู่ที่โลกเก่าของข้าเชื่อเลยว่าแม้แต่ราชายังยอมยกบัลลังก์ให้ ขอเพียงแค่นางยิ้มออกมาเท่านั้น”

            หลินเฟิงแอบคิดในใจว่า ถ้าหากเมิ่งฉิงยิ้มให้เขาบ้างมันจะต้องเป็นภาพที่งดงามมากแน่ๆ  

            “เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น? แล้วในอนาคตมันจะเกิดขึ้นอีกไหม?”

            หลินเฟิงถามขณะที่นั่งลงข้างเมิ่งฉิง

            เมิ่งฉิงมองหลินเฟิงอยู่นาน ก่อนจะส่ายหัวแล้วพูดออกมาว่า “ข้ายังไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเจ้า… มันจะเกิดขึ้นทุกๆ 6 เดือน”