บทที่ 41 สัมภาระ
พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก! โพล๊ะ!
หนึ่งไม่ได้หันกลับไปมอง เขาม้วนตัวกลิ้งที่พื้นแล้ววิ่งต่อทันที ภาพสามมิติที่เห็นในหัว เจ้าตัวโดดคนนั้นโดนก้อนหินขนาดเท่าลูกปิงปองสี่ก้อนเข้าเต็มใบหน้า เสียงโพล๊ะที่ได้ยินครั้งสุดท้ายนั่นคือเสียงกะโหลกที่แตกจนก้อนหินทะลวงเข้าไปบดสมองของมัน ร่างร่วงผลอยไถลไปกับพื้นแล้วแน่นิ่งไป
หนึ่งวิ่งพลางยกนิ้วให้ขณะที่ผ่านต้นมะหาดสูงชะลูดต้นหนึ่ง ใบหน้าของเหนือที่อยู่บนนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง ส่งเสียงหัวเราะ ฮี่ ฮี่ ให้เขา
เหนือก็ถูกสั่งให้ถอยร่นเช่นกัน เขากระโจนวูบวาบอยู่บนต้นไม้สูงตามหนึ่งเข้าหมู่บ้านอย่างว่าง่าย
โพล๊ะ! โพล๊ะ! โพล๊ะ!
M16A1 ติดกล้องเล็งและท่อเก็บเสียงกระบอกเดิมของไนซ์เริ่มทำงาน ทำให้ตัว
โดดกลุ่มแรกร่วงไปอีกสามคน
สองคนสุดท้ายที่เหลือในกลุ่มนั้นแยกกันออกซ้ายขวาวิ่งซิกแซกไล่ตามทีมเรียกตีนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตามด้วยกลุ่มตัวคลาน ตัวสั่นและตัวดันซึ่งเป็นทัพใหญ่ที่ใกล้เข้ามา
เด่นที่ถือโล่ปราบจลาจลขนาดใหญ่ พุ่งเข้าปะทะตัวโดดด้านซ้ายจนมันกระเด็นลอยออกไป ในจังหวะนั้นเองเหล่าชาวบ้านที่ใช้อาวุธประเภทหอก และเหล็กแหลมก็พุ่งเสียบมันกลางอากาศ ทั้งหมดนี้เป็นจังหวะต่อเนื่องดุจคนใช้ลมหายใจเดียวกัน
ไข่ซึ่งประจันหน้ากับตัวโดดด้านขวา ฟัดเหวี่ยงกันตูมตามฝุ่นตลบ ผลัดกันพลิกคว่ำหงายไปมา จังหวะที่ไข่อยู่ด้านล่าง อาวุธหลายชิ้นก็พุ่งแทงสวบเข้าร่างของตัวโดดอย่างแม่นยำราวกับนัดหมายกันไว้
โพล๊ะ! โพล๊ะ!
ตัวดันร่างยักษ์ในกลุ่มหลังถูกไนซ์สอยร่วงไปอีกสองตัว เขาเลือกใช้ M16A1 เพราะต้องการประหยัดกระสุนปืน SR-25 ซึ่งมีไม่มากนัก แม้จะมีกระสุนของ M60 สำรองไว้บ้างก็ตาม ไนซ์ชอบใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติมากกว่าแบบโบลท์แอคชั่น เพราะสะดวกในการยิงต่อเนื่องมากกว่า
ทีมเรียกตีนหยุดวิ่งแล้ว ทั้งหมดหันกลับมาเผชิญหน้ากับทัพตัวสั่นพร้อมทุกคนในหมู่บ้าน
“ปล่อยได้แล้ว” นัทดิ้นรนลงมาจากอ้อมแขนของฮ่าวจาง วางสัมภาระที่หอบหิ้วมา ชักมีดโบวี่สองเล่มออกมาเตรียมพร้อม
“นัทอยู่แนวหลัง อย่าให้พวกมันเข้าใกล้แม่ได้เด็ดขาด ถ้าแม่เสียสมาธิหรือหลุดการควบคุม พวกเราจะมีคนบาดเจ็บล้มตายทันที” หนึ่งกล่าวกับนัทโดยใช้สัมผัสร่วมเป็นการสื่อสารกันเพียงสองคน ทั้งที่เขามั่นใจว่าไม่มีใครสามารถหลุดรอดเข้ามาได้ ภาพสามมิติที่ชัดเจนในหัวขนาดนี้ นางพญาย่อมไม่เปิดช่องให้ตัวเองโดนโจมตี
นอกจากต้องการให้ลูกสาวได้พักแล้ว เขาก็ไม่อยากให้คนที่ออดเรียกว่าไอ้หนุ่มเอวอ่อน ถือโอกาสจากสถานการณ์มาอุ้มลูกสาวเขา โดยที่เขาไม่สามารถต่อว่าอะไรมันได้อีก เขารู้สึกว่าไอ้หมอนี่จ้องแก้แค้นเขา ที่ไปจับคู่ให้กับน้องสาวฝาแฝดของมัน ตอนนี้หนึ่งรู้แล้วว่าทำไมเขารู้สึกหงุดหงิดกับฮ่าวจางเป็นพิเศษ
ออดที่ร่อนจมูกดมในอากาศแน่ใจแล้วว่าไม่มีทัพหลังของพวกมันตามมาอีก เขาโดดลงมายืนข้างหนึ่งพร้อมขวานนักดับเพลิงเล่มใหญ่
“เปิดทาง” หนึ่งบอกกับฝน
ทุกคนสลายตัว เปิดทางโล่งกว้างราวถนนเส้นหนึ่ง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสบู่ดำ ที่พวกตัวสั่นมักหลบเลี่ยงด้วยสัญชาตญาณ
ตัวโดดซึ่งก็คือพวกตัวสั่นกลายพันธุ์ขั้นที่สามสายความเร็ว ตายหมดไปทั้งกลุ่มแล้ว แต่ตัวคลานซึ่งเป็นขั้นสองที่ตามมาติดๆ ยังวิ่งตะบึงเข้ามาราวยี่สิบกว่าคน ปิดท้ายด้วยตัวสั่นทั่วไปซึ่งรวมกลุ่มกับขั้นสามสายพละกำลังที่เรียกว่าตัวดันอีกร้อยกว่าคน
ตัวคลานจำนวนยี่สิบสองคน พรวดพราดนำเข้ามา เพราะเห็นเหยื่อตรงหน้า มันปรี่มายังกลุ่มมนุษย์ที่สายตามันรับภาพได้
โจวต้าซานที่ถือโล่ปราบจลาจลยืนเคียงข้างกับเด่น เพียงแต่หากเปรียบเทียบกับเด่นที่เป็นตัววิ่งปะทะอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย โจวต้าซานคือกำแพงที่ไม่รู้จักพังทลาย มือขวาเขากระชับประแจเลื่อนเหล็กหล่อยาว 24 นิ้วไว้แน่น
ออด และนุช และเฉินกวางหมิงที่อยู่แนวหลังของทั้งสอง ก็พร้อมแล้วเช่นกัน
เสียงของสองลอยแว่วมาจากไกลๆ “ไอ้สองสึกแล้ววว!”
“ปิด” หนึ่งบอกกับฝน ทันใดนั้น ตัวคลานยี่สิบกว่าคนก็ตกอยู่ในวงล้อมของคนร่วมร้อย
พวกรอดทั่วไปที่มีอาวุธ หากร่วมมือกันสองคนสามารถเอาชนะตัวคลานหนึ่งคนได้แน่นอน พวกเขาที่มีจำนวนเหนือกว่าหลายเท่าจึงมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ฮ่าวจิงจิง ฮ่าวเหม่ยจิง ไข่ และกานต์ ดิ่งตัววูบลงมาจากยอดไม้อย่างรวดเร็ว ยิ่งพาให้ตัวคลานสูญเสียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เคียวเกี่ยวข้าวในมือของปุ๊กคอยเกี่ยวเอาลมหายใจของพวกมันจากมุมที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ ส่วนเหนือขว้างก้อนหินรัวไม่หยุดลงมาจากยอดไม้อีกด้าน โดยที่คนทั้งหมดประสานกันเป็นเหมือนร่างกายเดียวกัน ไม่โจมตีพลาดโดนฝ่ายเดียวกันแม้แต่น้อย
เพียงพริบตาเดียว ตัวคลานทั้งหมดก็กลายเป็นซากศพ เหลือทัพใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามา ประกอบด้วยตัวสั่นธรรมดาร้อยกว่าคน และตัวดันร่างใหญ่ที่เหลืออีกหกคน เนื่องจากถูกไนซ์ยิงคว่ำไปก่อนหน้านี้แล้วสองคน
มีคนผู้หนึ่งเดินปรากฏตัวออกมาอย่างโดดเด่น ทรงผมที่ตัดสั้นเสมอกันทั้งศีรษะมีสีขาวแซมสลับดำ ร่างท้วมผิวเข้มท่อนบนเปล่าเปลือย บัดนี้ไม่มีจีวรคร่ำคร่าห่มคลุมอีกแล้ว เขานุ่งกางเกงขาสามส่วนตัวโปรด ใส่ถุงเท้าดำและรองเท้าแตะเดินแบกมีดดายหญ้าด้ามยาว ทอดน่องเข้าหากองทัพตัวสั่นที่วิ่งสวนเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย
สองเดินสวนกับพวกมัน พร้อมกับเหวี่ยงมีดดายหญ้า ซ้ายทีขวาที ด้ามมีดที่ยาวเหมือนง้าว ทำให้เลือดของพวกมันไม่กระเด็นเปื้อนเขา ความสามารถปล่อยสารระเหยของพืชช่วยให้เขาเป็นเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งในสายตาพวกตัวสั่น มันจึงวิ่งหลีกสวนกับเขาไป สองจึงดูโดดเด่นในสายตาของทุกคน ครู่เดียวก็สังหารพวกตัวสั่นไปได้ร่วมสิบตัวด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนเดินเล่นในสวนของตัวเอง
สองเดินดุ่มเข้าไปเผชิญกับตัวดันคนหน้าสุด มันก็เห็นสองเป็นเพียงต้นไม้จริงๆ มันจึงใช้หลังมือฟาดสองปลิวออกด้วยความหงุดหงิด โดยไม่สนใจอะไรมากกว่านั้น
สองกระเด็นไปนอนแผ่หลา ตาเหม่อมองฟ้า แต่ทุกคนก็ไม่ได้เป็นกังวลกับเขามากนักเพราะในเครือข่ายจิตสำนึกร่วม เขายังมีสติดี เพียงแต่มุมมองของเขาเปลี่ยนไปเป็นท้องฟ้าสีเทาหม่นเท่านั้น ส่วนการรับรู้ผ่านการสั่นสะเทือน และเครือข่ายสารระเหยของพืชยังคงส่งเข้ามาอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากตัวสั่นคนหนึ่งที่วิ่งเหยียบหน้าเขาผ่านไปแบบไม่ใยดี ก็ไม่มีใครสนใจอะไรกับเขาอีก
โพล๊ะ!
ตัวดันที่ใช้หลังมือตบสองจนกระเด็น หัวระเบิดแตกตายไปอีกหนึ่งคน ในจังหวะที่มันชะงัก ศูนย์กากบาทจากกล้องเล็งของไนซ์ก็จับมันได้พอดี
“เครือข่ายจิตสำนึกร่วม คงจะยื้อไว้ได้อีกไม่นาน แกนนำรับมือกับตัวดัน พวกรอดจับคู่กับตัวสั่นหนึ่งต่อหนึ่ง คนที่เกินช่วยกันรุม จบศึกให้เร็วที่สุด สองลุกขึ้นมา!” หนึ่งบอกฝนเร็วปรื๋อซึ่งเธอก็สั่งงานผ่านฟีโรโมนนางพญาผึ้งอย่างรวดเร็วเช่นกัน ประโยคสุดท้ายเขาเรียกน้องชายโดยตรง
โพล๊ะ!
ตัวดันร่างยักษ์อีกคนล้มคว่ำลงไป จากนั้นแนวรบก็ปั่นป่วนวุ่นวายจนไนซ์จับเป้าไม่ถนัดอีกต่อไป
กลุ่มของ หนึ่ง ออด เด่น และนุช ประสานงานกันรุมกินโต๊ะศัตรูเพียงคนเดียว ซึ่งลำพังแค่คนใดคนหนึ่งในกลุ่มนี้ก็มีฝีมือเหนือกว่ามันอยู่แล้ว การรุมครั้งนี้จึงแทบเรียกได้ว่าเป็นการเผด็จศึกในพริบตา
ทางฝั่งของ กานต์ เหนือ สอง และดอก ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน แม้ปกติสองจะมักทำตัวบ้าบอ แต่เมื่อเอาจริงเขาก็จัดการศัตรูได้อย่างง่ายดาย ทว่าคนที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็นดอก พิษงูแมวเซาที่ฉาบอยู่บนคมมีดคารัมบิตกรีดลึกเข้าไปในเนื้อเพียงไม่กี่ครั้ง เลือดในกายของมันก็แข็งตัวจนข้นคลั่ก ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มตึงขาดใจตายไปในที่สุด
ด้าน อ้อน ไข่ ปุ๊ก และฮ่าวจาง ที่ประจำตำแหน่งอยู่ใกล้กัน ก็เข้าล้อมศัตรูอีกตัวไว้อย่างรวดเร็ว คมมีดคารัมบิตอาบพิษงูกะปะของอ้อนตวัดเพียงไม่กี่ครั้ง เนื้อตัวของมันก็เริ่มเปื่อยยุ่ย ยิ่งผสานกับพิษตะขาบจากดาบสั้นคู่ของฮ่าวจางด้วยแล้ว ตัวดันคนนั้นก็แทบไม่มีโอกาสตอบโต้ ไข่และปุ๊กแทบไม่ต้องออกแรงลงมือด้วยซ้ำ
ขณะที่ ฮ่าวจิงจิง ฮ่าวเหม่ยจิง เฉินกวางหมิง และโจวต้าซาน แม้จะจบศึกช้ากว่ากลุ่มอื่น แต่ด้วยความแข็งแกร่งระดับกำแพงเหล็กของโจวต้าซาน ที่พุ่งเข้าปะทะยันเจ้าตัวดันร่างยักษ์เอาไว้ เปิดโอกาสให้คนอื่นรุมกระหน่ำโจมตีใส่จุดตายไม่ยั้ง ในเวลาไม่นานร่างที่หนาทึบของมันก็ล้มฟุบลงจมกองเลือด
การต่อสู้ในภาพรวมแทบไม่ต้องกังวล เมื่อเหล่าพวกรอดมีอาวุธครบมือ การดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับพวกตัวสั่นจึงเป็นไปอย่างเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง สติปัญญา หรือไหวพริบ พวกเขามีเหนือกว่าทุกกระบวนท่า คนที่สังหารคู่ต่อสู้ของตนได้ก่อน ต่างก็รีบแยกย้ายไปสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ความเร็วในการกวาดล้างเพิ่มทวีคูณ จนศึกนี้จบลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเพียงผู้บาดเจ็บเล็กน้อยที่แทบไม่ต้องเสียเวลาพักรักษาตัวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเสียงคำรามของพวกตัวสั่นเงียบหายไป ความเงียบสงัดก็กลับมาเยือนรอบหมู่บ้านอีกครั้ง ทุกคนต่างลดอาวุธลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจที่อัดอั้นอยู่ออกมา บ้างก็นั่งพักเพื่อฟื้นฟูพลัง บ้างก็เดินสำรวจความเรียบร้อยรอบสนามรบ ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มคลายความตึงเครียดลง
“ครั้งนี้ ควบคุมได้นาน และสมบูรณ์กว่าครั้งแรก” ฝนที่หน้าตาค่อนข้างซีดเซียวพูดกับนัทที่เข้ามาประคอง
ซากศพของพวกตัวสั่นทั้งหมด ถูกหนึ่งสั่งให้เอาไปฝังเป็นปุ๋ยสำหรับต้นไม้รอบๆหมู่บ้าน
การฝังกลบพวกตัวสั่นจำนวนมากเกินกว่าร้อยศพไม่ใช่เรื่องง่ายดาย สองใช้รถแบ็กโฮเล็กของเขา ในการขุดหลุมจึงช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก
ลานหน้าบ้านใต้ต้นมะขามใหญ่ของออดมันคับแคบไปเสียแล้ว สำหรับการชุมนุมของสมาชิกหมู่บ้านทั้ง 164 คน พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันบนถนนลาดยางระหว่างหน้าบ้านของออด สอง และไข่
“ไหนๆ มาดูกันหน่อยซิ! ว่าไอ้ของที่ทีมเรียกตีนเสี่ยงตายหอบหิ้วมามันคืออะไร ถึงจะบอกว่าเป็นแผนการตัดกำลังมัน แต่ของที่เอามามันก็ควรคุ้มกับค่าเหนื่อยใช่มั้ยวะ!” ออดหัวเราะฮาๆ ตะโกนถามอย่างอารมณ์ดี
สัมภาระที่ทีมเรียกตีนนำมานั้น ถูกมัดรวมด้วยแผ่นพลาสติกยืดแบบใส จนคล้ายลูกบอลขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตร ซึ่งมันสร้างภาระในการหลบหนีของพวกเขามากทีเดียว
เสียงโห่ฮิ้วเป่าปากเกรียวกราว ตั้งแต่พลาสติกที่หุ้มอยู่ยังถูกแกะออกไม่หมด ทุกคนต่างชอบอกชอบใจกันทั่วหน้า หญิงสาวบางคนหน้าแดง แต่สีหน้าแววตาของความดีใจนั้นแสดงออกมาอย่างเปิดเผย
ของข้างในก็คือ สุราหลายชนิดที่เรียกเสียงเกรียวกราวจากผู้ชาย นอกจากนี้ยังมีหัวเชื้อน้ำหวาน ซึ่งเหล่าผู้หญิงชื่นชอบ แต่ที่สำคัญคือขวดแก้วที่บรรจุเหล้าและน้ำหวานเหล่านั้น กลับไม่มีรอยแตกร้าว แม้จะผ่านการโยนขว้างมาตลอดเส้นทางที่หลบหนี เพราะมันถูกห่อหุ้มด้วย ชุดชั้นในสตรี และห่อผ้าอนามัยจำนวนมากมาย
สำหรับผู้หญิง สิ่งนี้มันคือสุขอนามัยพื้นฐาน เสื้อผ้าที่พวกเธอสวมใส่ ล้วนเก่าคร่ำคร่าเสื่อมสภาพตามเวลา พวกเธอไม่มีของใหม่ๆ มานานมากแล้ว บางคนดีใจจนน้ำตาไหล
นัทรับปากพวกเธอว่า ครั้งต่อไปจะหาเสื้อผ้าใหม่ๆ มาฝากสาวๆ ทุกคนในหมู่บ้าน ความนิยมในหมู่สตรีของเธอพุ่งพรวดพราด ฮ่าวจิงจิง กับฮ่าวเหม่ยจิง เกาะแขนเกาะขาเรียกนัทว่าเจี่ยเจียไม่ขาดปาก
“อะไรนะ ไดนาไมต์แช่ในน้ำมันเครื่อง”
เฉินกวางหมิงมองหน้าไนซ์ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความทึ่งและสงสัย