หลายสัปดาห์ผ่านไปนับจากคืนที่เฟยหลงหายตัวไป ท่านเ้าสำนักนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักยามดึกเช่นทุกคืน มือลูบผ้าปักลายเมฆของเฟยหลงไปมาอย่างไม่รู้ตัว แต่คืนนี้ความคิดหนึ่งแทงขึ้นมาในหัวของเขาอย่างแหลมคมยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา — เหตุใดตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงไม่มีผู้ใดในสำนักเลยสักคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้สืบสวนเื่การจากไปของเฟยหลงอย่างจริงจัง
เฟยหลงคือศิษย์ที่ทุกคนต่างจับตามอง เป็ความหวังของทั้งสำนักมาตลอดสิบปี เหตุใดเมื่อเขาตายจากไปอย่างมีพิรุธ กลับไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบเรียกร้องความยุติธรรมจากศิษย์คนใดเลยสักคน ราวกับทุกคนถูกสอนให้ลืมเขาไปพร้อมกันในชั่วข้ามคืน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความเงียบนี้ผิดธรรมชาติเกินกว่าจะเป็เื่บังเอิญ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยกำกับทุกความเคลื่อนไหวของสำนักอยู่เื้ัตลอดเวลา
ท่านเ้าสำนักตัดสินใจว่าลำพังการนั่งสงสัยอยู่คนเดียวคงไม่มีทางไปถึงความจริงได้อีกต่อไป เขา้าคนที่ไว้ใจได้มาช่วยแบกภาระนี้ร่วมกัน คนที่จะไม่แพร่งพรายแม้แต่คำเดียวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
—
รุ่งเช้าวันถัดมา ท่านเ้าสำนักส่งสารลับเรียกผู้าุโสองท่านเข้าพบเป็การส่วนตัวในห้องพัก — เหวินซาน ผู้าุโที่สามและชิงหยวน ผู้าุโที่เจ็ด สองคนที่เขาไว้ใจที่สุดในบรรดาผู้าุโทั้งหมดของสำนัก ทั้งคู่รับใช้สำนักเคียงข้างเขามานานหลายสิบปี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยแม้แต่ครั้งเดียว
เหวินซานก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล ส่วนชิงหยวนตามหลังมาด้วยท่าทีสงบนิ่งกว่ามาก ทั้งคู่คุกเข่าคำนับก่อนจะนั่งลงตามคำเชิญของท่านเ้าสำนัก
“ท่านเ้าสำนัก” เหวินซานเอ่ยขึ้นก่อน “มีเื่ใดให้พวกข้ารับใช้หรือ”
ท่านเ้าสำนักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าเรียกเ้าทั้งสองมาเพราะเื่เฟยหลง” เขากล่าวพลางสังเกตปฏิกิริยาของทั้งคู่อย่างละเอียด “หลายสัปดาห์ผ่านไปแล้ว แต่ไม่มีใครในสำนักเอ่ยถึงเื่นี้อีกเลยแม้แต่คำเดียว เ้าทั้งสองไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือ”
ชิงหยวนกับเหวินซานสบตากันชั่วครู่ก่อนที่ชิงหยวนจะเป็คนตอบ “ข้าก็สงสัยอยู่เช่นกัน ท่านเ้าสำนัก แต่ไม่กล้าเอ่ยขึ้นเพราะเกรงว่าจะเป็การก้าวก่ายเื่ส่วนตัวของท่าน”
“เ้าไม่ต้องเกรงใจข้าอีกต่อไป” ท่านเ้าสำนักกล่าว “ข้าไม่เคยเชื่อว่าเฟยหลงจะประมาทตกหน้าผาไปเองสักนิด คืนนั้นาแเก่าของข้ากำเริบรุนแรงผิดปกติจนต้องปิดกั้นััทั้งห้ารักษาตัว ข้าจึงไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์ใดๆ ได้ทัน จนบัดนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าทำไมาแนั้นถึงเลือกกำเริบขึ้นมาพอดีคืนนั้น ข้าอยากให้เ้าทั้งสองช่วยสืบเื่นี้ให้ข้าอย่างลับที่สุด อย่าให้ผู้ใดในสำนักล่วงรู้แม้แต่น้อยว่าเป็คำสั่งของข้า”
เหวินซานก้มศีรษะรับคำทันที “ข้ายินดีรับใช้ ท่านเ้าสำนัก”
ชิงหยวนพยักหน้าตาม แม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่ง แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นบางอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก“ข้าจะเริ่มสืบั้แ่วันนี้เลย ท่านเ้าสำนัก แยกกันสืบคนละทาง จะได้ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติง่ายเกินไป”
—
สามวันต่อมา เหวินซานกับชิงหยวนกลับมารายงานท่านเ้าสำนักพร้อมกันในห้องพักเดิม สีหน้าของทั้งคู่เคร่งเครียดกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านเ้าสำนัก…” เหวินซานเอ่ยขึ้นก่อนด้วยเสียงแ่เบา “ข้าพบว่ามีศิษย์ชั้นผู้น้อยอย่างน้อยสี่คนที่หายไปจากสำนักนับั้แ่คืนวันนั้น ทุกคนถูกบันทึกไว้ว่า ‘ถูกส่งไปฝึกวิชาที่สาขาสำนักในแดนไกล’ แต่เมื่อข้าลองสอบถามผ่านคนรู้จักที่สาขาสำนักเ่าั้ กลับไม่มีใครเคยเห็นหน้าศิษย์เหล่านี้ไปถึงเลยสักคนเดียว”
ท่านเ้าสำนักนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อด้วยเสียงแ่เบา “เ้าแน่ใจหรือว่าบันทึกนั้นเป็เท็จ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดของผู้ดูแลเอกสาร”
“ข้าตรวจสอบซ้ำถึงสองรอบ” เหวินซานตอบพลางก้มศีรษะเล็กน้อย “สาขาสำนักทั้งสามแห่งที่มีชื่อในบันทึกล้วนตอบตรงกันว่าไม่เคยมีศิษย์ชื่อเ่าั้เดินทางไปถึงเลยสักคน ราวกับพวกเขาหายวับไปกับอากาศั้แ่ก้าวออกจากประตูสำนักของเรา”
ชิงหยวนเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าลองไล่ดู่เวลาที่บันทึกถูกจัดทำ พบว่าทุกฉบับถูกเขียนขึ้นภายในสามวันหลังเกิดเหตุ ด้วยลายมือเดียวกันทั้งหมด แต่กลับอ้างว่าเป็คำสั่งจากผู้าุโคนละท่านกัน นั่นหมายความว่ามีใครสักคนปลอมบันทึกเหล่านี้ขึ้นมาอย่างเป็ระบบ ไม่ใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญแน่นอน”
ท่านเ้าสำนักหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจของเขาหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “แล้วศิษย์ที่ยังอยู่ล่ะ พวกเขาพูดอะไรกันบ้างหรือไม่”
“ข้าลองพูดคุยกับศิษย์รุ่นน้องคนหนึ่งชื่อเสี่ยวฟาน เขาเป็เพียงศิษย์ชั้นต้นที่ติดตามไปกับคณะภารกิจในฐานะคนหาบสัมภาระยืนอยู่ขอบวงแสงกองไฟคืนนั้น” เหวินซานตอบพลางก้มหน้าเล็กน้อย “แต่พอข้าเอ่ยถึงเื่เฟยหลง เขากลับตัวสั่นและรีบเดินหนีไปทันที ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลยแม้แต่คำเดียว ข้าสังเกตเห็นว่ามือของเขาสั่นระริกตลอดเวลาที่พูดถึงเื่นั้น ราวกับมีบางอย่างเกาะกินความกลัวของเขาอยู่ลึกกว่าที่ตาเห็น”
—
ท่านเ้าสำนักตัดสินใจไปพบเสี่ยวฟานด้วยตัวเองในคืนนั้น เลือกเวลาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่ให้แม้แต่เหวินซานหรือชิงหยวนติดตามไปด้วย เพราะยิ่งมีคนรู้เห็นมากเท่าไร เด็กหนุ่มก็ยิ่งจะหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น เด็กหนุ่มใจนหน้าซีดเมื่อเห็นท่านเ้าสำนักยืนอยู่หน้าห้องพักของตน
“ท่าน… ท่านเ้าสำนัก…” เสี่ยวฟานคุกเข่าลงทันทีด้วยความตื่นตระหนก
“ลุกขึ้นเถิด ข้ามาคนเดียว ไม่มีใครรู้ว่าข้ามาที่นี่” ท่านเ้าสำนักกล่าวเสียงอ่อนโยนกว่าที่เด็กหนุ่มคาดคิด “ข้าเพียงอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับคืนที่เฟยหลงตกหน้าผา เ้าไม่ต้องกลัวข้า”
เสี่ยวฟานสั่นเทาอยู่ครู่ใหญ่ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า “ท่านเ้าสำนัก… ข้ารู้ว่าท่านคือผู้มีอำนาจสูงสุดในสำนักนี้ แต่ศิษย์อีกสี่คนที่หายไปก็อยู่ใต้ร่มธงของท่านเช่นกัน พวกเขาหายไปทีละคนต่อหน้าต่อตาทุกคน แต่ก็ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้เลยแม้แต่คนเดียวข้าไม่รู้ว่าคนที่อยู่เื้ัเื่นี้มีอิทธิพลไปไกลแค่ไหน หรือแม้แต่แฝงตัวอยู่ใกล้ท่านมากเพียงใด ท่านต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่บอกใครว่าข้าเป็คนพูด มิเช่นนั้นข้าคงหายไปเหมือนพวกเขา…”
ท่านเ้าสำนักสะดุ้งเล็กน้อยกับคำพูดนั้น เพราะนั่นหมายความว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็อาจไม่ได้อยู่นอกเหนือความสงสัยอีกต่อไปในสายตาของศิษย์คนนี้ “ข้าสัญญา” เขากล่าวหนักแน่น
“คืนนั้นที่ค่ายพัก…” เสี่ยวฟานเริ่มเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ “ตอนที่ศิษย์พี่เฟยหลงล้มลงคุกเข่าข้างกองไฟ มีศิษย์หลักกลุ่มหนึ่งราวสิบกว่าคนชักอาวุธออกมาก่อนใครทั้งหมด ท่วงท่าของพวกเขาไม่เหมือนคนที่ใเลยสักนิด ราวกับซ้อมมาล่วงหน้าแล้ว พวกเราที่เหลือเห็นแบบนั้นก็ใจนทำตามโดยไม่ทันคิด ไม่มีใครกล้าเป็คนแรกที่ยืนนิ่งอยู่เฉยๆ เพราะกลัวจะถูกมองว่าเข้าข้างเฟยหลง”
“เ้าจำได้หรือไม่ว่าศิษย์หลักกลุ่มนั้นมีใครบ้าง” ท่านเ้าสำนักถามด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
“ข้าจำได้เพียงบางคน…” เสี่ยวฟานกล่าวพลางกลืนน้ำลาย “ล้วนเป็ศิษย์ที่สนิทกับศิษย์พี่จ้าวเทียนมานาน และหลังจากวันนั้นไม่กี่วัน ก็มีศิษย์รุ่นน้องที่เคยเล่าเื่นี้ให้เพื่อนฟังหายตัวไปทีละคน จนตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดถึงเื่นี้อีกเลย แม้แต่ในที่ลับก็ตาม”
“ยังมีอีกเื่หนึ่ง…” เสี่ยวฟานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ เสียงแ่ลงจนแทบเป็กระซิบ “ระหว่างเดินทัพวันนั้น ก่อนเราจะตั้งค่าย ข้าเห็นศิษย์พี่คนหนึ่งในกลุ่มนั้นสวมแหวนหยกสีเขียวเข้มที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ลวดลายบนแหวนแปลกตามาก ไม่เหมือนเครื่องประดับของสำนักเราเลยสักนิด ข้าคิดว่าอาจเป็ของกำนัลจากใครสักคนภายนอก แต่ไม่กล้าถามต่อ เพราะกลัวจะถูกมองว่าสอดรู้สอดเห็นเกินหน้าที่”
ท่านเ้าสำนักสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำนั้น แหวนหยกสีเขียวเข้มที่มีลวดลายแปลกตาไม่ใช่ของสำนักใดในสี่สำนักใหญ่ที่เขารู้จัก นั่นอาจเป็เบาะแสชิ้นแรกที่จะนำไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของผู้อยู่เื้ัทั้งหมด “เ้าจำลวดลายบนแหวนนั้นได้แม่นแค่ไหน” เขาถามด้วยน้ำเสียงพยายามสงบ ทั้งที่ในใจกำลังเต้นแรง
“ข้าเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้น…” เสี่ยวฟานส่ายหน้า น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม “จำได้เพียงว่าเป็รูปดอกไม้ประหลาดที่ไม่เคยเห็นในตำราสมุนไพรเล่มใด กลีบดอกคล้ายจะบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ท่านเ้าสำนัก… ข้าขอร้อง อย่าให้ใครรู้ว่าข้าเล่าเื่นี้ให้ท่านฟังเด็ดขาด ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ”
“เ้าจะปลอดภัย ข้าสัญญาด้วยเกียรติของเ้าสำนัก” ท่านเ้าสำนักกล่าวพลางวางมือลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเบาๆ “แต่ขอให้เ้าจดจำไว้ หากวันใดที่เ้ารู้สึกไม่ปลอดภัย ให้ส่งข่าวถึงข้าโดยตรง ไม่ต้องผ่านใครทั้งสิ้น”
—
ท่านเ้าสำนักเดินกลับห้องพักด้วยฝีก้าวหนักอึ้ง ปะติดปะต่อภาพในหัวทีละชิ้น การทรยศนี้ไม่ใช่ฝีมือของจ้าวเทียนและหลินซีเพียงสองคนอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่มีเครือข่ายศิษย์หลักอย่างน้อยสิบกว่าคนร่วมมือกันล่วงหน้า พร้อมกับกลไกปิดปากพยานที่แเีและโเี้ยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก ความเงียบที่ปกคลุมทั้งสำนักมาตลอดหลายสัปดาห์จึงไม่ใช่เื่บังเอิญแต่เป็ส่วนหนึ่งของแผนที่ถูกจัดวางไว้อย่างรอบคอบทุกฝีก้าว
หากลงมือขวางกลางตอนนี้โดยไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอ เขาอาจทำให้เสี่ยวฟานหรือพยานคนอื่นที่ยังเหลืออยู่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต และอาจเผยให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวว่าเขาเริ่มสืบสาวเื่นี้แล้ว เขาจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่เคลื่อนไหวเปิดเผยใดๆแต่จะให้เหวินซานกับชิงหยวนค่อยๆ สืบหาว่าเครือข่ายนี้ลึกไปถึงระดับใด และใครคือผู้อยู่เื้ัตัวจริงที่แม้แต่คนระดับขั้นหยั่งรู้อย่างเขาก็ยังมองไม่เห็น
—
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่เรือนพักส่วนตัวของจ้าวเทียน เงาร่างถือพัดสีดำปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีใครล่วงรู้ ครั้งนี้สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“มีความเคลื่อนไหวผิดปกติในสำนัก” เงาร่างนั้นกล่าวเรียบเย็น “ผู้าุโสองท่านเริ่มสอบถามเื่บันทึกการย้ายศิษย์อย่างเงียบๆ ไม่ผ่านช่องทางปกติ เ้ารู้เื่นี้หรือไม่”
จ้าวเทียนสะดุ้งจนถ้วยชาในมือหกเลอะโต๊ะ “ข้า… ข้าไม่รู้เื่นี้เลย ใครเป็คนสั่ง”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าอยากรู้เช่นกัน” เงาร่างนั้นตอบ น้ำเสียงไม่มีทีท่ากังวลใดๆ ปรากฏให้เห็น “หากเป็ฝีมือของท่านเ้าสำนักเ้าต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม อย่าให้ใครในเครือข่ายของเ้าตื่นตระหนกจนพลาดพลั้งทำสิ่งใดโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากข้าก่อน โดยเฉพาะศิษย์รุ่นน้องกลุ่มที่ยังไม่ผ่านการทดสอบความภักดีอย่างถี่ถ้วน”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” จ้าวเทียนถามด้วยความกังวลที่ปกปิดไม่มิด
“หมายความว่าจากนี้ไป ทุกความเคลื่อนไหวต้องผ่านมือข้าก่อนเสมอ” เงาร่างนั้นกล่าวก่อนจะหันหลังเดินจากไปในความมืดทิ้งไว้เพียงคำเตือนที่แฝงด้วยการควบคุมยิ่งกว่าความห่วงใย “และเ้าอย่าลืมว่าเ้าไม่ใช่คนเดียวที่ข้ามีอยู่ในมือ หากเ้าเริ่มเป็ภาระมากกว่าประโยชน์ ข้าย่อมรู้วิธีจัดการเสมอ”
—
คืนนั้น ท่านเ้าสำนักเรียกชิงหยวนมาพบเป็การลับอีกครั้ง สั่งให้เขาออกเดินทางไปสืบข้อมูลที่หุบเหวใต้หน้าผาที่เฟยหลงร่วงตกลงไปด้วยตัวเขาเองเพียงลำพัง ส่วนเหวินซานให้อยู่เฝ้าสอดส่องความเคลื่อนไหวในสำนักต่อไป เพื่อไม่ให้ผู้าุโที่ไว้ใจทั้งสองหายไปพร้อมกัน
“หากเฟยหลงยังมีชีวิตอยู่จริง” ท่านเ้าสำนักกระซิบกับตัวเองเบาๆ หลังชิงหยวนคำนับลาไปแล้ว ขณะมองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่าง “เ้าต้องรอดพ้นจากที่นั่นให้ได้ก่อนที่ข้าจะไปถึง เพราะข้าเกรงว่าคนที่วางแผนเื่ทั้งหมดนี้ คงไม่ปล่อยให้เ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปง่ายๆ หากรู้ว่าเ้ายังไม่ตายจริง” เขากำแหวนหยกในความคิดที่เสี่ยวฟานบรรยายไว้ วาดภาพลวดลายดอกไม้บิดเบี้ยวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว พยายามค้นหาในความทรงจำอันยาวนานของตนว่าเคยเห็นสัญลักษณ์เช่นนี้จากที่ใดมาก่อนหรือไม่ แต่ก็ไม่พบคำตอบ มีเพียงความรู้สึกไม่สบายใจที่ฝังลึกยิ่งกว่าเดิม และความมั่นใจใหม่ว่าครั้งนี้เขาไม่ได้แบกความจริงนี้ไว้เพียงลำพังอีกต่อไป