เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 40 เกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณกำสรวล

    ภายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญที่สาดส่องลงบนผิวน้ำทะเลจนเป็นประกายสีเงินยวงเมืองไห่กังในยามวิกาลยังคงมีเสียงคลื่นซัดสาดดังแว่วมาเป็นระยะ อวิ่นหนิงเจี่ย วางศิลาผลึกครามลงบนโต๊ะชำระค่าบะหมี่ดวงตาสีม่วงทองหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองทอดออกไปทางทิศตะวันตกที่ซึ่งแนวหาดทรายสีขาวตัดกับความมืดมิดของผืนป่าริมชายฝั่งแม้ใจหนึ่งจะเตือนให้เขามุ่งหน้าสู่นครหลวงเพื่อตามหาสหายแต่แรงดึงดูดลึกลับจากคำบอกเล่าของชาวเมืองเกี่ยวกับชายชราปริศนากลับปลุกเร้าสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีอย่างรุนแรง

    เขาเริ่มออกเดินลัดเลาะไปตามชายหาดที่เงียบสงัดฝีเท้าของเขามั่นคงและเบาหวิวราวกับขนนกทันทีที่ก้าวพ้นเขตเมืองเข้าสู่พื้นที่ชายหาดรกร้างบรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงลมทะเลที่ควรจะพัดโชยกลับหยุดนิ่งสนิทประดุจกาลเวลาถูกแช่แข็ง ยิ่งเขาสืบเท้าเข้าไปใกล้กระท่อมไม้ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ริมโขดหินมากเท่าใดพลังกดดันที่มองไม่เห็นก็เริ่มพุ่งเข้าปะทะร่างเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

    ตึก... ตึก...

    หัวใจของหนิงเจี่ยเต้นระรัวไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยความตื่นเต้นมวลอากาศรอบตัวหนาแน่นขึ้นจนเขารู้สึกเหมือนกำลังเดินฝ่ากำแพงวารีที่หนักอึ้งพลังกดดันนี้มิใช่เพียงพละกำลังกายภาพ แต่มันคือ "เจตจำนงแห่งสุดยอดฝีมือขั้นสูง" ที่แผ่ซ่านออกมาจากจุดศูนย์กลางเบื้องหน้า

    "ระดับพลังฝึกปรือช่างล้ำลึกนัก...นี่มันก้าวข้ามขอบเขตชี่ปอไปไกลโขแล้ว!" เด็กหนุ่มรำพึงพลางโคจรปราณสุญญตาจิตมารขึ้นมาปกป้องร่างกาย แสงสีม่วงทองจางๆวนรอบกายเขาช่วยให้เขาสามารถยืนหยัดสู้กับแรงกดดันนั้นได้

    ในที่สุดหนิงเจี่ยก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากระท่อมหลังเล็กกระท่อมนั้นสร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าคร่ำครึ สีของไม้มอดซีดจนเกือบเป็นสีเทาหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาที่ดูทรุดโทรม มีเศษฟางแห้งพาดทับเพื่อกันรั่วซึมสถาปัตยกรรมเรียบง่ายประดุจกระท่อมชาวประมงทั่วไปแต่กลับตั้งอยู่อย่างมั่นคงบนโขดหินที่ถูกคลื่นซัดสาดอยู่ตลอดเวลามีโต๊ะหินและเครื่องปั้นดินเผาวางเรียงรายอยู่ด้านหน้า

    "ผู้น้อย อวิ่นหนิงเจี่ย...มาขอเข้าพบผู้อาวุโส" หนิงเจี่ยประสานมือกล่าวด้วยเสียงอันดังแต่คำตอบที่เขาได้รับกลับมีเพียงความเงียบและเสียงคลื่น

    ทันใดนั้น!ประตูไม้ของกระท่อมพลันระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆพลังงานสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาประดุจพญามังกรวารีหนิงเจี่ยเบิกตากว้าง ทะยานร่างหลบออกไปทางซ้ายในเสี้ยววินาที

    ตูมมมมมมมมมมมมม!

    พื้นทรายบริเวณที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ถูกพลังนั้นกระแทกจนกลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมาแรงระเบิดส่งมวลน้ำทะเลพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงนับสิบจั้งราวกับภูเขาไฟใต้ทะเลเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นปกคลุมบริเวณนั้นจนมองไม่เห็นสิ่งใด

    ท่ามกลางกลุ่มควันและละอองน้ำร่างของชายชราผู้หนึ่งค่อยๆ เดินออกมาเขาคือชายชราผู้มีใบหน้าซูบตอบแต่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ผมสีเงินยวงปล่อยยาวสลวย แววตาที่จ้องมองมานั้นลึกซึ้งดุจหลุมดำที่กลืนกินแสงสว่างเขาอยู่ในชุดผ้าป่านธรรมดาที่ดูหลุดลุ่ย แต่รอบกายกลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้มิติรอบด้านสั่นสะเทือน

    "ถึงกับฝ่าแรงกดดันของข้าเข้ามาถึงที่นี่ได้อายุน้อยเพียงแค่นี้ เจ้าไปผู้ใดกัน ใครใช้ให้เจ้ามารบกวนความสงบสุขของข้า!"ชายชราแผดเสียงต่ำ พลันวาดมือกลางอากาศ

    ทันใดนั้น รัศมีพลังสีทองเหลืองอร่ามระเบิดออกมาจากร่างของเขาอย่างกะทันหันท้องฟ้าที่เคยเงียบสงบพลันบังเกิดวงแหวนสุริยะจำลองขนาดมหึมาซ้อนอยู่เบื้องหลังชายชราลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ปรากฏเงานโปร่งแสงของกึ่งเทพกึ่งมนุษย์มีปีกนกอินทรีสีทองขนาดขนาดยักษ์แผ่กว้างปกคลุมทั่วท้องฟ้าประดุจจะบดบังแสงจันทร์เขากำหอกคู่ในมือแน่นพลังงานความร้อนประดุจดวงอาทิตย์ตกลงสู่พื้นดินพุ่งเข้าใส่หนิงเจี่ยในทันที!

    หนิงเจี่ยไม่รอช้า ระเบิดพลังฝึกปรือใช้ออกด้วยกระบวนท่า “เก้าหมัดปั่นป่วนฟ้า กระบวนท่าที่ 5:อุกกาบาตกัมปนาท!”

    เห็นเด็กหนุ่มดีดตัวขึ้นสูงพลังปราณสุญญตาบีบอัดลงสู่หมัดขวาจนกลายเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำเขาทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้าประดุจดาวตกที่ลุกโชนเมื่อหมัดกระแทกเข้ากับคลื่นพลังสีทองของชายชราพสุธาโดยรอบพลันแตกสลายกลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมาแรงสั่นสะเทือนทำให้น้ำทะเลม้วนตัวเป็นคลื่นยักษ์ซัดเข้าหาชายฝั่งรัศมีทำลายล้างระเบิดออกเป็นวงกว้างจนแม้แต่มวลอากาศก็ยังลุกเป็นไฟ

    “เหอะ หาที่ตาย!”ชายชราคำรามพร้อมฟาดหอกคู่สร้างตาข่ายแสงสุริยะบีบคั้นมิติ

    หนิงเจี่ยพลิกตัวกลางอากาศสลับเท้าอย่างรวดเร็วต่อเนื่องด้วย “เก้าหมัดปั่นป่วนฟ้า กระบวนท่าที่ 6:ปฐพีตลบพิภพ!”

    เขากระแทกฝ่ามือลงสู่พื้นทรายพลังปราณชอนไชลงสู่แกนโลกเบื้องล่างก่อนจะระเบิดสวนขึ้นมาแผ่นดินหน้ากระท่อมพลิกตลบหงายขึ้นมาเป็นแผ่นศิลาขนาดยักษ์นับสิบชั้นพุ่งเข้าปะทะกับหอกคู่ของชายชราประดุจกำแพงยักษ์ที่ไม่มีวันพังทลายการปะทะกันของพลังทั้งสองสายทำให้เกิดเสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นไปทั่วเมืองไห่กัง

    เมื่อเห็นว่าพลังหมัดเพียงอย่างเดียวมิอาจพิชิตศัตรูระดับสูงผู้นี้ได้หนิงเจี่ยพลันขยับมือไปที่แผ่นหลัง เสียงโลหะเสียดสีดัง “เช้ง!” ยาวนานและทรงอำนาจ ดาบอัสนีเพลิงเผาผลาญ ถูกชักออกมาจากฝักใบดาบสีแดงฉานประดุจโลหิตอสูรลุกโชนด้วยเปลวไฟอเวจีตัดสลับกับประกายอัสนีสีม่วง

    “มหาดาบถักทอรัศมี!”

    หนิงเจี่ยตวัดดาบออกไปเป็นวงโค้งพิสดารทันใดนั้น รัศมีดาบสีแดงไม่ได้พุ่งออกไปเป็นเส้นตรงแต่มันกลับแตกแขนงออกเป็นเส้นด้ายปราณบางเฉียบถักทอเข้าหากันจนกลายเป็นโครงข่ายแสงขนาดมโหฬารที่แฝงไปด้วยความเร็วเท่าแสงลำแสงตัดสลับไปมาในอากาศด้วยองศาที่เกินบรรยาย พุ่งเข้าเชือดเฉือนรัศมีสีทองของชายชราจากทุกทิศทาง

    มิติรอบกระท่อมพังทลายลงในพริบตาท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏรอยแยกสีแดงฉานประดุจสวรรค์พิโรธร่างของชายชราถูกรัศมีดาบถักทอรัดพันจนต้องระเบิดพลังสูงสุดออกมาเพื่อต้านทานการปะทะกันครั้งสุดท้ายทำให้เกิดแสงสว่างจ้าจนบดบังทัศนวิสัยทั้งหมดไปชั่วขณะ

    เมื่อแสงจางลงหนิงเจี่ยยืนสงบนิ่งในท่าเก็บดาบเข้าฝัก ห่างออกไปหลายสิบจั่งร่างของชายชราคืนสู่สภาพมนุษย์ปกติเขายืนหอบหายใจพลางจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความดูแคลนเป็นความเลื่อมใส

    “ฝีมือระดับนี้... กลับอายุน้อยเพียงนี้น่าเลื่อมใส น่าเลื่อมใส

    ท่ามกลางเศษซากการปะทะที่ยังคงมีไอความร้อนระอุจางๆ อวิ่นหนิงเจี่ย ยืนนิ่งงันมองชายชราที่บัดนี้ท่าทีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแววตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อกลับเบิกโพล่งสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่

    “หะ... นี่มัน...ข้ามิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่!” ชายชราก้าวพรวดเข้าหาหนิงเจี่ยท่ามกลางความตกตะลึงของเด็กหนุ่ม “เจ้าหนุ่มข้าขอดูเกราะที่เจ้าใส่อยู่ใต้เสื้อนั่นได้หรือไม่?”

    หนิงเจี่ยใจหายวาบกระถดเท้าถอยหลังครึ่งก้าว ‘ชายชราผู้นี้...ถึงขั้นมองทะลุพลังพรางตัวของเกราะอสูรโลกันตร์เชียวหรือ?’ หลังจากไตร่ตรองชั่วอึดใจ หนิงเจี่ยสัมผัสได้ว่าชายชราตรงหน้าไร้ซึ่งเจตนาร้ายเขาจึงตัดสินใจถอด เกราะอสูรโลกันตร์ ออกจากร่าง ทันทีที่เกราะสีดำสนิทแฝงลายอักขระสีม่วงเข้มถูกยื่นส่งให้ชายชราก็คว้าไปสำรวจด้วยมือที่สั่นเทา ลูบคลำตามรอยหยักของเนื้อโลหะซึ่งบัดนี้ได้ยินเสียงหัวใจอสูรเต้นตุบตับๆประหนึ่งกำลังลูบไล้สมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต

    “สมบัติกายสิทธิ์ระดับวิญญาณเทพอสูร!มิน่าเล่า... พลังรบของเจ้าถึงได้ก้าวกระโดดผิดมนุษย์มนาเช่นนี้เจ้ามาจากโลกฟากโน้น (แดนมวลมาร) อย่างนั้นหรือ?” ชายชราถามโดยไม่ละสายตาจากเกราะ

    “ท่าน...ท่านถึงกับรู้เรื่องโลกฟากโน้นด้วย! ท่านอาวุโส ท่านเป็นใครกันแน่?” หนิงเจี่ยถามกลับด้วยความตะลึง

    ชายชราหัวเราะดังก้องจนคลื่นน้ำสั่นกระเพื่อม“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ แต่เจ้าหนุ่ม...เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกราะชิ้นนี้มันยังมิสมบูรณ์! หากมันได้รับพลังดั้งเดิมของมันมันจะสามารถหลอมรวมเข้ากับอาภรณ์ที่เจ้าสวมใส่กลายเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายและจิตวิญญาณ เมื่อนั้นพลังป้องกันจะสะท้านฟ้าพลังโจมตีจะสะเทือนดิน พัฒนาไปตามระดับการฝึกปรือของเจ้าอย่างไร้ขีดจำกัด!”

    หนิงเจี่ยอุทานอยากตกใจ“มันยังสามารถช่วยโจมตีได้อีกหรือ? ข้าบังเอิญได้มันมาตอนที่หลงเข้าไปยังโลกฟากโน้นมิคิดว่ามันจะล้ำลึกถึงเพียงนี้”

    ชายชราคืนเกราะให้พลางปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเขาชี้มือไปยังเงาหมืดสลัวกลางมหาสมุทรที่ซึ่งเกาะลึกลับตั้งอยู่“เจ้าเคยได้ยินเรื่องเกาะที่ผุดขึ้นกลางน้ำนั่นใช่ไหม? ในคัมภีร์โบราณเรียกมันว่า เกาะปีศาจวิบัติหมื่นวิญญาณกำสรวล มันถูกผนึกไว้ตั้งแต่สงครามเทพมารเมื่อหลายล้านปีก่อนบัดนี้ตราประทับเสื่อมถอยจนมันปรากฏขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณชัดเจนว่ากองกำลังโลกมวลมารกำลังจะเคลื่อนไหวขนานใหญ่!”

    ชายชราเว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีม่วงทองของหนิงเจี่ย“ในคราวเคราะห์ย่อมมีโชค เกาะแห่งนั้นบันทึกเจตจำนงของเทพมารบรรพกาลไว้และยังมีวัตถุธาตุระดับเทวะซ่อนอยู่ หากเจ้าอยากพัฒนาเกราะนี้ให้ถึงขีดสุดเจ้ากล้าไปเสี่ยงโชคที่เกาะนั้นหรือไม่?”

    “วัตถุธาตุที่ท่านว่า... คือสิ่งใด?”หนิงเจี่ยถามด้วยใจที่เริ่มเต้นรัว

    “หินเทวะกาลที่ควบคุมกาลเวลาและมิติ, ลูกแก้ววิญญาณกำจรสะท้อน ที่ใช้รวมจิตเป็นหนึ่ง และ ดอกโลหิตเทพหลอมกายา ที่จะผสานโลหะเข้ากับเนื้อหนังหากเจ้าหามันมาได้ทั้งหมด ข้าจะใช้ทักษะการช่างที่สั่งสมมาทั้งชีวิตสร้างชุดเกราะนี้ให้เจ้าใหม่ด้วยมือข้าเอง... ข้าอยากเห็นนักว่าเมื่อมันสมบูรณ์แล้ว มันจะสั่นสะเทือนไปทั้งสามภพได้เพียงใด! ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน