ที่ทานข้าวไม่ต้องไปเสียแรงหาเพราะร้านของทอดเสียบไม้นั้นก็ดีงามสุดๆ แล้ว
หลังจากทานข้าวเสร็จเรียบร้อยทั้งสองคนเตรียมที่จะไปเดินเล่นที่ทะเลสาบทางทิศใต้สักรอบหนึ่งย่อยอาหารสักหน่อยแล้วจึงค่อยกลับบ้าน
“ให้ฉันขี่จักรยานพาไปไหม? หรือว่าจะเดินเอา?” เซี่ยเจิงกำลังจูงจักรยาน ทั้งสองคนค่อยๆ เดินออกมาจนถึงปากซอย
“ขี่จักรยานดีกว่า พอถึงตรงทะเลสาบค่อยเดิน”
ทันทีที่ชวีเสี่ยวปอพูดจบ เขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดว่า “ไฮ”ทักทายขึ้นมา
ถนนฝั่งตรงข้ามที่ห่างออกไปไม่ไกล มีรถยนต์สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่หน้าต่างตรงที่นั่งฝั่งคนขับถูกเปิดลงมา คนที่ชะโงกศีรษะออกมามองพวกเขาสองคนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโจวเจ๋อหยวน
“บ้าเอ๊ย” ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็จับแขนเซี่ยเจิงเอาไว้ทันทีเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกังวลอะไร ตอนนี้อยู่บนถนนใหญ่ต่อให้โจวเจ๋อหยวนจะไร้ยางอายแค่ไหนก็คงจะไม่ทำอะไรที่ประเจิดประเจ้ออย่างแน่นอนแต่ชวีเสี่ยวปอก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลขึ้นมา
ทั้งสองคนจ้องมองโจวเจ๋อหยวนโดยไม่ได้มีท่าทีตอบโต้ใดใดกลับไป หลังจากผ่านไปหลายวินาทีโจวเจ๋อหยวนก็ตัดสินใจเปิดประตูลงจากรถและเดินตรงเข้ามา
ชวีเสี่ยวปอเตรียมพร้อมหมัดที่จะต่อยเขาได้ทุกเมื่อไว้เป็นที่เรียบร้อย
“บังเอิญจังเลย” โจวเจ๋อหยวนยังคงมีท่าทางเช่นเดิมรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าตลอดเวลา อีกทั้งท่าทีก็ดูสบายๆ เป็นอย่างมากแต่ยิ่งเขาทำท่าทางเช่นนี้ ชวีเสี่ยวปอก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยงมากขึ้นไปอีก
“ไม่บังเอิญ” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก“ไม่ได้อยากเจอคุณขนาดนั้น”
ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นดินปืนที่ลอยคละคลุ้งอยู่จนฉุนเห็นได้ชัดว่าโจวเจ๋อหยวนเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันครั้งก่อนตอนที่เขาเจอกับชวีเสี่ยวปอถึงแม้ว่าท่าทีของอีกฝ่ายที่มีต่อเขาจะไม่ได้ถือว่าเป็นมิตรเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นนี้อย่างแน่นอนความจริงเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ ตราบใดที่โจวเจ๋อหยวนยังมีมันสมองอยู่คิดดูสักหน่อยตัวเขาก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งได้ในทันที
“อารมณ์ร้อนมากเลยนะ เจ้าเด็กน้อย” โจวเจ๋อหยวนมองลึกเข้าไปในจิตใจของเขาจากนั้นสายตาของเขาก็ค่อยๆ ละจากใบหน้าของชวีเสี่ยวปอเคลื่อนลงมาจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงตำแหน่งหนึ่งในขณะนั้นเองโจวเจ๋อหยวนก็กระตุกยกมุมปากขึ้นมา “นายสองคนนี่ คบกันแล้ว? ”
ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอจึงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่ามีอะไรไรบางอย่างผิดปกติไป
ในขณะนั้นเขาจึงกวาดสายตามองลงมาด้านล่างครั้งหนึ่งและก็พบว่ามือของเขาทั้งคู่ไม่รู้ว่าไปประสานกันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เขาสองคนไม่มีใครรู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าอดทนอดกลั้นของเซี่ยเจิงชวีเสี่ยวจึงรีบก้าวออกไปด้านหน้าทันที
“เกี่ยวอะไรกับนายด้วยฮะ”
“จิ๊” โจวเจ๋อหยวนส่ายหน้าไปมาราวกับว่าเขาได้คาดการณ์ถึงท่าทีตอบโต้ของชวีเสี่ยวปอเอาไว้อยู่แล้วแต่ก็ยังหันไปพูดกับเซี่ยเจิงว่า : “เซี่ยเจิงแฟนหนุ่มน้อยของนายนี่รักนายมากจริงๆ เลยนะ”
“หุบปากไปซะ” ชวีเสี่ยวปอทนไม่ไหวอีกต่อไปในตอนนั้นเองเขาจึงปล่อยมือจากเซี่ยเจิงไปคว้าคอเสื้อของโจวเจ๋อหยวนเอาไว้อย่างแรงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่แต่เดิมรีดเอาไว้จนเนี๊ยบถูกชวีเสี่ยวปอคว้าขึ้นมาถึงแม้ว่าโจวเจ๋อหยวนจะอายุมากกว่าเขาแต่รูปร่างก็เรียกได้ว่าห่างไกลกับชวีเสี่ยวปอมาก เมื่อถูกชวีเสี่ยวปอดึงไปแบบนี้เขาจึงไม่มีแรงที่จะต่อต้านเลยสักนิด
แต่เห็นได้ชัดว่าโจวเจ๋อหยวนเองก็ไม่มีท่าทีจะต่อต้านด้วยเหมือนกันเขาเพียงแค่ปล่อยให้ชวีเสี่ยวปอลากไปตามสบายทั้งยังพูดกับเซี่ยเจิงขึ้นอีกครั้งว่า : “น่าทึ่งสุดๆเลยนะเนี่ยฉันนึกว่าทั้งชีวิตนี้ของนายจะไม่มีวันยอมรับรสนิยมทางเพศของตัวเองแล้วซะอีกคิดไม่ถึงว่าจะยังมีแฟนแล้วด้วย”
“บ้าเอ๊ย บ้านแม่นายสิ !”ชวีเสี่ยวปอต่อยเข้าที่ท้องของโจวเจ๋อหยวนอย่างแรง เนื่องจากความเจ็บเข้าเล่นงานโจวเจ๋อหยวนจึงทำท่าขย้อนออกมาอย่ากลั้นไม่อยู่ ทั้งยังไอออกมาอย่างรุนแรงในตอนที่เขากำลังจะก้มตัวลงไป เสี้ยววินาทีถัดมาก็ถูกชวีเสี่ยวปอดึงขึ้นมาอีกครั้งชกหนักๆ ลงไปบนหน้าสองที “ฉันบอกแล้วไงว่าให้หุบปาก”
หมัดหนึ่งชกเสยจมูกของโจวเจ๋อหยวนเข้าไป จนทำให้เลือดกำเดาไหลทะลักออกมาทันทีชวีเสี่ยวปออยากจะพุ่งเข้าไปอีกแต่ในตอนนั้นเองเซี่ยเจิงกลับเข้ามากอดจากทางด้านหลังเอาไว้แน่น
“ฮ่าๆ ” โจวเจ๋อหยวนมือหนึ่งกุมท้องเอาไว้ ส่วนอีกมือก็แตะที่จมูกสีหน้าดูเจ็บปวดแต่ก็ดูร้ายกาจขึ้นมาด้วย “เซี่ยเจิง นายว่าถ้าแม่ของนายรู้เรื่องนี้เข้า เขาจะคิดยังไงนะ? ”
ไม่อาจหลับลงได้เลย
ชวีเสี่ยวปอนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง แต่แล้วก็เปิดไฟที่หัวเตียงและลุกขึ้นมานั่ง
ในตอนบ่ายโจวเจ๋อหยวนกลับไปพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดแต่ทั้งชวีเสี่ยวปอและเซี่ยเจิงก็ไม่อาจที่จะสงบสติอารมณ์ลงได้ชวีเสี่ยวปอไม่กล้าบอกเซี่ยเจิงว่าในตอนที่เขาได้ยินโจวเจ๋อหยวนพูดขึ้นว่า“ถ้าแม่ของนายรู้เข้า” สันหลังของเขาเองก็เย็นวาบขึ้นมาเช่นกัน
ความรู้สึกเช่นนั้น ราวกับว่าเขาเห็นคนคนหนึ่งกำลังทำเรื่องชั่วอยู่โดยการเอาระเบิดเวลาฝั่งลงไปตรงหน้าของเขา จากนั้นยังยื่นไม้ขีดไฟที่จุดแล้วมาให้พร้อมทั้งเตือนเขาว่า “นายระวังเอาไว้หน่อยนะ”
แต่ชวีเสี่ยวปอรู้ว่า ไม้ขีดไฟอันนี้ไม่ทางเป่าให้ดับได้อย่างแน่นอน
ถ้าหากแม่ของเซี่ยเจิงรู้ขึ้นมา...
แล้วจู่ๆ ชวีเสี่ยวปอก็ปวดศีรษะขึ้นมาทันที เขาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วจึงเปิดหน้าสนทนาระหว่างเขากับเซี่ยเจิงขึ้น
บันทึกการสนทนาหยุดอยู่ถึงแค่ในตอนค่ำของวันนี้ เป็นประโยคง่ายๆ ที่ว่า“ถึงบ้านหรือยัง” “ฝันดี” แล้วก็จบการพูดคุยของวันนี้ไป
ชวีเสี่ยวปอปัดหน้าจอโทรศัพท์ไปสองที เขาและเซี่ยเจิงเข้าใจกันเป็นอย่างดีไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ชวีเสี่ยวปอก็รู้ว่าการทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นนี้กลับจะยิ่งทำให้ไร้ซึ่งอำนาจในการต่อกรยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เพราะเขาสองคนไม่อาจที่จะรับมือกับคำข่มขู่ของโจวเจ๋อหยวนได้เลยแม้แต่น้อย
สำหรับคนพาลอย่างโจวเจ๋อหยวนแล้วกำปั้นและการด่าประจานก็เป็นเพียงคำเตือนที่เบาบางสำหรับเขาแม้แต่จะถือว่าเป็นการลงโทษยังทำไม่ได้เลยทว่าสิ่งที่ทำให้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าคือสีหน้าของเซี่ยเจิงในตอนที่ถูกข่มขู่เมื่อคิดไปถึงว่าตั้งแต่เด็กจนโตเซี่ยเจิงต้องโตมากับความหวาดหวั่นอยู่ตลอดเวลาตอนนี้ชวีเสี่ยวปอจึงไม่อาจที่จะผ่อนคลายลงได้เลย
โลกใบนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ
ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจออกมาแล้วจึงพิมพ์ตัวอักษรสองสามคำในโทรศัพท์ส่งไปให้เซี่ยเจิง
ในที่สุดเวินลี่ก็หาครูสอนพิเศษมาให้ชวีเสี่ยวปอได้แล้ว
เธอเป็นคุณครูผู้หญิงอายุประมาณสามสิบกว่า ตอนพูดก็มักจะพูดเสียงเบาๆอันที่จริงชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าเธอก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคุณครูคนก่อนสักเท่าไหร่เพียงแต่เขารู้สึกรำคาญที่ได้ยินเวินลี่เที่ยวโทรศัพท์ไปทุกที่เพื่อถามคนอื่นว่า“มีครูที่สอนใช้ได้อยู่บ้างไหม”
“ข้อนี้ ทำผิดแล้ว” คุณครูใช้ปากกาเขียนกากบาทลงไปบนสมุดการบ้าน“ข้อนี้ครั้งที่แล้วก็อธิบายไปแล้วนะ”
“จริงเหรอครับ? ” ชวีเสี่ยวปอดันเก้าอี้ไปด้านหลังเสียดสีกับพื้นจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหูขึ้นมาเขาดูขั้นตอนการแก้โจทย์อย่างละเอียดรอบหนึ่งแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะทำเสียงจิ๊ปากขึ้นมา “อ๋อ ผมลืมใส่จุดทศนิยมใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้ว” คุณครูพยักหน้า “มีหลายข้อเลยที่ผิดเพราะความสะเพร่าการเสียคะแนนแบบนี้มันไม่คุ้มเอาซะเลย ครั้งหน้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะเข้าใจไหม? ”
“เข้าใจแล้วครับ” ชวีเสี่ยวปอตอบกลับไป “คุณครู พวกเราพักแป๊บนึงได้ไหมครับ?ผมรู้สึกว่าสมองมันไม่ค่อยแล่นแล้ว”ชวีเสี่ยวปอชี้ไปยังศีรษะของตัวเอง พร้อมทั้งอดไม่ได้ที่จะบิดขี้เกียจขึ้นมา
“ถ้างั้นก็พักห้านาทีค่ะ” คุณครูยิ้มขึ้น “เธอเองก็ลุกขึ้นมาเดินสักหน่อยสิง่วงแล้วใช่หรือเปล่า? ”
“ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่น่ะครับ” ชวีเสี่ยวปอตอบ“ผมไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนะครับ”
เรื่องการเรียนเช่นนี้ จะพูดยังไงดีล่ะ
ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะหลังจากที่ชวีเสี่ยวปอหาเป้าหมายอย่างหนึ่งของตัวเองเจอ
เมื่อวานคุณครูสอนพิเศษบอกกับเวินลี่ว่าแม้ว่าการเรียนของชวีเสี่ยวปอจะตกลงไปมาก แต่เขาก็ค่อนข้างฉลาดอยู่พอสมควรหลายอย่างสอนไปเพียงนิดเดียวก็เข้าใจแล้ว เพียงแต่ปัญหาหนึ่งเดียวของเขาน่าจะเป็นไม่ขยันเรียนมากพอ
ชวีเสี่ยวปอเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ไหนแต่ไรเขาเองไม่ใช่ไม่ขยันเรียนพอ แต่กลับเป็นไม่เคยเรียนเลยต่างหาก
ทว่าคุณครูสอนพิเศษกลับพูดคำพูดเดียวกับโหยวเจียเลย
“ถ้าขยันขึ้นมาตอนนี้ ก็ยังไม่สาย”