ตอนที่ 33
หลังจากควบอาชาฝ่าความมืดมิดติดต่อกันนานกว่าหกชั่วโมง เซเวียร์และบลัดดี้ก็ได้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าปราการพฤกษาที่ดูราวกับหลุดออกมาจากขุมนรก
มันคือป่าธอร์นเกทในยามรุ่งสาง…ช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์พยายามจะชำแรกผ่านม่านหมอกหนาทึบเพื่อขับไล่เงารัตติกาล ทว่าแสงสีทองเหล่านั้นกลับถูกมวลมหาพฤกษาปรสิต ที่พันเกี่ยวหนาแน่นดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น
หมู่มวลพฤกษาโบราณที่นี่ไร้ซึ่งร่องรอยของสีเขียวขจีให้พบเห็น มีเพียงเถาวัลย์หนามสีเขียวคล้ำ คล้ายเส้นเลือดอสูรเลื้อยรัดตระหวัด จนกลายเป็นกำแพงยักษ์ หนามแต่ละกิ่งยาวเฟื้อยและแหลมคมดุจเขี้ยวสัตว์ร้าย ที่พร้อมจะทิ่มแทงผู้บุกรุกทุกคนที่ย่างกรายเข้าไป
บรรยากาศโดยรอบเงียบงันและเย็นเยือกจนผิดปกติ มีเพียงกลิ่นสาบสางของยางไม้และซากพืชเน่าเปื่อยที่ลอยมาปะทะจมูก ชวนให้รู้สึกอึดอัดประหนึ่งกำลังถูกผืนป่าจ้องมองด้วยความหิวโหย
เซเวียร์กระตุ้นสีข้างอาชาทมิฬให้ก้าวเดินตรงเข้าไปในอุโมงค์พฤกษาที่มืดสลัวเบื้องหน้าอย่างไม่รีบร้อน เสียงกีบเท้าของเจ้าม้าสีนิลย่ำลงบนซากพืชที่เน่าเปื่อยดังกรอบแกรบสะท้อนก้องไปทั่วความเงียบ
ยิ่งลึกเข้าไป บรรยากาศก็ยิ่งอับชื้นและหนาทึบจนแสงตะวันถูกบดบังหายไปสิ้น เถาวัลย์หนามรอบกายขยับไหวราวกับกำลังบีบรัดพื้นที่ให้แคบลงเรื่อยๆ จนอาชาคู่ใจต้องก้าวฝ่าพงหนามที่ขึ้นรกเรื้อจนเกือบมิดหัวเข่า
นั่นบ่งบอกว่าพวกเขาได้ล่วงล้ำเข้าสู่ใจกลางอาณาเขตของพฤกษาปรสิตอย่างสมบูรณ์แล้ว
เซเวียร์หยุดอาชาลงครู่หนึ่งก่อนจะเหยียดยิ้มอย่างลำพอง นัยน์ตาสีโลหิตกวาดมองพงหนามที่บิดเบี้ยวตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลน ราวกับเขากำลังจ้องมองกองขยะที่ไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
“หึ…ผ่านไปแค่ไม่กี่ทศวรรษ สนามหญ้าหน้าบ้านของข้ามันรกร้างจนดูไม่ได้ถึงขนาดนี้เชียวรึ?”
น้ำเสียงของจอมราชันเต็มไปด้วยความถือดี
“ดูท่าข้าต้องสั่งสอนให้วัชพืชพวกนี้ รู้จักสถานะของตัวเองเสียใหม่แล้วล่ะมั้ง”
“แหวะ!! ไอ้ป่าสีเขียวๆ นี่มันเหม็นชะมัด!!” เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดดังขึ้น
บลัดดี้ทำหน้าบิดเบี้ยวพลางใช้มือปัดป้องกลิ่นเหม็นเขียวของยางไม้ที่ลอยมาปะทะจมูก เธอไม่ได้สนใจความยิ่งใหญ่หรือความน่ากลัวของปราการหนามตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่ปีศาจสาวเบอร์เซิร์กเกอร์ผู้นี้สนใจคือ…
“เซเวียร์!! ข้าหิวแล้ว!! เดินทางมาตั้งหกชั่วโมง ข้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนะ!!”
เธอหันไปโวยวายใส่แวมไพร์หนุ่ม พร้อมกับยกกำปั้นขึ้นขู่
“ในป่าบ้าๆ นี่มันมีร้านอาหารไหม? ข้าไม่อยากกินพืชเหม็นๆ พวกนี้…ข้าอยากกินซาบะย่าง เจ้าได้ยินไหม!! ข้าต้องการปลาซาบะย่างเดี๋ยวนี้!!”
เซเวียร์เลิกคิ้วมองหญิงสาวที่กำลังดิ้นพล่านด้วยความหิวโหย ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างนึกสนุก
“ปลาซาบะย่างงั้นรึ? ท่ามกลางดงหนามที่น่ารังเกียจนี่น่ะนะ?”
เขาหันกลับไปจ้องมอง ลึกเข้าไปในความมืดของป่าธอร์นเกทอีกครั้ง
“หึ…ถ้าเจ้าจัดการถอนรากถอนโคนไอ้พวกวัชพืชโง่ๆ นี่ได้ ข้าจะยอมหาปลามาปิ้งให้เจ้ากินเป็นการปูนบำเหน็จ…แต่ตอนนี้ หุบปากซะ!!”
สิ้นคำสบประมาทของราชันแวมไพร์ ราวกับผืนป่าจะรับรู้ได้ถึงความโอหังนั้น มวลพฤกษาที่เคยนิ่งสงบพลันสั่นระริกอย่างบ้าคลั่ง
เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังอื้ออึงไปทั่วอาณาเขต ก่อนที่เถาวัลย์หนามนับร้อยเส้นจะดีดตัวออกจากลำต้น เลื้อยตระหวัดพุ่งเข้าหาทั้งคู่ด้วยความเร็วปานอสรพิษฉกเหยื่อ
“กรี๊ดดด…!!”
เสียงหวีดร้องแหลมสูงที่ฟังดูคล้ายเสียงไม้หัก ผสมกับเสียงโหยหวนของสตรีดังแทรกผ่านอากาศ มันคือเสียงประกาศศักดาของ ‘นายหญิงไร้หน้า’ ผู้ครอบครองป่าตนใหม่ที่พยายามจะขับไล่ผู้บุกรุกให้จมลงสู่ใต้รากไม้ที่หิวโหย
ทว่าเป้าหมายที่เธอกำลังโจมตี กลับนิ่งไม่ไหวติง
เซเวียร์เพียงแค่กอดอกนิ่งๆ ใบหน้าคมสันยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่ดูแคลนทุกสรรพสิ่ง นัยน์ตาสีโลหิตของเขาวาวโรจน์ขึ้น ในจังหวะเดียวกับที่เถาวัลย์หนามเหล่านั้นพุ่งเข้ามาห่างจากตัวเพียงไม่กี่คืบ
“จงหมอบลง…ต่อหน้าข้าซะ!!”
สิ้นกระแสความที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ‘รังสีธาตุมืด’ สีดำสนิทที่เข้มข้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็ระเบิดออกจากร่างของเซเวียร์ดุจคลื่นยักษ์ที่ถาโถม
เจตจำนงสีดำทมิฬไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อบดขยี้ทางกายภาพ แต่บรรจุไว้ด้วยแรงกดดันวิญญาณที่หนักอึ้งดุจมีขุนเขานับร้อยลูกหล่นทับลงมาในคราวเดียว
เปรี้ยงงง!!
แรงกดดันจากรังสีธาตุมืดแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้อากาศโดยรอบหนักอึ้ง ดุจถูกตะกั่วหลอมละลายเข้าแทนที่ เถาวัลย์หนามที่เคยพุ่งทะยานอย่างดุดันกลับหยุดชะงักงัน ราวกับชนเข้ากับปราการล่องหนที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะข้ามผ่าน
มวลธาตุมืดที่ควบแน่นจนหนักอึ้ง บีบคั้นให้กิ่งก้านเหล่านั้นบิดเบี้ยวเสียดสีกันจนแหลกสลาย พวกมันสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะถูกแรงกดดันไร้รูปกดให้หมอบราบลงกับผืนดิน ประหนึ่งทาสผู้ขลาดเขลาอย่างแสนอัปยศ
เสียงกรีดร้องของนายหญิงไร้หน้าแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาในชั่วพริบตา เมื่อเจตจำนงที่แฝงไว้ในร่างแยกพฤกษาถูกคุกคามด้วยอำนาจจิตวิญญาณที่อยู่คนละระดับ
ร่างไม้เหล่านั้นแหลกละเอียดกลายเป็นเพียงเศษวัสดุที่ถูกบดขยี้ ด้วยน้ำหนักของรังสีอาฆาตที่เข้มข้นจนแทบกลายเป็นตัวตน
ช่องว่างขนาดใหญ่ถูกเปิดออกท่ามกลางป่าที่เคยหนาทึบ บัดนี้มันไม่เหลือสภาพปราการหนามที่น่าเกรงขามอีกต่อไป แต่มันถูกกดจนเรียบเตียน ไม่ต่างจากพรมเช็ดเท้าที่รอให้เจ้าของบ้านก้าวเดินผ่านไปอย่างสง่างาม
“หึ…บอกแล้วไง ว่าที่นี่มันก็แค่ สนามหญ้าหน้าบ้านของข้า”
เซเวียร์ยังคงประทับอยู่บนหลังอาชาทมิฬพลางแค่นยิ้มอย่างโอหัง ในขณะที่บลัดดี้ซึ่งนั่งเปลือยหันแผ่นหลังชนกับเขามาตลอดทางเริ่มขยับตัวอย่างหมดความอดทน
เธอวาดขาเรียวที่ไร้อาภรณ์ปกปิดข้ามบั้นท้ายม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะทิ้งตัวกระโดดลงมายืนบนพื้นดินดังตุบ
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ปีศาจสาวก็รีบใช้มือปัดป่ายฝุ่นผงและเศษยางไม้เหนียวหนึบ ที่กระเด็นมาเกาะตามผิวเนื้อเนียนละเอียด พลางทำหน้ามุ่ยด้วยความรังเกียจ
“หนอย!! ไอ้บ้าเซเวียร์!! อย่ามาทำเป็นเก่งถางป่าจนฝุ่นคลุ้งแบบนี้สิ!!”
บลัดดี้ตะโกนแหวขึ้นมาพลางกระทืบเท้าอย่างขัดใจ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด
“หลบไปซะ!! ข้าทนเห็นไอ้พวกกิ่งไม้สับปะรังเคพวกนี้ชูคออยู่ต่อไม่ไหวแล้ว ข้าจะขยี้ให้แหลกคามือเอง!!”
ปีศาจสาวผมสีพีชไม่ได้มีดีแค่ฝีปากที่เก่งกล้า…มือเรียวเล็กกระชับด้ามค้อนยักษ์ขนาดมหึมาเอาไว้แน่น แววตาวาวโรจน์ด้วยรังสีแห่งความคลุ้มคลั่ง
สัญชาตญาณปีศาจในกายเริ่มทำงาน จมูกเล็กๆ ของเธอขยับฟุดฟิดเพื่อแกะรอยกลิ่นอายเวทมนตร์ที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้กลิ่นเหม็นเขียวฉุนกึก
“เจอตัวแล้ว!! ไอ้หัวโจก!!”
บลัดดี้พุ่งทะยานออกไปดุจกระสุนปืนใหญ่ โจนทะยานข้ามซากไม้ที่ถูกกดทับ ก่อนจะเหวี่ยงค้อนยักษ์เข้าใส่โคนต้นไม้โบราณต้นหนึ่งที่ดูบิดเบี้ยวและมีรากหนาแน่นที่สุด
ตึงงง!!
แรงกระแทกจากค้อนทำให้พื้นดินแยกออก เผยให้เห็นก้อนเนื้อไม้ขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้รากดิน
มันมีลักษณะกึ่งพืชกึ่งเนื้อสดสีชมพูคล้ำ กำลังสั่นระริกและเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจ และนั่นคือแก่นกลางของนายหญิงไร้หน้าที่เป็นต้นตอของพลังทั้งหมดในป่าแห่งนี้
“ตายซะ!! ไอ้ก้อนเนื้อไม้เฮงซวย!! หวะ…ฮะๆๆๆๆๆ หวะ…ฮะๆๆๆๆๆ”
บลัดดี้หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับระดมทุบค้อนลงไปไม่ยั้งมือ เสียง ตึง!! ตึง!! ตึง!! ดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินรอบข้างแตกละเอียด ทุกครั้งที่ค้อนหนักอึ้งกระแทกลงไป แก่นกลางนั้นจะเละเทะจนแทบจะกลายเป็นน้ำปั่นสีเขียวคล้ำ
ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา พลังชีวิตอันเหนียวแน่นของพฤกษาปรสิต กลับทำให้มันงอกเงยและสมานตัวกลับมาเป็นก้อนเนื้อเต้นตุบๆ เหมือนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่มีวันตาย
“อ้าว!! ทำไมไม่ตายล่ะ!!”
บลัดดี้แยกเขี้ยวคำรามอย่างหัวเสีย พลางง้างค้อนขึ้นอีกรอบด้วยความหงุดหงิดที่เดือดพล่านถึงขีดสุด
“ไอ้นี่มันกวนประสาทข้าแล้วนะเซเวียร์!!”
เซเวียร์จ้องมองก้อนเนื้อที่พยายามสมานตัวด้วยสายตาที่เย็นเยียบกว่าเดิม เขาไม่ได้ดูตื่นตระหนกกับพลังการฟื้นฟูของมัน กลับกัน…เขากลับส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาจากลำคอ
“พอได้แล้วบลัดดี้…เจ้าใช้กำลังกับวัชพืชพวกนี้ไปก็เสียแรงเปล่า”
เซเวียร์ก้าวเดินลงจากหลังอาชาคู่ใจอย่างช้าๆ ท่วงท่าของเขาสง่างามทว่าคุกคาม
“ในเมื่อมันอยากจะเติบโตในบ้านของข้านัก ข้าก็จะทำหน้าที่ ‘เจ้าของบ้าน’ ที่ดี…ด้วยการบำรุงรักษามันเสียหน่อย”
“บำรุงเหรอ? เจ้าจะบ้าหรือไงเซเวียร์!! อย่ามากวนประสาทข้านะ!!” บลัดดี้โวยวาย ค้อนยักษ์ในมือสั่นระริก
“หุบปาก แล้วดูไว้…นี่คือวิธีปฏิบัติต่อทาสที่บังอาจทำตัวเสมอเจ้านาย”
เซเวียร์เดินเข้าไปหยุดอยู่เหนือแก่นกลางที่กำลังสั่นระริกของนายหญิงไร้หน้า ดวงเนตรสีเพลิงจ้องลึกลงไปในเนื้อเยื่อที่เต้นตุบๆ นั้น ราวกับจะสื่อสารให้ดวงวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ภายในได้รับรู้ถึงความอัปยศที่กำลังจะมาถึง
จอมราชันผู้หยัดยืนอยู่ในสภาพล่อนจ้อนไม่ได้มีความขัดเขินแม้แต่น้อย เขาปลดปล่อยสายธารแห่งความอัปยศราดรดลงไป…โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองมัน ราวกับเป็นเพียงโถสุขภัณฑ์ที่ไร้ค่าชิ้นหนึ่ง!!
“อ๊ากกก…!!”
เสียงกรีดร้องของนายหญิงไร้หน้าดังก้องไปทั่วทั้งพฤกษาจักรวาล แต่มันไม่ใช่เสียงเจ็บปวดจากการถูกทำลายทางกายภาพ ทว่ามันคือความทุกข์ทรมานจากการถูกชำระล้างด้วย ‘ไอสังหาร’ ที่เข้มข้น ซึ่งปนเปื้อนมากับของเสีย…ปัสสาวะที่มีฤทธิ์กัดกร่อนวิญญาณนั้น ทำให้เนื้อไม้เริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับโดนกรดสาด
“หวะ…ฮะๆๆๆๆๆ ความคิดเลิศมาก…ข้าเอาด้วย!!” บลัดดี้ที่เห็นดังนั้นก็ตาเป็นประกาย…หัวเราะร่าอย่างชอบใจ
เธอไม่ได้มีความกระดากอายในร่างเปลือยเปล่าของตนเลยแม้แต่นิด บลัดดี้ก้าวเดินเข้าไปหยุดหย่งเท้าคร่อมเหนือแก่นกลางเนื้อไม้ที่กำลังดิ้นพล่าน
ปีศาจสาวผมสีพีชปลดปล่อยสายธารปัสสาวะร้อนระอุราดรดลงไปสมทบกับเซเวียร์ น้ำสีใสที่เปี่ยมไปด้วยไอพลังคลุ้มคลั่งของเบอร์เซิร์กเกอร์นั้นรุนแรงและเปี่ยมด้วยฤทธิ์กัดกร่อน จนทำให้เนื้อเยื่อของพฤกษาปรสิตที่ถูกราดรดเริ่มพองตัวและบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ราวกับถูกน้ำกรดเกรดสูงสุดสาดเข้าใส่ซ้ำๆ ในจุดเดียว
นายหญิงไร้หน้าผู้อยู่เหนือผู้บุกรุกมานับทศวรรษ บัดนี้กลับถูกย่ำยีด้วยสิ่งที่ต่ำต้อยที่สุด ความอัปยศพุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนป่าทั้งป่าเริ่มเหี่ยวเฉาลงด้วยความขยะแขยง
“นี่ยังไม่พอ…ในเมื่อเจ้าอยากเป็นวัชพืชหน้าบ้านข้านัก เจ้าก็ควรได้รับ ‘ปุ๋ย’ ชั้นดี”
เซเวียร์ผิวปากเรียกอาชาทมิฬคู่ใจ…ม้าสีนิลร่างยักษ์เดินเข้ามาตามคำสั่ง มันสะบัดหางอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะหันบั้นท้ายเข้าหาแก่นกลางที่ใกล้แหลกสลายนั้น แล้วปลดปล่อยของเสียก้อนมหึมาทับถมลงไปบนหัวใจของนายหญิงไร้หน้าจนจมมิดหายไปในกองอาจม
“โฮกกก...!!”
เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายสั่นพร่าและขาดห้วงไป ราวกับดวงวิญญาณของนางพรายไม้ได้แตกสลายลง เพราะไม่อาจทนรับความอัปยศได้อีกต่อไป
กิ่งก้านหนามที่เคยชูชันกลับอ่อนระทวยและแห้งเหี่ยวลงในพริบตา ปราการพฤกษาที่เคยน่าเกรงขามพังทลายลงกลายเป็นเพียงกองขยะเน่าเหม็นที่ไร้ค่า
“หึ…ทีนี้สนามหญ้าบ้านข้าก็ดูสะอาดตาขึ้นมาหน่อย” เซเวียร์ผู้หยัดยืนอย่างทรนงเอ่ยขึ้นพลางแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ
ดวงเนตรสีชาดกวาดมองกองอาจม ที่ทับถมอยู่บนศูนย์รวมเจตจำนงของผืนป่าธอร์นเกทด้วยความสะใจ
“สะอาดบ้านเจ้าสิ!! เหม็นจะตายชัก!! แถมตัวข้ายังเปื้อนไอ้เศษไม้พวกนี้ไปหมดแล้ว!!”
บลัดดี้บีบจมูกพลางกระทืบเท้าลงบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยาดเยิ้มของความอัปยศ ผิวเนื้อเนียนละเอียดของเธอสั่นระริกด้วยความหงุดหงิด เมื่อเห็นว่าฝุ่นผงและกลิ่นสาบสางของป่าเน่าๆ เริ่มเกาะกินตามร่างกายของเธอ
“ทำตามสัญญาเลยนะเซเวียร์!! ข้าช่วยเจ้า ‘รดน้ำพรวนดิน’ จนตัวเปื้อนขนาดนี้แล้ว เพราะฉะนั้น…ปิ้งปลาซาบะให้ข้าเดี๋ยวนี้!!”
“ใจเย็นหน่อยสิบลัดดี้…ข้าไม่คืนคำแน่”
เขาเว้นจังหวะพลางมองไปข้างหน้า
“เอาไว้ให้ถึง ‘บ้าน’ ของข้าก่อนเถอะ ข้าจะสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมปลาซาบะชั้นดีมาปิ้งให้เจ้ากินจนพุงกางเลย”
“รออีกแล้วเรอะ!! เจ้าราชาเก๊!!” บลัดดี้แหกปากโวยวายทันทีที่ได้ยินคำว่ารอ
เธอถลึงตาประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อจอมราชันแวมไพร์ ที่เพิ่งตวัดขาขึ้นประทับบนหลังอาชาคู่ใจอย่างทระนง
“ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว!! เจ้าเห็นไหมว่าพยาธิในท้องข้ามันกำลังกรีดร้องเรียกหาโปรตีนจากเนื้อปลา!! ถ้าข้าตายไปเพราะความขี้งกของเจ้า ข้าจะตามไปหลอกหลอนเจ้าทุกชาติไปเลย ไอ้เจ้าคนเฮงซวย!!”
“เลิกเห่าหอนเสียที แค่พ้นเขตป่านี่ไป…ก็คือประตูบ้านของข้าแล้ว” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจข่มขวัญอีกครั้ง
เซเวียร์กระตุกบังเหียนให้อาชาทมิฬก้าวเดินฝ่าซากพงหนามที่บัดนี้หมอบราบเรียบเป็นหน้ากลอง นัยน์ตาสีแดงฉานจ้องมองไปยังม่านหมอกที่เริ่มจางลงเบื้องหน้าอย่างเย็นชา
บลัดดี้พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างแรงจนเส้นผมสีพีชกระจาย เธอตวัดสายตาขุ่นขวางใส่แผ่นหลังเปลือยเปล่าของชายหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะแบกค้อนยักษ์ขึ้นบ่าแล้วก้าวเดินตามไปในสภาพล่อนจ้อนไม่ต่างกัน
ฝ่าเท้าของเธอเหยียบลงบนซากเนื้อไม้ที่เน่าเปื่อยอย่างไม่แยแส แม้ปากจะยังบ่นอุบอิบเรื่องปลาซาบะไม่หยุด แต่สัญชาตญาณปีศาจในร่างก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย…ของความตายที่หมักหมมมานับศตวรรษ
มันไม่ใช่กลิ่นเน่าเหม็นเหมือนวัชพืชพวกนี้ แต่เป็นกลิ่นความเย็นเยือกที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก กลิ่นของวิญญาณนับพันที่ถูกกักขังอยู่ภายใต้เงามืดเบื้องหน้า
ตลอดสามวันหลังจากนั้น การเดินทางผ่านทุ่งซากไม้ที่ตายสนิทเป็นไปด้วยความทุลักทุเลและเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าของเบอร์เซิร์กเกอร์สาว
บลัดดี้ยังคงทำหน้าที่เป็นโทรโข่งเคลื่อนที่ เธอโวยวายเรื่องปลาซาบะย่างสลับกับด่าทอความไร้น้ำยาของ ‘ราชาเก๊’ ทุกครั้งที่ท้องส่งเสียงร้องประท้วง
แต่ทุกครั้งที่ความหิวโหยทำให้บลัดดี้คลุ้มคลั่งจนเกินจะรับมือ เซเวียร์ก็มักจะกำราบเธอด้วย ‘ของสมนาคุณ’ อันร้อนระอุ
สายธารสีขาวข้นที่ทะลักทลายออกมาจากกายเขา จะเข้าไปเติมเต็มความว่างเปล่าภายในตัวเธอจนล้นปรี่ ปรนเปรอความกระหายทั้งทางกายและจิตวิญญาณให้กลับมาอิ่มเอมได้อย่างน่าประหลาด
จนในที่สุด…ม่านหมอกหนาทึบที่สิงสถิตอยู่มายาวนานก็เริ่มม้วนตัวถอยร่นไป เมื่อทั้งสองก้าวพ้นจากเขตแดนของป่าเน่าเปื่อยเป็นก้าวสุดท้าย
ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างท้าทายสายตา เผยความยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดจนน่าใจหาย
ที่ปลายขอบฟ้าซึ่งถูกย้อมด้วยสีเลือดของยามเย็น…ปรากฏยอดเขาทมิฬขนาดมหึมาที่สูงเสียดฟ้า จนยอดของมันแทงทะลุม่านเมฆดำทะมึน
ขุนเขาที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงโขดหินตามธรรมชาติ ทว่าความลาดชันที่พุ่งตรงขึ้นสู่ฟากฟ้าสลับกับรอยแยกขรุขระแหลมคม ประหนึ่งกับดักปลิดวิญญาณนั้น บ่งบอกชัดเจนว่าที่นี่คือปราการธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา