วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 46 งานแรกสุดหินของฝ่ายรับใช้กลางป่าเขา

            ย้อนกลับไปในตอนที่คณะเดินทางกำลังจะเดินจากไป ยามนั้นมิได้มีเพียง เทียนเจิง กับวู่เทียนหลางที่กำลังสนทนากัน หากแต่ยังคนผู้หนึ่งแอบเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ และพอทุกคนหายไปหมด แล้วมันจึงปรากฏกายออกมา ก่อนที่พลันวิ่งไปรายงานให้ใครบางคนรับทราบ

            

            “พวกมันกันหมดแล้วใช่หรือไม่”

            

            “ขอรับคุณชายพวกมันไปกันหมดแล้ว”

            

            “แล้วเรื่องที่ข้าให้เจ้าไปทำล่ะว่ายังไง”

            

            “เรื่องนั้นคุณชายไม่ต้องห่วงข้ากำชับคนพวกนั้นเป็นอย่างดี ว่าหากสบโอกาสให้ลงมือได้เลย หากทำสำเร็จก็เพียงบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่หากทำพลาดก็ให้นำเรื่องนี้มาเล่นงานมันต่อเมื่อกลับมาจากเดินทาง ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย เจ้านั้นก็ไม่รอดแน่งานนี้”

            

            “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมแผนชั่วของเจ้าในครั้งนี้นับว่าทำให้ข้าพึงพอใจยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            

            คนลึกลับสองคนสนทนากันในเงามืดอย่างลับ ๆ ล่อ และมันมีแผนชั่วร้ายบางอย่างที่จะเล่นงานหนึ่งในผู้ที่กำลังเดินทางไปหุบเขามังกรวายุมรกต ทว่า...คนผู้นั้นจะเป็นผู้ใดกันแน่...

            

            หุบเขามังกรวายุมรกตนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมังกรรุ่งโรจน์ ระยะทางไกลมิใช่น้อย แถมยังไม่สามารถเดินทางด้วยม้า หรือรถม้าได้อีก เพราะระหว่างทาง ต้องผ่านป่าซึ่งมีพวกสัตว์อสูรกินเนื้อดุร้ายอาศัยอยู่ หากมีม้ามาด้วยพวกมันจะได้กลิ่น และพากันปรากฏตัวออกมาโจมตีคณะเดินทางเพื่อจะจับม้ากินเป็นอาหารไม่หยุด แม้พวกเขาอาจจะเอาชนะพวกมันได้แต่นั่นก็ทำให้การเดินทางล่าช้า และติดขัดเป็นอย่างมาก หากเทียบกับการเดินเท้าก็ดูจะปลอดภัยกว่าหลายส่วนนัก

            

            ในการเดินทางช่วงแรก ๆ ทุกอย่างราบรื่นดี ฮุ่ยเฟินคุยจ้อไม่หยุดคงเพราะนางไม่ค่อยได้ออกมานอกสำนักบ่อยกระมัง ขณะที่คนอื่น ๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดิน พร้อมกับระแวดระวังรอบกายไปด้วย ถึงแม้นยามนี้จะยังไม่ค่อยน่าเป็นกังวลสักเท่าไหร่ ทว่า...เมื่อเข้าเขตป่าแดนเหนือ แล้วนี่สิถึงจะประมาทมิได้ เพราะในป่าเต็มไปด้วยอันตรายนานา นับประการไม่ว่าจะเป็นพืชมีพิษ พืชกินคน หรือสัตว์อสูรฟ้าดินดุร้ายชนิดที่ไม่สามารถพบเจอจากป่าไหนได้อีก หากประมาทชะล่าใจเพียงเสี้ยวนาทีก็อาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ ณ ป่า แห่งนี้ตลอดกาล...

            

            เหล่าคนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าเดินทางมาถึงชายป่าแดนเหนือก็บ่ายมากแล้ว ซึ่งพอเดินต่อได้อีกไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตะวันบนฟ้าก็ใกล้จะตกดิน พวกเขาจึงตัดสินใจหยุดพักกัน เพราะหากแค่นฝืนเดินต่อในตอนกลางคืนจะเป็นอันตรายอย่างมาก

            

            “เดินมาเกือบทั้งวันเหนื่อยยิ่งนัก งั้นคืนนี้พวกเราพักแถวนี้ก็แล้วกัน” ฟางเฟิงหลินเอ่ยขึ้นขณะที่นางยืดเหยียดแขนขึ้นเหนือหัวเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งทุกคนต่างก็เห็นด้วย ก่อนที่ห่าวหรานจะเอ่ยว่า เดี๋ยวมันจะเป็นผู้ไปหาฝืนกับล่าสัตว์มาทำอาหาร ทีแรกหนิงอวี้จะขอไปด้วย แต่ห่าวหรานบอกให้นางพัก เพราะนี่คือหน้าที่ของมัน

            

            “เจ้านี่นะ ทำอย่างกับพวกเราไม่เคยเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยกันมาก่อน แต่เอาเถิดในเมื่อเจ้าอยากทำเช่นนั้นก็ตามใจ” หนิงอวี้กอดอกขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่พอใจสักเท่าไหร่ แต่นางสุดท้ายนางก็ยอมตัดใจปล่อยให้ห่าวหรานทำหน้าที่ของมัน ทว่า...ในขณะที่

            

            ห่าวหานหมุนกาย หันหลัง และกำลังจะก้าวเท้าเดินจากไปเสียงของเจ้าอิงฉานอินก็ได้เอ่ยดังขึ้น

            

            “ผู้ดูแลฝ่ายอักษรฟางเฟิงหลิน ข้าได้ยินมาว่าป่าแถวนี้ เป็นถิ่นของหมูป่ายักษ์เขี้ยวอัสนีใช่หรือไม่”

            

            “ถูกต้องแล้ว เจ้าถามทำไมหรือ”

            

            “ไม่มีอันใดหรอก พอดีข้าทราบมาว่าเนื้อของมันนั้นเลิศรสยิ่งนัก หากได้ลิ้มลองสักครั้งคงจะดีไม่น้อย”

            

            “เรื่องรสชาติของมันนั้นจะดีหรือไม่ข้าไม่รู้ ข้ารู้เพียงแค่ว่า หมูป่ายักษ์เขี้ยวอัสนีนั้นเป็นสัตว์อสูรฟ้าดินชั้นปฐพีระดับสูงที่มีความดุร้าย และอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เขี้ยวสายฟ้าของมันสามารถปล่อยสายฟ้าสังหารเป้าหมายได้ในพริบตา โชคดีนักที่มันมักจะชอบอยู่ในถ้ำเป็นส่วนใหญ่ ไม่งั้นเราอาจจะต้องปะทะกับมันก็เป็นได้ เรื่องจะกินเนื้อพวกมันเจ้าลืมไปได้เลย....”

            

            ฟางหน็อยหลินกล่าวขึ้นด้วยสีหน้า และแววตาที่จริงจัง อิงฉานอินได้ฟังก็เอ่ยเสียงโอ้ ก่อนเลิกคิ้วขึ้น พร้อมด้วยใบหน้าที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จากนั้นศิษย์ฝ่ายต่อสู้ปีสองอีกคนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ มันก็ได้เอ่ยเสริมว่า

            

            “จะว่าไปศิษย์พี่เป็นนักสู้ธาตุสายฟ้านี่นะ หากได้กินเนื้อของสัตว์อสูรธาตุเดียวกัน ก็ยิ่งเพิ่มพูนจิตปราณ และสามารถทะลวงจุดชีพจรเพื่อก้าวสู่ขั้นการฝึกฝนระดับต่อไปได้”

            

            “ศิษย์น้องเฮยอี้กล่าวได้ถูกต้อง ดีล่ะงั้นข้าตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะต้องกินเนื้อของเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนีให้จงได้” อิงฉานอินพลันลุกขึ้นพร้อมแววตามุ่งมั่น ก่อนจะประกาศเสียงดังให้ทุกคนรับทราบ และพอฟางเฟิงหลินได้ยินนางก็ตื่นตกใจเป็นอย่าง

            

            “เจ้าจะบ้าไปแล้วหรือฉานอิน การทำเช่นนั้นต่อให้เป็นนักสู้ชั้นนภาระดับกลางบางคน ไม่สิแม้นจะเป็นระดับสูงก็ใช่ว่าจะเอาชนะเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนีได้ เพราะมันนั้นมีความพิเศษกว่าสัตว์อสูรฟ้าดินตัวอื่น ไม่ใช่แค่มีจิตปราณ กับขั้นการฝึกฝนที่สูงก็เอาชนะได้ อย่าทำอะไรเสี่ยง ๆ เช่นนั้นเลย ถือซะว่าเห็นแก่งานใหญ่ กับท่านเจ้าสำนัก”

            

            “โอ้ ดูท่านจะเข้าใจผิดไปใหญ่เสียแล้ว ข้ายังมิได้บอกสักคำ ว่าจะเอาตัวไปเสี่ยงเพื่อล่ามัน”

            

            “ว่าอย่างไรนะ เจ้าไม่ไปล่ามันหรือ เช่นนั้น....” ฟางเฟิงหลินขมวดมุ่นคิ้วด้วยความงุนงงกับคำพูดของอิงฉานอินอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สองตาของนางจะพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง จากนั้นจึงหันไปทาง ห่าวหรานซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ

            

            “อย่ามาล้อข้าเล่นแบบนี้ข้าไม่ขันด้วย แข็งแกร่งขนาดเจ้า ข้ายังหวั่นวิตกเลย แล้วนี่จะให้ห่าวหรานไป มันไม่เท่ากับส่งเขาเข้าเดินปากเสือ เข้าปากจระเข้หรือไร ข้าไม่ยอม” ฟางเฟิงหลินเอ่ย เสียงแข็ง ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่อิงฉานอินด้วยความโมโหจัด

            

            “เช่นนั้นหรือ งั้นก็แย่หน่อยนะ เพราะยามนี้ข้าดูสึกปวดขาขึ้นมายังไงก็ไม่รู้สงสัยก่อนมาคงฝึกวรยุทธ์หนักไปหน่อย แบบนี้อาจจะต้องพักอยู่ในป่านี้สัก...สามสี่วันถึงจะเดินทางต่อได้ พวกเจ้าก็รู้สึกเช่นกันใช่หรือไม่”

            

            อิงฉานอินแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนจะเอ่ยถามศิษย์น้องฝ่ายต่อสู้ของมัน ซึ่งหลายคนที่เห็นดีเห็นงามกับมัน ทว่า คนอื่น ๆ ที่เห็นต่าง ก็กลับปฏิเสธขัดคอมิได้ เพราะเป็นศิษย์รุ่นน้อง

            

            “ท่านเห็นหรือไม่ ว่าทุกคนแห่งก็ปวดแข็งปวดขากันหมด เอาเถอะ ๆ รีบ ๆ ให้เจ้านั้นไปล่าสัตว์ เก็บผลไม้ทั่วไปมาก็ได้ พวกข้าเริ่มหิวกันแล้ว” อิงฉานอินกล่าวด้วยท่าทางสบาย ๆ ก่อนที่มันจะหลับตา และเอนกายพิงต้นไม้ ซึ่งฟางเฟิงหลินเองก็มองออกว่าทุกอย่างที่มันทำคือ บีบบังคับนางทางอ้อม เพราะหากเดินทางล่าช้าไปอีกสามสี่วันจริง ๆ อาการป่วยของบุตรชายมหาเศรษฐีหานก็อาจจะกำเริบ จนนำหัวใจมังกรวายุมรกต กลับไปรักษาให้ไม่มันการณ์

            

            “หน็อย...ยยย เจ้า....” ฟางเฟิงหลินหน้าแดงก่ำ กัดฟันกำหมัดแน่น ด้วยความโกรธจัด ทว่า...ในยามนั้นห่าวหรานก็ได้เอ่ยขึ้น

            

            “ท่านพี่ฟางอย่าได้โมโหไปเลย ในเมื่อเขาอยากกินเนื้อของเจ้าหมูป้าเขี้ยวอัสนีตัวนั้น ข้าก็จะเป็นคนไปล่ามาให้”

            

            “เจ้าจะบ้าหรือห่าวหราน ไม่ได้ฟังที่ข้าพูดหรือไรว่าเจ้าหมู....” ห่าวหรานยกมือขึ้นมา ก่อนจะพูดว่า

            

            “เรื่องความอันตรายของมันข้าทราบดี แต่ก็นับเป็นโชคดีที่เมื่อก่อนข้าเคยพบกับผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เขาได้บอกเล่าถึงจุดอ่อนของมันให้ข้าทราบ”

            

            “จุดอ่อนหรือ”

            

            “ใช่แล้วพี่ฟาง หากทราบจุดอ่อน การเอาชนะมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใดเลย”

            

            “โอ้ เจ้ากล่าววาจาได้น่าสนใจยิ่งนัก จุดอ่อนรึ หากเป็นเช่นนั้นวันนี้ข้าคงได้ลิ้มรสเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีสินะ วิเศษ วิเศษจริง ๆ” อิงฉานอินเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าชั่วร้ายน่าเกลียด ก่อนมันจะเดินมาจ้องหน้าห่าวหราน ในแววตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความดูถูกเหยียดหยามเต็มที่ ห่าวหรานที่เห็นแบบนั้นมันกลับไม่ได้รู้สึกอะไร แถมมันยังระบายยิ้มสดใสคืนไป แล้วกล่าวว่า

            

            “ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน ขอท่านพี่โปรดสักครู่ ข้าจะรีบไปรีบกลับ” ห่าวหรานประสานสองมือให้ก่อนจะหมุนกายหันหลัง และเตรียมจะเดินเข้าป่าไป ทว่า...ในยามนั้นหนิงอวี้ ฮุ่ยเฟิน และฟางเฟิงหลินก็ได้พลันเข้ามาหามัน

            

            “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือห่าวหราน ให้ข้าไปเป็นเพื่อนด้วยจะดีกว่า แม้นศิษย์น้องคนอื่นกลัวเกรงศิษย์พี่ แต่ข้าหากลัวเขาไม่ หากข้าดึงดันจะไปช่วยเจ้า ไฉนเลยเขาจะขวางข้าได้” หนิงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            

            “ขอบใจคุณหนูมาก แต่ท่านอยู่รอที่นี่เถิด หากท่านไปช่วยเกรงว่าภายภาคหน้า คุณหนูอาจจะมีปัญหาตามมาได้ ไม่ต้องห่วงข้า ข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน” หนิงอวี้ได้ฟังก็นิ่งงันไปชั่วขณะ ถึงแม้นนางจะพูดว่าตนเองไม่กลัว... แต่ก็จริงอย่างที่ห่าวหรานบอก หากหนิงอวี้กลับไปในฝ่ายต่อสู้ นางอาจจะใช้ชีวิตลำบากขึ้น เพราะความผิดที่ไม่เคารพเชื่อฟังศิษย์ที่มีอาวุโสกว่า

            

            “ชะ เช่นนั้นก็ได้ เจ้าระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน”

            

            “อย่าฝืนนะห่าวหราน หากสู้ไม่ไหว ก็ถอยออกมา งานใหญ่เราสำคัญแต่ชีวิตเจ้าก็สำคัญไม่ต่างกัน ท่านเจ้าสำนักคงรู้สึกเสียใจเป็นแน่หากเจ้าไม่ได้กลับไปพร้อมพวกเรา”

            

            “ข้าทราบแล้วท่านพี่ฟาง”

            

            “ข้าอยากช่วยเจ้านะห่าวหราน แต่เรื่องข้อมูล หรือจุดอ่อนของเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนีข้ามีน้อยมาก ๆ”

            

            “ไม่เป็นไรฮุ่ยเฟิน ข้าบอกแล้วไงว่าข้าทราบวิธีนั้นอยู่แล้ว เจ้าอยู่รอกินเนื้อมันย่างไฟที่นี่เถอะ”

            

            “โอย โอย โอย ร่ำลากันอยู่นั่นแหละ ท้องข้าร้องเสียงดังจนหนวกหูหมดแล้ว หิวว้อยยยย....” อิงฉานอินตะโกนลอย ๆ เสียงดังออกมาจนหญิงสาวทั้งสามหันขวับไปมองด้วยท่าทางไม่พอใจ

            

            “ดูท่าพี่ฉานอินคงจะหิวมาก งั้นข้าขอตัวลาไปก่อนนะ อีกสักพักข้าจะกลับมา ทุกคนดูตัวเองด้วย”

            

            ห่าวหรานเอ่ยขึ้นกับสตรีทั้งสามก่อนที่มันจะหมุนกายหันหลัง และก้าวเท้าหายลับเข้าไปในป่าทึบ...

            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน