บทที่44 300
“ขอข้าคิดดูก่อน”
ด้วยคำพูดและน้ำเสียงของดราโกเนียสที่มันส่งออกมามารีนฟังแล้วก็ได้แต่อมยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้กล่าววาจาโน้มน้าวใจของอีกฝ่ายเพิ่มเข้าไปอีกเนื่องจากคำกล่าวออกมานี้ เมื่อออกจากปากมังกร ตัวตนซึ่งมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีสูงล้ำก็นับได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งสื่อความหมายไปในทำนองที่ว่า ตัวดราโกเนียสเอง...ก็เริ่มเกิดความหวั่นไหวต่อข้อเสนอของตนอยู่บ้างแล้ว
“ตามใจเจ้า”มารีนกล่าวเพียงสั้น ๆ
จากนั้นมารีนจึงหันมาเอ่ยกับหญิงสาวว่า“ดวงธาตุราชามังกรอมตะ ที่ข้าให้เจ้าไป เวลานี้เจ้าเพียงเก็บมันเอาไว้ในกล่องอย่างนั้นก่อนอย่าได้เปิดมันออกมาจนกว่าตัวเจ้าจะพร้อม เพราะว่านั่น จะทำให้เผ่าพันธุ์มังกรสัมผัสถึงไอพลังของดวงธาตุดวงนี้ได้และจะทำให้พวกมันสามารถตามร่องรอยของดวงธาตุมาจนถึงตัวเจ้าได้...”
“อีกอย่างถึงเจ้าจะเรียกใช้งานดวงธาตุในตอนนี้ ตัวเจ้าก็ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ เพราะระดับของเจ้ายังต่ำเกินไปเจ้ายังไม่สามารถทนทานต่อพลังที่อยู่ในดวงธาตุได้ ดังนั้นรอให้เจ้ามีความแข็งแกร่งถึงระดับ500 ก่อน เจ้าจึงค่อยเปิดใช้งานมัน เจ้าเข้าใจหรือไม่?” มารีนกล่าวอธิบายและแนะนำเพิ่มเติมแก่หญิงสาวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“จะ...เจ้าค่ะคุณป้า”มีนตอบอย่างขัดเขิน เมื่อรู้ถึงศักดิ์ฐานะอันสูงส่งของหญิงสูงวัยคนนี้
“เจ้าคงสงสัยว่าดวงธาตุนี้มีไว้ทำอะไร? คำตอบก็คือ สำหรับบุคคลอื่น มันมีไว้เพื่อรับเอาพลังมังกรอันเป็นแก่นพลังของมังกรตัวนั้นๆ เข้ามาในร่างกายหรือก็คือ มันเป็นทั้งพลังงานและทักษะทั้งหมดของมังกรเจ้าของดวงธาตุนั่นเองโดยทั่วไปแล้วมังกรตัวหนึ่งจะมีดวงธาตุได้เพียง 1 ดวงเท่านั้น และการที่สิ่งมีชีวิตอื่นต้องการที่จะรับดวงธาตุมังกรเข้ามาในร่างกายเพื่อให้ได้รับทักษะและพลังของเผ่าพันธุ์มังกรนั้น ชั่วชีวิตก็จะสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวด้วยเหมือนกันแม้ว่าในครั้งต่อไปคนผู้นั้น จะมีโอกาสได้รับดวงธาตุมังกรดวงใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมมาอีกก็ตามแต่คนผู้นั้นก็จะได้รับแค่เพียงพลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในดวงธาตุเท่านั้นส่วนสายพันธุ์และทักษะฯ จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสายพันธุ์มังกรเดิมที่ตัวเองมีอยู่...”
“ดังนั้นใครก็ตามที่อยู่นอกเหนือไปจากเผ่าพันธุ์มังกร(ยกเว้นเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูง) เมื่อได้ครอบครองดวงธาตุมังกรฯ มันผู้นั้นก็จะได้รับสิทธิ์ในเปลี่ยนเผ่าพันธุ์เป็น‘เผ่าพันธุ์มังกร’ และจะได้รับทักษะทั้งหมดของเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่ในดวงธาตุนั้นเพียงแต่ระดับความแข็งแกร่งและโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายของคนผู้นั้น จะถูกลดระดับให้ไปเริ่มต้นนับ1 ใหม่ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า ‘การจุติมังกร’ ซึ่งหลังจากผ่านกระบวนการจุติแล้ว การเพิ่มขึ้นของค่าสถานะ จะเป็นการเพิ่มตามระบบค่าสถานะพิเศษของเผ่าพันธุ์มังกรโดยจะเน้นค่าความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก ส่วนค่าอื่น ๆ จะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ที่ได้รับมา”
“แม้พวกเจ้าจะเป็นมนุษย์ผู้ที่ได้รับพรจากองค์เทพีฯ ซึ่งได้รับอภิสิทธิ์สามารถเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ได้ตามใจชอบนั้นแต่มีอยู่ 3 เผ่าพันธุ์เท่านั้น หลังจากพวกเจ้าได้เข้าร่วมแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกตลอดชีวิตนั่นก็คือ เผ่าพันธุ์เทพ เผ่าพันธุ์มาร และเผ่าพันธุ์มังกร”
“และดวงธาตุฯที่เจ้าครอบครองอยู่นี้ มันคือ...ทั้งหมดของราชามังกรอมตะ ก่อนที่มันจะสะบั้นเผ่าพันธุ์มังกรด้วยวิธีการพิเศษและลดระดับเผ่าพันธุ์ของตัวเองจนอยู่ระดับชั้นที่ต่ำกว่า”
“หากเป็นผู้อื่น...เมื่อได้รับดวงธาตุนี้หลังจากเรียกใช้งานหลอมผสานดวงธาตุเข้ากับร่างของตน คนผู้นั้นก็จะได้รับสิทธิ์เปลี่ยนเผ่าพันธุ์เป็น‘เผ่าพันธุ์มังกรอมตะ’ พร้อมกับรับสืบทอดตำแหน่งราชาแห่งเผ่าพันธุ์ของมันรวมทั้งได้รับทักษะทั้งหมดของเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่ในดวงธาตุไปครอบครอง หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘การรับมรดก’ ของมังกรอมตะ...ก็คงจะไม่ผิดนัก”
“แต่สำหรับเจ้า เมื่อเรียกใช้งานดวงธาตุฯสิ่งที่เจ้าจะได้รับนั่นก็คือ การยกระดับเผ่าพันธุ์จากเดิมกลายเป็น ‘เผ่าพันธุ์มังกรอมตะ’ ซึ่งเจ้าจะได้รับทักษะทั้งหมดของเผ่าพันธุ์มังกรอมตะซึ่งทรงพลังยิ่งกว่าทักษะเดิมที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้และเจ้ายังจะได้รับสืบทอดพลังที่หลงเหลืออยู่ในดวงธาตุทั้งหมดเป็นของเจ้าเองอีกด้วยนอกจากนี้บรรดาสมาชิกร่วมเผ่าพันธุ์ของเจ้า หลังจากที่เจ้ายกระดับเผ่าพันธุ์เรียบร้อยแล้วพวกมันทั้งหมดก็จะถูกยกระดับเผ่าพันธุ์ขึ้นมาด้วยเช่นกัน”
“สะ...สุดยอด”มีนอุทานออกมา เมื่อได้ยินป้ามารีนอธิบายเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้งานดวงธาตุของราชามังกรอมตะ
“เพียงแต่...ข้อเสียของมันมีเพียง 2 อย่างเท่านั้น” มารีนกล่าวต่อพร้อมกับยกชูนิ้วขึ้นมา 2 นิ้ว
“อะ...อะไรหรือเจ้าคะ?”หญิงสาวถามด้วยความรู้สึกหวั่น ๆ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวคำว่า “ข้อเสีย”
“ทักษะเผ่าพันธุ์เดิมทั้งหมดของเจ้าและสมาชิกในเผ่าพันธุ์ของเจ้าทุกตัวจะถูกลบล้างและแทนที่ด้วยทักษะใหม่ของเผ่าพันธุ์มังกรอมตะทั้งหมดนั่นก็หมายความว่า พวกเจ้าจะต้องเริ่มพัฒนาทักษะเผ่าพันธุ์ใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง...”
*0* หลังจากได้ยินว่าตัวเองต้องฝึกฝนทักษะเผ่าพันธุ์ใหม่ตั้งแต่ต้น มีนกลับไม่สามารถส่งเสียงใด ๆออกมาได้ ทำได้เพียงแค่อ้าปากหวอออกมาด้วยความตื่นตะลึงเท่านั้น
มารีนไม่เพียงไม่สนใจท่าทีของหญิงสาวกลับเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา ก่อนจะกล่าวอธิบายต่อ “ข้อเสียของมันอีกประการหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียสำหรับตัวเจ้าโดยเฉพาะก็คือเมื่อเจ้าได้พัฒนาเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้มากขึ้นแล้ว แต้มสถานะที่เจ้าได้รับมา‘6 ส่วน’ จะถูกนำมาเพิ่มให้แก่ค่าความแข็งแกร่งและค่าความอดทนโดยอัตโนมัติอีก ‘4 ส่วน’ ที่เหลือ...ก็ยังพอจะให้เจ้าได้มีอิสระในการจัดสรรค่าสถานะของตัวเองอยู่บ้างแต่มันคงจะลำบากไม่น้อย...สำหรับผู้มีอาชีพสายเวทมนตร์อย่างเจ้า”
“.....” มีนไร้คำพูดใดจะกล่าวออกมามีเพียงสีหน้าราวกับหมาจ๋อยเท่านั้นที่บ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองในเวลานี้
“ที่ข้าบอกเจ้าเช่นนี้ก็เพราะว่าข้าต้องการให้เจ้าได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อน และหากเจ้ายังยืนยันเลือกเดินอยู่ในเส้นทางสายเวทมนตร์ข้าอยากให้เจ้าพยายามเสาะหาไอเทมที่เสริมคุณสมบัติและค่าสถานะทางเวทมนตร์เอาตุนไว้เยอะๆ เพราะค่าสถานะพื้นฐานของเจ้า หลังจากได้ผสานกับดวงธาตุฯและยกระดับเผ่าพันธุ์ขึ้นมาแล้ว พลังโจมตีทางด้านเวทมนตร์ของเจ้า...คงจะอ่อนโทรมลงอีกมากโขเลยทีเดียวเชียวล่ะ”ป้ามารีนกล่าวเตือนหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ขอบพระคุณที่เตือนเจ้าค่ะคุณป้า...” มีนกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม เพราะข้อมูลอันนี้ นับได้ว่าเป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวละครของตนอย่างแท้จริง
ในขณะที่สองสาวกำลังสนทนากันถึงรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการใช้งานดวงธาตุฯอยู่นั้น จู่ ๆ กลับมีเสียงจากพนักงานเสิร์ฟดังแทรกขึ้นมา “สเปเชียลดริ้งลาวามาส่งแล้วครับคุณผู้หญิง...”
“เอ๊ะ!! ข้าไม่ได้....อ้อ ๆ” ป้ากล่าวกับบริกรหนุ่มได้เพียงแค่ครึ่งคำ ก่อนจะพลันนึกออกว่าเหตุใด? พนักงานหนุ่มถึงได้เข้าใจผิด และยกเครื่องดื่มมาส่งให้ตนทั้ง ๆที่ยังไม่ได้สั่ง อีกทั้งมันยังมาพร้อมกันทีเดียวถึง 2 แก้วอีกด้วย...คงเป็นเพราะความเข้าใจผิดของบาร์เทนเดอร์ที่เห็นสัญญาณฯตอนที่ตนยกชู 2 นิ้วเมื่อครู่นี้นี่เอง
จากนั้นมนุษย์ป้าผู้นี้จึงหัวเราะออกมาแก้เก้อก่อนจะกล่าวกับพนักงานเสิร์ฟอย่างเป็นกันเองว่า “ฮ่า ๆ ๆ ไหน ๆ ก็เอามาแล้ว ก็เอาวางลงเถอะจ้ะพ่อหนุ่ม...ขอบใจนะจ๊ะ”
ดวงวิญญาณสีฟ้าของดราโกเนียสที่ก่อนหน้านี้ได้ย้ายก้นของตัวเองไปอยู่ตรงเก้าอี้ตัวที่ว่างด้านข้างฯ บัดนี้ ร่างวิญญาณของมันได้ส่องแสงวาบๆ แสดงอาการราวกับว่า อยากกินสเปเชียลดริ้งฯ ตรงหน้าใจแทบขาด
“เชิญเลยค่ะคุณดราโกเนียส” มีนเอ่ยขึ้นมา หลังจากได้เห็นท่าทางของเจ้าวิญญาณมังกรดวงนี้และได้รับสัญญาณลับจากมารีน
“ขอบใจ...”ดราโกเนียสกล่าวสั้น ๆ พร้อมกับส่องแสงวูบวาบสั่นไหว คล้ายกับคนที่กำลังตื่นเต้นยินดี
ของเหลวในแก้ว ซึ่งวางอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวเกิดการหมุนวนและบิดเป็นเกลียว ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปในดวงวิญญาณของดราโกเนียสอย่างช้าๆ ดูคล้ายกับว่า มันกำลังดื่มด่ำกับรสชาติของสเปเชียลดริ้งแก้วนี้...อย่างละเมียด
“อ่าห์...ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้นี่สินะ...ข้อดีของพวกมนุษย์ฯ ถึงแม้จะอ่อนแอไร้พลัง แต่อย่างน้อย ๆ พวกมันก็ยังรู้จักหาความสุขสำราญให้แก่ชีวิต...”ดราโกเนียสพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แต่หญิงสาวที่เป็นคนฟัง กลับรู้สึกเหมือนถูกกระแนะกระแหนยังไงก็ไม่รู้
ในขณะที่ปล่อยให้ดวงวิญญาณสีฟ้าดื่มด่ำกับรสชาติของเครื่องดื่มตรงหน้าอย่างมีความสุขหญิงสาวจึงเอ่ยปากเรียกหญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างตะกุกตะกัก “อะ...เอ่อ...คุณมารีนคะ”
“เรียกป้าเหมือนเดิมก็ได้จ้ะหนู...”มารีนตอบคำหญิงสาว
“เจ้าค่ะ คุณป้า...”มีนรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะเปิดประเด็นถามในสิ่งที่ยังค้างคาใจออกมาในทันที “คุณป้าคะ?คุณป้ากับยัยป้ามหาภัย ที่พวกผู้เล่นเรียกกัน...ใช่คนเดียวกันจริง ๆ หรือคะ?”
แม้มีนจะค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเช่นนั้นแต่ตนก็ยังอยากได้รับคำตอบจากปากของมารีน เพื่อยืนยันสถานะของอีกฝ่ายให้ชัดเจนไปเลย
“ใช่แล้วล่ะจ้ะอันที่จริง...ตอนนั้นป้าฯ ก็ไม่ได้ตั้งใจมาดักรอหนูหรอก มันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้นจะว่าไป...ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องของวาสนาน่ะ” ป้ากล่าวออกตัว พร้อมกับดึงผ้าแพรสีน้ำทะเลซึ่งคลุมหน้าเอาไว้ออกไป...
หลังจากที่มารีนหรือป้าฯ ได้ดึงผ้าคลุมหน้าออกไปแล้ว ภาพที่มีนได้เห็นกลับเป็นใบหน้าของหญิงสาวอายุประมาณ30 ต้น ๆ หน้าตาสะสวยเข้ารูป ผมสีบลอนด์ทองดวงตาสีฟ้า ดูงดงามราวกับเทพธิดาในเทพนิยายอีกทั้งโครงหน้าของอีกฝ่ายยังมีส่วนคล้ายกับรูปสลักองค์เทพีที่ตนได้เห็นอยู่ไม่น้อยซึ่งผิดกับรูปลักษณ์ในตอนที่อีกฝ่ายเป็นยัยป้ามหาภัยฯ ในเมืองเริ่มต้นทวีปแห่งน้ำลิบลับ
เห็นดังนั้นหญิงสาวจึงตกตะลึงในความงดงามของมนุษย์ป้าผู้นี้อยู่พักใหญ่ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างสงสัย “สะ...สวยจังเลยค่ะ แต่ดูยังไงก็ไม่คล้ายยัยป้ามหาภัยที่หนูเคยเจอเลยนะคะอีกอย่างคุณมารีนสวยขนาดนี้ หนูไม่กล้าเรียกป้าเลยค่ะ”
“เรียกป้าฯ น่ะดีแล้วจ้ะถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ป้าก็อายุน้อยกว่าอเล็กซ์อาจารย์ของหนูแค่ไม่กี่ล้านปีเองนะ ส่วนร่างของป้าที่หนูเห็นในตอนนั้นป้าใช้ทักษะที่เรียกว่า [วารีพันหน้ามายาแปลงกาย]แปลงโฉมตัวเองให้อยู่ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปได้จ้ะ หากหนูอยากได้...ก็สามารถไปหามาเรียนได้นะเพียงแต่...มันเป็นทักษะลับของเผ่าพันธุ์วารีฯ ป้าบอกใบ้ได้แค่นี้แหละ”มารีนเฉลยความลับของตนให้อีกฝ่ายได้เข้าใจพร้อมกับกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาวไปในตัว
“ขะ...ค่ะขอบคุณเจ้าค่ะ”
วันนี้...คงจะเป็นวันที่หญิงสาวตกอยู่ในอาการ“ตะลึง” บ่อยครั้งเสียจน...ไม่รู้จะเรียกว่า บ่อยแค่ไหนแล้ว เพราะในวันนี้ มีนได้รับรู้เรื่องราวเหตุการณ์สำคัญในอดีตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมาเป็นไปของเผ่าพันธุ์ระดับสูง และข้อมูลสำคัญของไอเทมต่างๆ จนแทบไม่อาจจะย่อยสลายข้อมูลที่รับมาทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งตัวมารีนเองก็คงจะรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้คงยังไม่พร้อมที่จะรับข้อมูลสำคัญ ๆ มากไปกว่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เทพีแห่งท้องทะเลฯจึงเปลี่ยนบทสนทนามาเป็นเรื่องสัพเพเหระ ก่อนที่จะไล่ให้หญิงสาวออกไปเก็บระดับฯ ในช่วงเวลาที่คำอวยพรยังคงแสดงผลอยู่...
และสุดท้ายก่อนจากกันมีนได้สอบถามถึงช่องทางการติดต่อกับอีกฝ่าย ซึ่งหญิงสาวกลับได้รับคำตอบเพียงแค่ว่า“หากมีวาสนา...ก็คงจะได้พบเจอกันอีก”
............
ในตอนนี้ ระดับของมีนอยู่ที่260 แล้ว เหลือแค่ไม่กี่ระดับมีนก็จะสามารถไปยังวังเจ้าสมุทรฯ เพื่อทำภารกิจของหอกทะเลดาวได้เสียที...
แต่ทว่า ตัวหญิงสาวกลับคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะไปเก็บระดับในบริเวณที่มีผู้เล่นจำนวนมาก หรือออกเดินทางไปสำรวจฯเพื่อเปิดแผนที่ใหม่อย่างที่บรรดาผู้เล่นระดับท็อปหรือกิลด์ใหญ่ ๆ มักจะทำกัน ด้วยเหตุนี้มีนจึงได้ตัดสินใจกลับไปล้างบางเมืองใต้ทะเล ซึ่งมีระดับ C-Bอีกสักหลายรอบ และเมื่อระดับของตนถึง 300 แล้ว จึงค่อยบุกวังเจ้าสมุทรฯอันเป็นเป้าหมายหลักต่อไป
แม้ว่าการเก็บค่าประสบการณ์จากการสังหารสัตว์อสูรในเมืองระดับC-Bนั้น จะให้ค่าประสบการณ์เพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับระดับของตัวเองในเวลานี้อีกทั้งเวลานี้ หญิงสาวยังมีตัวดูดค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตัว แต่กระนั้นมีนก็ยังมั่นใจว่าจนกว่า “บัพ” ซึ่งเป็นผลมาจากคำอวยพรของเทพีแห่งท้องทะเลจะหมดลง มันคงจะทำให้ระดับของตนเลื่อนขึ้นไปถึงระดับ300 ได้อย่างฉิวเฉียด แต่ถ้าไม่...อย่างน้อย ๆ มันก็คงจะใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตนประเมินเอาไว้อยู่บ้าง
มีนออกเดินทางจากเมืองหิมะด้วยการวาร์ปกลับไปยังเมืองปะการังสีรุ้งของตัวเอง จากนั้นจึงออกจากเมืองปะการังสีรุ้งซึ่งในตอนนี้ ได้กลายเป็นเมืองที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่มาเก็บระดับฯ และแสวงหาโชคลาภจากเจ้าบอสหมึกยักษ์กันอย่างล้นหลามไปแล้วและการที่มีผู้เล่นเข้ามาใช้บริการจำนวนมากนี้ มันก็ส่งผลให้เงินในบัญชีของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของสถานที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้เงินที่ว่า จะถูกหักชำระหนี้สินออกไปแบบอัตโนมัติแล้วแต่มันก็ยังพอมีเหลือให้มีนได้เอามาถลุงเล่นอยู่ไม่น้อย ในเวลานี้จำนวนเหรียญทองที่กองอยู่ในบัญชีธนาคารของผู้เล่นมนตรากลับมีจำนวนกว่า3 ล้านเหรียญทองเข้าไปแล้ว
ก่อนที่มีนจะออกจากเมืองหิมะมารีนได้อวยพรให้แก่หญิงสาวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการอวยพรในครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้หญิงสาวต้องตกอยู่ในอาการ“ตะลึง” จนพูดไม่ออกอีกรอบ เนื่องจาก “บัพ” ที่ตนได้ในคราวนี้ กลับเป็นสิ่งที่เรียกว่า“บัพถาวร”
โดย “บัพ”ประเภทนี้ เป็นบัพที่มีการแสดงผลอยู่ตลอดเวลา เมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งบัพที่หญิงสาวได้รับมาเป็นรางวัลพิเศษจากภารกิจของมารีนในครั้งนี้ก็คือ[ความแข็งแกร่งของท้องทะเล] การแสดงผลและเงื่อนไขของบัพอันนี้ก็คือ จะเพิ่มพลังโจมตีและป้องกันให้แก่ผู้เล่นจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์จากค่าพลังพื้นฐานของผู้เล่นในขณะนั้นโดยมีเงื่อนไขคือ ผู้เล่นต้องอยู่ในอาณาเขตที่เรียกว่า “ทะเล หรือมหาสมุทร” หรืออยู่ห่างจากทะเลในรัศมีไม่เกิน1 กิโลเมตร...
ด้วยเหตุนี้ “การล้างบาง”เมืองใต้ทะเลระดับ C-B ในรอบนี้ ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิมเป็นอย่างยิ่ง แต่กระนั้นการที่มีนรู้สึกเช่นนี้มันก็เกิดมาจากสาเหตุหลายปัจจัย ประการแรกก็เป็นเพราะว่า ระดับของตนสูงขึ้นกว่าตอนก่อนหน้านี้หลายสิบระดับประการที่สอง คือตัวมีนในเวลานี้ มีการแสดงผลของ “บัพ” จำนวนหลายชนิดแสดงผลร่วมกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นบัพเพิ่มค่าสถานะจำนวน 3 เท่าจากของรางวัลในส่วนแรก บัพเพิ่มพลังโจมตี/ป้องกันอีก20 เปอร์เซ็นต์จากบัพถาวร และประการสุดท้ายก็เป็นเพราะว่า จอมอาคมสาวผู้นี้ รู้แนวทางการต่อสู้ของสัตว์อสูรและบอสประจำเมืองเหล่านี้ได้หมดแล้วนั่นเอง
แต่กระนั้นผลของบัพในส่วนแรกก็ได้หมดลงก่อนที่หญิงสาวจะเก็บระดับได้ถึง 300 ตามที่คาดการณ์ไว้อยู่ดี นั่นก็เพราะว่ายิ่งระดับความแข็งแกร่งสูงขึ้นก็ยิ่งต้องใช้ค่าประสบการณ์ในการเลื่อนระดับจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ มันยังเป็นผลมาจากความแตกต่างทางระดับความแข็งแกร่งของผู้เล่นกับสัตว์อสูรอีกต่างหากยิ่งผู้เล่นมีระดับสูงกว่าสัตว์อสูรที่ตัวเองสังหารมากเท่าไหร่ ค่าประสบการณ์ที่ได้รับจากสัตว์อสูรตัวนั้นก็จะยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ก่อนที่การแสดงผลของบัพในส่วนแรกจะหมดลงมีนทำได้แค่เพียงเลื่อนระดับของตัวเองให้มาอยู่ที่ 291 เท่านั้น นอกจากนี้การล้างบางสัตว์อสูรในเมืองระดับ C-B โดยไม่มีบัพที่เพิ่มค่าประสบการณ์คูณ 3 มาให้นั้นความเร็วในการเก็บระดับของมีน...ก็แทบไม่ต่างอะไรกับเต่าคลานมากนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จอมอาคมสาวผู้นี้ จำเป็นต้องร่นเวลาการบุกวังเจ้าสมุทรฯเข้ามาให้เร็วขึ้นกว่าเดิมจากที่เคยวางแผนเอาไว้
เพียงแต่ความเร็วในการเก็บระดับที่ตัวมีนคิดว่า“เชื่องช้า” นั้น หากเทียบกับผู้เล่นทั่วไปแล้ว ความไวในการเพิ่มระดับของหญิงสาวสมควรจะเรียกว่า “รวดเร็ว” ในระดับที่ปีศาจยังเรียกพี่เสียด้วยซ้ำ ในโลกเสมือนจริงใบนี้ผู้เล่นที่มีระดับความแข็งแกร่งสูงสุดของเกมฯ ยังอยู่ที่ระดับ 272 ส่วนค่าเฉลี่ยระดับความแข็งแกร่งของผู้เล่นทั้งเกม...ยังอยู่แค่ระดับ130 เพียงเท่านั้น
การที่ผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถสังหาร“สัตว์อสูรทั่วไป” ซึ่งมีระดับสูงกว่าตัวเองเกิน 10 ระดับได้นั้น ในเกมนี้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควรส่วนการจะสังหาร “สัตว์อสูรชั้นราชา” ที่มีระดับสูงกว่าตนเองถึง 10 ระดับเพียงลำพังนั้น...แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เนื่องจากในเกมนี้มีระบบที่เรียกว่า “ความต่างชั้น” ของสัตว์อสูรร่วมอยู่ด้วยดังนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่จึงนิยมรวมตัวกันเป็นกลุ่มออกล่าสัตว์อสูรเป็นปาร์ตี้ฯหรือกองกำลังเสียมากกว่า ส่วนการล่าบอสนั้น...ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผู้เล่นแทบจะต้องยกโขยงกันไปเป็นกองทัพเลยทีเดียวจึงจะสามารถสังหารบอสที่เป็นสัตว์อสูรชั้นราชาได้สักตัวหนึ่ง...
ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ก็ใช่ว่าในเกมนี้ จะไม่มีผู้เล่นแบบ “ฉายเดี่ยว” หรือที่เรียกกันว่า“โซโลเพลเยอร์” โดยผู้เล่นประเภทเน้นลุยเดี่ยวแบบตัวของหญิงสาว...ในโลก “DoW” กลับมีจำนวนไม่น้อย เพียงแต่ผู้เล่นเหล่านั้น เมื่อเจอสัตว์อสูรชั้นราชาที่มีระดับสูงกว่าตัวเองมากๆ ก็มักจะพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับบอสตัวนั้นเพียงลำพัง แต่จะหาวิธีการอื่นมาใช้เพื่อสังหารบอสตัวนั้นแทนยกตัวอย่างเช่น การจ้างทหารรับจ้าง (NPC)หรือจ้างผู้เล่นด้วยกันเอง มาเป็นตัวช่วยในภารกิจล่าบอสที่ตัวเองหมายตาเอาไว้
ดังนั้นการที่สาวมีนเก็บระดับเพียงลำพังด้วยวิธีนี้หากผู้เล่นอื่นได้มาเห็น พวกมันต้องเข้าใจว่าหญิงสาวใช้วิธีการเก็บระดับที่ไม่ปกติ (โกง) อย่างแน่นอน เพราะว่าในโลก “DoW” ณ ตอนนี้ ยังไม่มีอาชีพไหนหรือเผ่าพันธุ์ใด มีความแข็งแกร่งและมีทักษะอันทรงพลังเทียบได้กับเผ่าพันธุ์ที่หญิงสาวครอบครองอยู่ในเวลานี้ได้เลย (แต่ในแพชหน้า...ก็ไม่แน่)
มีนคิดเอาไว้ว่าการบุกวังจ้าวสมุทรในครั้งนี้ ตนจะเก็บระดับและสังหารสัตว์อสูร ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณรอบๆ เมือง โดยหลีกเลี่ยงการปะทะบอสใหญ่ประจำเมืองเอาไว้ก่อน เนื่องจากพวกมันมีระดับสูงถึง350 อีกทั้งมันยังมีถึง 5 ตัวด้วยกัน คงไม่ดีแน่...หากว่าตนต้องเผชิญหน้าพวกมันพร้อมๆ กัน
แต่การสังหารสัตว์อสูรและเก็บระดับในพื้นที่รอบๆ วังจ้าวสมุทร ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรข้อมูลรูปแบบการโจมตีของสัตว์อสูรฯและเงื่อนไขการปรากฏตัวของบอสประจำเมืองทั้ง 5 มีนก็ได้รับรู้มาแล้ว...ผ่านความทรงจำของแอ๊กซอลนั่นเอง
ส่วนวิธีการที่ตนจะใช้ต่อสู้และสังหารบอสประจำเมืองแต่ละตัวนั้นมีนก็พอจะคิดออกและเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ทว่าหากต้องสู้กับพวกมันทั้ง5 ตัวพร้อมกัน...จอมอาคมสาวคนนี้กลับนึกไม่ออกว่า จะมีหนทางใดในการเอาชนะอีกฝ่ายได้
สาเหตุที่หญิงสาวคิดว่าตนไม่มีทางจะเอาชนะอีกฝ่ายในการต่อสู้แบบ 5 ต่อ 1 ได้นั้น ไม่ใช่ว่าตนไม่มีข้อมูลการต่อสู้ของพวกมันหรือไม่เคยเอาชนะพวกมันมาก่อน แต่การต่อสู้ในครั้งนั้น...เป็นการต่อสู้ในขณะที่ตัวเองมีค่าสถานะทางร่างกายที่โกงถึงขีดสุดการเอาชนะพวกมันทั้ง 5 ในคราวเดียว จึงไม่ได้รู้สึกว่า มันลำบากยากเย็นเท่าใดนักแต่การที่จะต้องสู้กับพวกมันทั้งหมด โดยที่ตนมีค่าสถานะเพียงเท่านี้...ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน
มีนพยายามครุ่นคิดหาวิธีการอันเหมาะสมเพื่อนำมาใช้จัดการกับพวกมัน ซึ่งวิธีการที่หญิงสาวคิดว่า “ดีที่สุด” เท่าที่ตัวเองจะคิดออกในตอนนี้ก็คือ “การจ้างกองทัพ” ซึ่งเป็น NPC มาช่วยรับมือเจ้าบอสทั้ง5
ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะทหารรับจ้างของระบบนั้น มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 200เพียงเท่านั้น แถมค่าจ้างยังสูงถึงตัวละ 3,000 เหรียญทองอีกต่างหาก แต่อย่างน้อย...ทหารรับจ้างเหล่านี้ก็คงพอจะช่วยสร้างโอกาส จนทำให้ตนได้มีเวลาเตรียมการอะไรบางอย่าง...
แต่ในขณะที่มีนหยุดยืนอยู่หน้าเขตวังเจ้าสมุทรฯและกำลังนึกหาหนทางจ้างนักรบของกองทัพฯ เพื่อมาช่วยต่อสู้กับบอสทั้ง 5 ตัวอยู่นั้นจู่ ๆ กลับได้ยินเสียงของดราโกเนียสดังลอยออกมาจากคลังสมบัติเคลื่อนที่อย่างไม่นึกไม่ฝันนั่นก็เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งในช่วงก่อนหน้านี้ มีนเคยพยายามชักชวนดราโกเนียสคุยอยู่ตลอดเวลาแต่กลายเป็นว่า ความพยายามของตนกลับไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง
เพียงแต่เวลานี้...
“ก็เข้าไปสิ!! เจ้าจะรออะไรอยู่?”
“อุ๊ย!!” มีนถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงของดราโกเนียส ดังขึ้นแทรกขัดจังหวะการใช้ความคิดของตนเล็กน้อยก่อนจะตอบแบบขอไปที “อะ...เอ่อ...หนูกำลังวางแผนอยู่ค่ะ”
“เฮอะ!!แผน??”
“คนอย่างเจ้ามีแผนการอะไรด้วยรึ?เท่าที่ข้าเห็นเจ้าต่อสู้ ก็เห็นจะมีแต่...ใช้กำลังที่เหนือกว่าบดขยี้ศัตรูมาโดยตลอด”ดราโกเนียสเอ่ยปากแซะหญิงสาวเข้าไป 1 ดอก
“อึก...” มีนถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อโดนดอกนี้เข้าไปเพราะมันก็จริงอย่างที่เจ้ามังกรตัวนี้พูดมานั่นแหละ
จากนั้นมังกรหิมะจึงเปลี่ยนมาเป็นให้คำแนะนำแก่หญิงสาว ด้วยน้ำเสียงราวกับเป็นผู้ทรงภูมิฯ “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าสัตว์อสูร 5 ตัวนั้น มันเก่งขึ้นมากกว่าเดิมแค่ไหน? แต่จากที่ข้าเห็นในความทรงจำของเจ้าข้าเชื่อมั่นว่า ตัวเจ้าในตอนนี้...คงจะเอาชนะพวกมันทั้งหมดได้อย่างสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเจ้าใช้มหาเวทอะไรนั่น...”
“ข้าว่า...ต่อให้พวกมันมีระดับถึง500 ก็ไม่มีทางรอดไปจากมหาเวทบทนั้นของเจ้าได้แน่นอน”
“จริงหรือคะ?” ที่มีนถามก็เพราะไม่มั่นใจว่าพลังทำลายของกลไกมหาเวทวงนั้น จะสามารถสังหารเจ้าบอสทั้ง 5 ได้พร้อม ๆ กัน
“ฮึ่ม!!” ดราโกเนียสคำรามในลำคออย่างขุ่นข้องก่อนจะบอกเฉลยแก่หญิงสาวเกี่ยวกับอานุภาพของกลไกบทมหาเวทที่ตัวมันเคยเห็นในถ้ำหิมะ“ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดว่า ข้า...เป็นพวกที่ไม่เคยมีโชคมาก่อน แต่เมื่อมาลองย้อนคิดดูแล้วข้ากลับรู้สึกว่า วันนั้น...คงเป็นวันที่ข้าโชคดีมากวันหนึ่ง ที่ตัดสินใจยอมแพ้เจ้าเสียก่อนเพราะหากข้าตกหลุมพรางและเข้าไปอยู่ในวงเวทวงนั้นแล้วล่ะก็...ต่อให้มีอีก 10 ชีวิตก็คงจะไม่พอ”
แม้จะดูไม่ค่อยเหมือนคำชมมากนักแต่หญิงสาวกลับรู้สึกปลาบปลื้มไม่น้อยที่ได้รู้ว่าวงเวทบทนั้นของตนได้รับคำชมเชยจากมังกรชั้นสูงอย่างดราโกเนียส ก่อนจะหวนนึกถึงปัญหาสำคัญของวงเวทฯขึ้นมาได้ประการหนึ่ง “แต่หนู...ใช้เวลาสร้างนานมากเลยนะคะ กลไกมหาเวทวงนั้น”
“นั่นมันปัญหาของเจ้า”ดราโกเนียสตอบแบบยียวน
“อึก...”มีนหมดคำจะกล่าว
“แต่ข้ามีวิธี...”ดราโกเนียสกล่าวกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอันสุขุม ราวกับตัวมันคือแสงสว่างในค่ำคืนอันมืดมิดของอีกฝ่าย
“วิธีใดกันหรือเจ้าคะ?”มีนถามอย่างมีความหวัง ด้วยแววตาที่เป็นประกาย
“แต่เจ้าสัญญากับข้าก่อนว่าหากข้าบอกวิธีเจ้าแล้ว เจ้าจะให้ข้าได้สัมผัสกับรสชาติของเจ้าอะไรเชี่ยว ๆ นั่น...ในทุกครั้งที่เจ้าเข้าเมือง”ดราโกเนียสยื่นข้อเสนอออกมาอย่างรวดเร็ว
“สเปเชียลดริ้งลาวา หรือเจ้าคะ?”
“เออนั่นแหละ”
“ได้เจ้าค่ะหนูสัญญา...”
“ดีมาก!!” ดราโกเนียสกล่าวยืนยันอีกครั้งอย่างหนักแน่นก่อนจะบอกวิธีการออกมาอย่างช้า ๆ “วิธีการ...ง่ายนิดเดียว เพียงแค่เจ้าสลักกลไกมหาเวทบทนั้นลงบนอะไรสักอย่างทิ้งเอาไว้ก่อน เมื่อต้องการใช้งานฯ เจ้าก็เพียงนำมันออกมาจากมิติคลังสมบัติ...แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง”
“.....”มีนหมดคำที่จะพูดอีกแล้ว หญิงสาวเงียบอึ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนระโหยโรยแรงเพราะคำแนะนำของดราโกเนียสเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินความสามารถของตนเวลานี้แม้การสลักบทมหาเวทลงไปในวัตถุจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะหาวัตถุขนาดใหญ่ ซึ่งเพียงพอที่จะสลักกลไกเวทลงไปอีกทั้งยังต้องบังคับควบคุมวัตถุชิ้นนั้นให้ไปอยู่ในพื้นที่การแสดงผลที่กำหนดฯมันแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้สำหรับมีนในตอนนี้ “ของแบบนั้นฯ หนูจะทำได้ยังไงกันคะ?”
“อ้าว!!เจ้าเป็นนักเวท...เจ้าก็ต้องทำได้สิ”ดราโกเนียสโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงชวนหมั่นไส้
“เอิ่มหนูไม่รู้จริง ๆ ค่ะ ว่าต้องทำอย่างไร” มีนสารภาพออกไปตามตรง
“เจ้าคิดว่า? เหตุใดด้ามหอกทะเลดาวถึงได้กลายเป็นเสาค้ำปราสาทไปได้ล่ะ?”ดราโกเนียสย้อนถาม ก่อนจะตั้งคำถามชวนให้นักเวทสาวได้คิด “เจ้าคิดว่า ขนาดของมัน...ใช่เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ต้นหรือ?”
“เอ่อ....หนูขอหาข้อมูลก่อนนะเจ้าคะ”หลังจากได้ยินคำถามของอีกฝ่ายมีนก็พอจะนึกอะไรได้บางอย่าง ก่อนจะหยิบเอาตำราเวทมนตร์ของอเล็กซ์ขึ้นมาตรวจสอบในบทที่ว่าด้วย “เวทมนตร์สายมิติ”
หลังจากที่มีนพลิกหน้าพลิกหลังไปหลายตลบแล้วกลับ “ไม่พบ” ว่ามีบทร่ายเวทฯ ที่มีรูปแบบการใช้งานในประเภทที่ว่านี้อยู่ในตำราเลย
“ไม่เห็นจะมีในตำราของอาจารย์เลยเจ้าค่ะ”
“มันก็แน่ล่ะบทเวทนี้...เป็นบทเวทระดับพิเศษ ไม่แปลกหรอกที่อาจารย์ของเจ้าจะไม่เคยเห็น หรือว่าบางทีมันอาจจะเคยเห็นแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะว่าบทเวทบทนี้ จำเป็นต้องใช้อักขระพิเศษร่วมด้วยซึ่งอักขระที่ว่านั่น...เจ้าก็ได้รับมันมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
“คุณดราโกเนียสหมายความว่าอักขระที่หนูได้มาตอนสำรวจสุสานฯ คืออักขระที่อยู่ในบทร่ายของเวทบทนี้หรือเจ้าคะ?”มีนถามอีกฝ่ายอย่างมีความหวัง
“ก็อาจจะนะข้าก็ไม่รู้หรอก เรื่องเวทมนตร์สายมิติไม่ใช่ทางถนัดของข้ามันอาจจะเป็นอักขระชุดนี้ หรืออาจจะเป็นอักขระพิเศษชุดอื่น...ข้าก็ไม่อาจรู้ได้”ดราโกเนียสกล่าวตอบด้วยเสียงเรียบ
“อ้าว ซะงั้นฯ” มีนสบถออกมาอย่างสับสนก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “แล้วแบบนี้...มันก็เหมือนไม่มีวิธีอยู่ดีนั่นแหละ...”
แม้จะเป็นเสียงอันบางเบาในระดับยุงบินแต่เมื่อดราโกเนียสเป็นสัตว์อสูรอัญเชิญฯ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ผูกติดอยู่กับตัวของหญิงสาวคำบ่นพึมพำดังกล่าวของมีน จึงไม่สามารถรอดพ้นไปจากการรับรู้ของดราโกเนียสไปได้ก่อนที่มันจะส่งเสียงตวาดออกมาและกล่าวอย่างโอ้อวดกับหญิงสาวว่า “ใครบอก!! สำหรับผู้อื่นข้าไม่รู้แต่สำหรับมังกรหิมะอย่างข้า แค่นี้...มันเรื่องจิ๊บจ้อย”
จบคำของดราโกเนียส...น้ำทะเลที่อยู่เบื้องหน้าของหญิงสาวก็จับตัวกันแน่นจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งกลมขนาดใหญ่ ดูจากขนาดของมันแล้ว น่าจะมีพื้นที่เพียงพอให้จอมอาคมสาวอย่างมีนได้ลงอักขระสลักกลไกวงเวทระดับมหาเวทฯซึ่งเคยสร้างเอาไว้ในถ้ำหิมะ...ได้อย่างเหลือเฟือ
............