ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 209 สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ สมควรถูกเรียกว่าอมตะงั้นรึ

        ทุกคนใจสั่นสะท้านเมื่อได้รู้ว่าโลกอมตะแห่งความมืดนั้นแข็งแกร่งเพียงใดแม้แต่ราชันเซียนอมตะก็อาจเป็นเพียงทหารม้าหรือทหารลาดตระเวนเท่านั้น

        “แล้วอย่างไรรึจอมอมตะระดับสุดยอดก็ยังถูกท่านผู้นั้นบังคับให้ถอยร่นไปด้วยกระบี่เดียวมิใช่รึ ดูเหมือนจอมอมตะระดับสุดยอดตนนั้นก็คงเกรงกลัวในใจมิฉะนั้นคงลงมาด้วยตนเอง และทำลายโลกเสวียนหวงของพวกเราไปนานแล้ว!”

        “ถูกต้อง!ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้โลกแห่งความมืดจะแข็งแกร่งแต่ก็ต้องมีผู้แข็งแกร่งไร้ผู้ใดเทียบจากโลกเซียนคอยยับยั้งอยู่พลังที่สามารถส่งมายังโลกเสวียนหวงของเราได้จะมีมากสักเท่าใดกันรึ พลังของจักรพรรดิสวรรค์ซูมากพอที่จะปราบปรามพวกมันได้!”

        เมื่อคำกล่าวนี้ออกมาดวงตาของทุกคนที่มองไปยังซูฉางเซิงก็ยิ่งเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง

        ไม่นานหลังจากนั้นทะเลดาราจักรอันทรุดโทรมแห่งนี้ก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง บรรพชนโบราณแห่งวิหารเซียนอมตะและหร่านจุนได้รับบาดเจ็บสาหัสผลลัพธ์เช่นนี้ต้องใช้เวลาสักพักเพื่อให้ทุกคนได้ย่อยรวมถึงโลกอมตะแห่งความมืดด้วย

        ซูฉางเซิงยืนตระหง่านอยู่ในความว่างเปล่าเสื้อผ้าปลิวสะบัด เส้นผมสีดำยาวสยายถึงบ่า ถึงแม้เขาจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังคงมีรัศมีเหนือชั้น ราวกับเป็นเซียนที่ถูกเนรเทศลงมา ละทิ้งโลกีย์วิสัย

        “สหาย ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือเมื่อครู่”

        ทันใดนั้นเสียงเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความว่างเปล่าพร้อมกับพญาปักษากรงเล็บเพลิงที่เดินเข้ามาในความว่างเปล่า

        กล่าวให้ถูกก็คือนางไม่ได้เป็นพญาปักษากรงเล็บเพลิงแห่งจิตวิญญาณที่แท้จริงอีกต่อไปแล้วแต่เป็นร่างของนางที่ได้รับการปลุกวิญญาณให้คืนชีพ

        ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น รัศมีของนางก็น่าสะพรึงกลัวมากราวกับทะเลดาราจักรจำนวนนับไม่ถ้วนหลอมรวมกันกลายเป็นสัตว์อสูรที่ไร้ผู้ใดเทียบได้ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดัน แต่ร่างกายของนางกลับเป็นสตรีผู้สง่างามและเย็นชา

        “สหายเกรงใจแล้ว” ซูฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ

        “ศักยภาพของสหายนั้นเหนือกว่าจินตนาการของข้าในความทรงจำที่เหลืออยู่ของข้า แม้แต่ในยุคโบราณก็ยังไม่เคยพบเห็นอัจฉริยะผู้เก่งกาจเช่นท่าน” พญาปักษากรงเล็บเพลิงกล่าว

        “บางทีสักวันหนึ่งท่านอาจจะก้าวเข้าไปในโลกแห่งความมืดมิดก็เป็นได้”สีหน้าของพญาปักษากรงเล็บเพลิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

        ซูฉางเซิงส่ายหน้าไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

        ในอนาคตเมื่อเขามีความแข็งแกร่งมากพอและเข้าถึงจุดสูงสุดแล้ว เขาอาจจะเข้าไปในโลกนั้นแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา

        อย่างไรเสียโลกแห่งความมืดมิดสามารถต่อต้านโลกเซียนได้อีกทั้งยังมีข่าวลือว่ากำลังกดดันโลกเซียนอยู่เบื้องหลังซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีพลังที่ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดคอยแทรกแซงอยู่

        “ท่านไม่ต้องกังวลถึงแม้ที่นั่นจะเป็นดินแดนต้องห้าม แต่ก็เป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนตนเอง ที่นั่นเท่านั้นที่ท่านจะสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้” พญาปักษากรงเล็บเพลิงกล่าวชักชวนต่อไป

        โลกอมตะแห่งความมืดมิดนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าโลกเสวียนหวงนับครั้งไม่ถ้วน ราชันเซียนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกเซียนในปัจจุบันหลายคนต่างเคยฝึกฝนตนเองอย่างลับๆ ในโลกอมตะแห่งความมืดมาก่อน

        แน่นอนว่าเงื่อนไขคือต้องไม่เปิดเผยตัวตนและต้องไม่ก่อให้เกิดความสนใจจากโลกแห่งความมืดมิด

        “ข้าจะพิจารณาดู” ซูฉางเซิงพยักหน้าไม่ได้ปฏิเสธ

        “ท่านเป็นบุคคลที่โดดเด่นอย่างแท้จริงน่าเสียดายที่เวลาของข้าเหลือน้อยแล้ว ข้าอยากจะเห็นอนาคตของท่านว่าสุดท้ายแล้วท่านจะไปได้ไกลสักเพียงใด!”

        พญาปักษากรงเล็บเพลิงเป็นเพียงจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ในร่างไม่ได้ฟื้นคืนชีพอย่างแท้จริง บัดนี้ใกล้จะถึงจุดจบแล้วแต่นางก็ยังคงคาดหวังในตัวซูฉางเซิงเป็นอย่างมาก

        เมื่อรู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่นั้นค่อนข้างคลุมเครือใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยแดงขึ้นเล็กน้อย รีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา

        “สหายสามารถแสดงพลังเทียบเท่าราชันเซียนอมตะได้ด้วยขอบเขตระดับจักรพรรดิสวรรค์ เมื่อก้าวเข้าสู่เซียนแห่งโลกมนุษย์แล้วก็ยังก้าวหน้าไปอีกขั้น เป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเทียบได้กับจักรพรรดินีแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ที่ข้าเคยเห็นมาเลยทีเดียว!”

        จักรพรรดินีแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์งั้นรึ

        เมื่อซูฉางเซิงได้ยินชื่อนี้หัวใจก็สั่นไหว

        ท้ายที่สุดแล้ว ฮูหยินคนหนึ่งของเขา ฉางเยวี่ย เคยเป็นสนมของจักรพรรดิแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับจักรพรรดินีแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ผู้นั้นเขาก็อยากจะสอบถามเพิ่มเติมอีกสักสองสามคำ

        “ในตอนนั้นข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสและหลับใหลไป มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่ข้าตื่นขึ้นมาและตรวจสอบข่าวสารภายนอก”

        “ได้ข่าวว่า ราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ล่มสลายไปแล้วแต่ไม่ใช่เพราะถูกทำลาย แต่เป็นเพราะการปิดผนึกตนเองเหล่าจักรพรรดิแห่งสวรรค์ล้วนเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจไร้ผู้ใดเทียบได้ส่วนหนึ่งเข้าไปในโลกอมตะแห่งความมืด และอีกส่วนหนึ่งก็เดินทางไปยังดินแดนเซียน”

        “เดิมทีอายุขัยของจักรพรรดิเหล่านี้ก็ใกล้จะหมดลงแล้วแต่เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายในความมืดจักรพรรดิเหล่านี้ก็หายตัวไปหลังจากการต่อสู้ ราวกับระเหยไปในอากาศหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีผู้ใดได้พบเห็นร่องรอยของพวกเขาอีกเลย”

        พญาปักษากรงเล็บเพลิงกล่าวอย่างช้าๆสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความลับในยุคโบราณแม้ว่าจิตวิญญาณที่แท้จริงของพญาปักษากรงเล็บเพลิงจะดับไปแล้วแต่ความทรงจำเหล่านั้นก็ฟื้นคืนมาทั้งหมด

        หลังจากที่ซูฉางเซิงฟังจบเขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

        เขาก็เคยได้ยินมาว่านอกจากจักรพรรดินีที่นั่งอยู่ตรงกลางและมีความโดดเด่นที่สุดในแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์แล้วยังมีจักรพรรดิอีกสี่ทิศที่เรียกว่าสี่ราชัน

        ล้วนเป็นอัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวที่ปราบปรามยุคสมัยแต่ก็ต้องมาพบกับจักรพรรดินีผู้นั้น ภายใต้รัศมีของนางชื่อของจักรพรรดิจึงดูหม่นหมองลงไป จนกระทั่งเมื่อผู้ใดๆพูดถึงจักรพรรดิแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ ก็จะหมายถึงจักรพรรดินีผู้นั้น

        ส่วนจักรพรรดิอีกหลายท่านอาจจะไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอ แต่เมื่อต้องเผชิญกับความวุ่นวายในความมืด ก็อาจจะล้มตายหรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นปิศาจไปแล้ว

        เมื่อมาถึงตอนนี้ ซูฉางเซิงทำได้เพียงถอนหายใจ

        อย่างไรก็ตามเมื่อฟังจากที่พญาปักษากรงเล็บเพลิงกล่าวจักรพรรดินีแห่งสวรรค์ผู้นั้นดูเหมือนจะมีโอกาสพิเศษในการเอาตัวรอดจากความวุ่นวายในความมืด

        “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอคำชี้แนะสักหน่อย” ซูฉางเซิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถาม“ท่านเคยไปยังโลกอมตะแห่งความมืดมิดหรือไม่”

        พญาปักษากรงเล็บเพลิงหัวเราะเบาๆ และกล่าวว่า “แน่นอนในตอนที่ข้ากำลังจะบรรลุจิตวิญญาณที่แท้จริง ข้าเคยเข้าไปครั้งหนึ่งโลกอมตะแห่งความมืดมิดนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ถึงแม้จะอันตรายแต่ก็มีโอกาสมากมายแฝงอยู่ เหล่าราชันเซียนอมตะที่ใกล้จะหมดหวังในการฝ่าทะลวงผ่านก็ล้วนผ่านการฝึกฝนตนเองท่ามกลางความเป็นและความตายที่นั่น จนสามารถทะลวงผ่านได้สำเร็จ”

        เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “อย่างไรก็ตามการจะเข้าไปในโลกอมตะ นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับการกลืนกินของอสูรแห่งความมืดแล้วยังต้องระวังอย่าเปิดเผยตัวตนมิฉะนั้นหากถูกผู้แข็งแกร่งไร้ผู้ใดเทียบได้ในโลกแห่งความมืดจับได้แม้แต่สุดยอดราชันเซียนอมตะ ก็ต้องตายอย่างแน่นอน!”

        สุดยอดราชันเซียนอมตะ คือผู้ที่อยู่เหนือกว่าราชันเซียนอมตะธรรมดาและราชันเซียนอมตะขั้นสุดยอดเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของบรรดาราชันเซียน

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูฉางเซิงก็เงียบไปเล็กน้อย

        “ไม่ต้องกังวลสิ่งมีชีวิตในโลกอมตะนั้นยากที่จะลงมายังโลกใบนี้ได้ อีกทั้งถึงแม้จะลงมาได้ก็ยังต้องเผชิญกับการขับไล่เป็นอย่างมาก และไม่กล้าที่จะทำกระไรตามอำเภอใจ”เมื่อเห็นว่าซูฉางเซิงเงียบไป พญาปักษากรงเล็บเพลิงก็คิดว่าเขากำลังกังวลอยู่

        “ดังนั้นพวกเขาจึงสั่งการให้พวกเช่นบรรพชนโบราณแห่งวิหารเซียนอมตะและหร่านจุนมายังโลกนับพันแห่งนี้เพื่อหาอาหารและใช้สิ่งมีชีวิตนับล้านเป็นเครื่องบูชายัญเพื่อดูดกลืนงั้นรึ” น้ำเสียงของซูฉางเซิงเริ่มเย็นชาขึ้น

        พญาปักษากรงเล็บเพลิงพยักหน้าและกล่าวว่า“นี่เป็นกฎของโลกอมตะแห่งความมืดมิด ทำสงครามในความมืดบูชายัญด้วยเลือดของสิ่งมีชีวิต และผู้ที่รอดชีวิตจากความวุ่นวายในความมืดจะมีสิทธิ์เข้าไปในโลกอมตะแห่งความมืดเพื่อรับการชำระล้างด้วยอสูร และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา”

        “สิ่งมีชีวิตเช่นนี้สมควรถูกเรียกว่าอมตะงั้นรึ” ในดวงตาของซูฉางเซิงเต็มไปด้วยความโกรธ

        พญาปักษากรงเล็บเพลิงก้มหน้าลงเล็กน้อยราวกับว่าสงสารและถอนหายใจไปพร้อมๆ กัน

        นางมีชีวิตผ่านช่วงเวลาอันยาวนานมามากแล้วมองเห็นความเป็นและความตายอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เมื่อนึกถึงความวุ่นวายในความมืดก็ยังคงรู้สึกสับสนในใจอยู่ดี

        “สหายพญาปักษากรงเล็บเพลิง ข้าไม่เคยมีประสบการณ์ในยุคโบราณและยุคเก่าแก่มีเรื่องมากมายในใจที่ยังไม่เข้าใจอีกทั้งยังมีฮูหยินคนหนึ่งที่สนิทสนมกับจักรพรรดินีแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์อย่างมากไม่ทราบว่าท่านจะสามารถไปที่ของข้าสักหน่อยได้หรือไม่ เพื่อคลายความสงสัยในใจของข้า” ซูฉางเซิงประสานมือถาม

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น พญาปักษากรงเล็บเพลิงก็ตกตะลึงไปก่อนจากนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “สหายของคนเก่าแก่งั้นรึหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”

คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน