หลิงคุนเองก็ชะงักมือที่กำลังรินสุรา หันไปมองหน้าพี่ชาย “เป็นอย่างท่านคาดไว้ ดูเหมือนนางจะเจตนาแพ้นะขอรับ”
ซื่อจื่อหนุ่มเม้มปากเล็กน้อย ดวงตาวาวขึ้นด้วยความโกรธแวบหนึ่ง “ดูเหมือนนางจะพยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับจวนอ๋อง โคลงที่นางเขียนแม้จะฟังดูไพเราะแต่ขาดความลุ่มลึก ทำให้ผู้คนไม่รู้สึกซาบซึ้ง ต่างจากตอนที่นางคัดเลือกบุปผาแห่งหรงเฉินพอสมควร ดูเผินๆ เหมือนนางไม่ตั้งใจ แต่ข้าย่อม ไม่เชื่อ”
หลิงคุนรู้สึกว่าพี่ชายของเขาให้ความสนใจกู้เยว่ฉีมาก คนอย่าง หลิงเจาเหว่ยหากไม่สำคัญก็คงไม่ใส่ใจ หลิงคุนคิดว่าตนเองควรจะสืบเรื่องของนางให้ละเอียดอย่างที่มารดาบอก
“สตรีทั่วหรงเฉินต่างอยากอยู่ในสายตาท่าน หากนางทำเช่นนี้มาหลายคราวก็แสดงว่านางอาจจะรู้ข่าวบางอย่างมา”
หลิงเจาเหว่ยร้องหึขึ้นมาคำหนึ่ง “จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่าง ข้าเลือกสกุลกู้ไว้แล้ว ข้าไม่เชื่อว่ากู้เยว่ฉีจะรอดพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้”
พ่อบ้านชิงเชิญหลิงอ๋องขึ้นมามอบรางวัล ทว่าเจ้าของจวนกลับลุกขึ้นมอบหน้าที่นี้ให้กับบุตรชายคนโตแทน ซื่อจื่อหนุ่มลุกขึ้นเพื่อออกไปมอบรางวัลให้กับคุณหนูทั้งสาม อันดับหนึ่งเป็นตงฮุ่ยหมิง อันดับสองคือจงเป่าหนิง และอันดับสามคือลี้อิ่ง
หลิงเจาเหว่ยกวาดตามองสตรีทั้งสามแล้วยิ้มน้อยๆ ตงฮุ่ยหมิงกับลี้อิ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเข้ามาเป็นชายาของเขา แต่เขาให้กู้เยว่ฉีเข้ามาแทรก สกุลตงอาจจะไม่ยอมให้บุตรสาวเป็นรองผู้อื่น สกุลลี้ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเป็นครอบครัวพ่อค้าที่อยากจะมีบุตรเขยเป็นเจ้าเมือง ส่วนจงเป่าหนิงเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางระดับห้าที่เขายังมองไม่เห็นประโยชน์ แต่พินิจไปนางเองก็งดงามพอๆ กับลี้อิ่ง ในเมื่อตงฮุ่ยหมิงอาจจะถอย ได้จงเป่าหนิงมาแทนก็ดีเหมือนกัน
กู้เฉินสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของคนรอบข้างมองมายังพี่สาวของเขาคล้ายกำลังแสดงความประหลาดใจและสงสารที่บุปผาแห่งเมืองหรงเฉินไม่ได้แม้สักรางวัล
“เสี่ยวเฉิน เจ้าอย่าไปสนใจสายตาของพวกเขา หากคืนนี้ข้ากระโดดเข้ากองไฟ ชีวิตภายหน้าก็ไม่ต่างจากการนั่งอยู่บนพรมที่ถักทอด้วยเข็มแหลมคม ยอมเสียหน้าสักหน่อย แลกกับความปลอดภัยถือว่าคุ้มแล้ว”
“ขอรับ ข้ารู้ว่าพี่หญิงคิดอ่านดีแล้ว” กู้เฉินก้มหน้าหลบสายตาผู้คนรินน้ำชาเอาใจพี่สาว
“ในเมื่อเรื่องของข้าพลิกผันแล้ว ยังเหลือเรื่องของเจ้า”
“ขอรับ”
บนปะรำพิธีการมอบรางวัลกล่องสุ่มได้ผ่านไปแล้ว ตงฮุ่ยหมิงเลือกเอากล่องสีทอง จงเป่าหนิงเลือกเอากล่องสีแดง และคนสุดท้ายได้กล่องสีดำไปโดยไม่ได้เลือก แต่พอเปิดกล่องทั้งสามออกมา ลี้อิ่งกลับยิ้มกว้างกว่าผู้ชนะทั้งสอง นางได้ครอบครองปิ่นปักผมพระราชทานจากฮองเฮาที่ยากจะประเมินค่า สีหน้าของตงฮุ่ยหมิงไม่ค่อยดีนักแต่ก็พยายามรักษากิริยาไม่ให้ดูผิดหวังมากจนเกินไป
กู้เยว่ฉีมองดูแล้วก็ถอนหายใจ นั่นเป็นท่าทีของนางในอดีตชาติเช่นกัน หญิงสาวก้มลงมือสร้อยประคำในข้อมือ หวังว่าครั้งนี้ตนเองจะคิดถูก
“พี่หญิง ข้าขอไปห้องน้ำก่อนนะขอรับ”
“ไปเถอะ ระวังตัวด้วย”
หลิงเจาเหว่ยกลับไปนั่งที่โต๊ะ มองไปเห็นกู้เฉินกำลังเดินไปทางห้องน้ำ เขาก็หันไปมองหน้าองครักษ์ฝานที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มลงกระซิบกระซาบ ฝานกั๋วจึงถอยหลังออกไป
ซุนหลันที่อ้างว่าตนเองแพ้แป้งทาหน้าจึงได้ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาได้ยินสิ่งที่หลิงเจาเหว่ยฝากฝานกั๋วมาบอกก็พยักหน้ารับ นางเพิ่งแสดงระบำในงานใหญ่เป็นครั้ง เกรงว่าจะมีผู้จดจำใบหน้าของตนเองได้จึงต้องหาทางปกปิดเอาไว้ ภารกิจของนางไม่อาจจะปล่อยให้มีจุดบกพร่อง ไม่เช่นนั้นนางก็คงจะเอาชีวิตรอดจากเมืองหรงเฉินไม่ได้
“ซื่อจื่อให้เจ้าตามคุณชายกู้ไป ประคองเขาไปเรือนด้านข้าง เดี๋ยวข้าจะพาสาวใช้ไปเป็นพยาน”
“เขาเมาแล้วหรือ”
“เดินออกจากโต๊ะมาได้ก็เซพิงเสาอยู่ทางโน้น ข้าให้คนจับตามองเอาไว้แล้ว เจ้ารีบไปเถอะ”
ใบหน้าของกู้เฉินแดงก่ำ เดินซวนเซอยู่ทางเดินที่จะไปห้องน้ำ ซุนหลันยืนมองอยู่ข้างหลัง คราวที่แล้วหากองครักษ์ของคุณชายกู้ไม่พรวดพราดออกมา นางก็คงจะได้เข้าไปในสกุลกู้แล้ว ครั้งนี้นางต้องทำให้สำเร็จ
มู่จ้านกับมู่ช่างหันไปสบตากันแล้วมองไปยังสองพี่น้องแซ่กู้
“พี่จ้าน ไหนเสี่ยวโจวบอกว่างานนี้นางต้องแสดงความเหนือกว่าสตรีอื่นแน่ จากที่เราประเมินความสามารถของนาง ไม่มีทางแพ้ยกเว้นพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก”
คนพี่แซ่มู่นั่งนิ่ง ก้มหน้าเล็กน้อยลงรินสุรา เอ่ยเสียงแผ่ว “เสี่ยวโจวบอกว่านางเป็นคนฉลาด ล้ำลึก เจ้าแผนการ เกรงว่าการกระทำครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านางเปลี่ยนเป้าหมายแล้ว”
“นางเป็นคนคิดสามครั้งก่อนลงมือทำ นี่คงไม่บังเอิญแล้วล่ะ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น กลับไปพวกเราคงต้องหารือกันใหม่”
“ป่านนี้เสี่ยวโจวก็คงจะแอบมองแล้วอ้าปากค้างอยู่ที่ใดสักแห่งในจวนนี้ หากว่ากู้เยว่ฉีไม่แต่งเข้าจวนอ๋องแล้วเราคงต้องใช้วิธีอื่น”
มู่จ้านขมวดคิ้ว “ข้าไม่คิดว่าซื่อจื่อจะยอมง่ายๆ เขาลงทุนจัดงานเลี้ยงนี้ก็เพื่อนาง หากดักพยัคฆ์ไม่ได้อย่างน้อยได้นกสักตัวก็ยังดี”
“ท่านหมายถึง”
“เจ้าดูนั่น ฝานกั๋วไปทางโน้นแล้ว กู้เฉินก็ลุกจากโต๊ะไปพอดี”
มู่ช่างยิ้มร้าย “ไม่ได้ๆ ข้าต้องไปชมเรื่องสนุกสักหน่อย เจ้าหนุ่มกู้จะกลายเป็นนกอย่างที่ท่านว่าหรือไม่?”
มู่จ้านยกมือขึ้นจับแขนน้องชาย “ไม่ต้อง เจ้านั่งเฝ้าโต๊ะอยู่นี่ ข้าปวดปัสสาวะพอดี ข้าไปเอง”
ขุนพลหนุ่มแห่งท้องทะเลตามองครักษ์คนสนิทของซื่อจื่อไปห่างๆ เขาซุ่มอยู่หลังต้นไม้ พอเห็นฝานกั๋วคุยกับนางระบำดาวเด่นก็ชะงัก มู่จ้านจ้องมองดวงหน้านั้นอย่างตั้งใจ
‘ดวงตาของนางเหมือนกับ....’
ตอนที่นางเต้นรำอยู่ มู่จ้านผู้ไม่ใส่ใจกับสาวงามมัวแต่จับตามองกู้เยว่ฉี เรื่องของสกุลกู้น่าสนใจยิ่งกว่าการมองรูปร่างยั่วยวนของสตรีที่เอาแต่หลอกล่อบุรุษเหล่านั้น เขาจึงมิได้สังเกตว่าสตรีที่ปิดหน้าผู้นี้คล้ายกับหญิงสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้จากกองเพลิง จอมยุทธ์หญิงอย่างนางเหตุใดจึงกลายเป็นนางระบำจากองสังคีต
หมับ!
มือหนึ่งยื่นออกมาคว้าต้นแขนของเขาเอาไว้ มู่จ้านคว้ามือไปจับต้นแขนของคนข้างหลัง
“พี่จ้าน ข้าเองขอรับ” มู่โจวกระซิบ “ข้าเห็นกู้เยว่ฉีแสร้งแพ้ก็เลยร้อนใจ”
“เจ้าลุ้นให้นางได้เป็นซื่อจื่อเฟยยิ่งกว่าพวกเรา คงผิดหวังมากสินะ”
***************
*คิดสามครั้งก่อนลงมือทำ หมายถึง คิดอย่างรอบคอบก่อนลงมือทำ
*นั่งอยู่บนพรมที่ถักทอด้วยเข็มแหลมคม หมายถึงการใช้ชีวิตไม่เป็นสุข
ไรเตอร์แนะนำอีบุ๊กเรื่อง "พลิกชะตาแค้นสามี" เล่ม 1 และเล่ม 2 กดตามลิงก์ไปอุดหนุนได้เลย
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDQ1ODg3MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjMwNjUxNCI7fQ
