อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 34 เรือนตระกูลฉี

    ตอนที่ 34


    ซุน แยกตัวออกมากับ ฉีลู่ชิง... ซึ่งน่าแปลกที่คุณหนูอย่างนางไม่มีผู้ติดตามมาด้วยหรือไม่ก็อาจเป็นเพราะทั่วทั้งเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ มิต่างอะไรกับอาณาจักรของตระกูลฉีมีอำนาจสูงสุด และเป็นตระกูลชั้นพิเศษเพียงหนึ่งเดียว ทุกคนโดยรอบที่นางเดินผ่านล้วนแสดงความเคารพต่อนางหากเกิดเรื่องเลวร้ายใด ๆ เชื่อว่าทุกคนในระยะสายตาคงพร้อมที่จะเข้ามาปกป้องนางเช่นกัน...

     

    เด็กหนุ่ม กลืนน้ำลายฝืดเคือง ประจักษ์แก่สายตาในสิ่งที่เรียกว่าอำนาจ...ไม่ต้องกล่าวถึงตัวเจ้าเมือง เพียงแค่สมาชิกคนในตระกูลยังมีอำนาจเป็นล้นพ้น... สายตาโดยรอบที่มองกดดันมายังซุน ทำให้ เด็กหนุ่ม ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปเคียงข้างนางด้วยซ้ำ ได้แต่เดินจูงม้าตามในระยะ2-3 ก้าว อยู่ห่าง ๆ

     

    “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” นางเอ่ยถามขึ้น

     

    “ก็ในวันนั้น พ่อบ้านฉี เป็นคนแนะนำให้ข้าหลบหนีออกมาจากจวนผู้ว่ามิใช่หรือ?!” ซุน กล่าวตอบตามตรง แม้จะหวั่น ๆ กับสายตาของผู้คนโดยรอบแต่สำหรับตัวหญิงสาว ซุน ก็ไม่ได้มีความหวั่นเกรงกับสถานะของนางเท่าใดนัก ที่ยอมเรียกนางว่าคุณหนูก็เพื่อให้เกียรติกับนาง...

     

    ส่วนหนึ่งอาจเพราะทั้งคู่เคยผ่านช่วงความเป็นตายร่วมกันมาก่อน เคยเป็นหนี้บุญคุณระหว่างกันมิหนำซ้ำทั้งคู่ยังเคยประกบริมฝีปากของกันและกันมาแล้ว แม้จะเป็นอุบัติเหตุก็ตามทีแต่สำหรับทั้งคู่ก็คงไม่มีใครลืมเลือน...

     

    “สองเดือนก่อน... ข้าได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ที่จวนผู้ว่าจินหงได้ยินว่าไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้แม้แต่คนเดียว ข้าและท่านพ่อบ้านจึงเข้าใจว่าเจ้าเองก็คงจะตายไปแล้วในเหตุการณ์นั้น...”นางเอ่ยทักขึ้น ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่านางติดตามเรื่องของ ซุน อยู่ไม่น้อย

     

    ซุน เผยอยิ้มมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย...

    “เป็นห่วงข้าด้วยงั้นหรือ?!”

     

    “!!!!!!!!!” ฝีเท้านางชะงักไปทันที ก่อนจะตวัดสายตาดุร้ายกลับมา

    “ระวังคำพูดเจ้าด้วย!! ข้าเพียงแต่กลัวว่าที่ช่วยเหลือเจ้าไปวันนั้นจะเป็นการเสียแรงเปล่า”

     

    เด็กหนุ่ม ผงะเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากหญิงสาวทำได้เพียงตอบรับด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ

    “ข้าเพียงพูดล้อเล่นเท่านั้นเอง... วันนั้นข้าอาศัยช่วงชุลมุนตอนเกิดเพลิงไหม้หลบหนีออกมาจากจวนได้ แต่เพราะมีคดีติดพันอยู่ ข้าจึงไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นผู้เหลือรอดในวันนี้เลือกที่จะหลบหนีออกจากเขตชุมชนดังกล่าวในทันที...”

     

    นางกดหัวคิ้วลงต่ำเล็กน้อย แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ...

    นางยังคงสืบเท้าต่อไปให้ ซุน ติดตาม...

     

    “เจ้าคงไม่ได้เลือกให้ข้าตามมา เพียงเพื่อถามเรื่องนี้ใช่หรือไม่?!” เด็กหนุ่ม เอ่ยถามขึ้น

     

    “ถูกต้อง... แต่ก่อนจะเข้าเรื่องของข้าอยากถามเจ้าก่อนว่าเพราะอะไรเจ้าจึงเลือกมาที่เมืองนี้?!” นางตอบกลับด้วยคำถาม

     

    “เปล่าเลย... ข้าไม่ได้ตั้งใจมาที่เมืองนี้ แต่ข้าตั้งใจที่จะไปเมืองหลวงที่นี่เป็นเพียงเส้นทางผ่านเท่านั้นเอง... ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังแล้วยังไงเรื่องที่เหล่าซือของข้าถูกกลุ่มโจรจับตัวไป ที่เมืองหลวงมีสหายของเหล่าซืออยู่ที่นั่นข้าจึงตั้งใจจะไปขอความช่วยเหลือ...” ซุน กล่าวตอบน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มิได้ลงรายละเอียดเท่าใดนัก

     

    “พอจะบอกได้หรือไม่ ว่าสหายของเหล่าซือเจ้าเป็นใคร?! ที่เมืองหลวงตระกูลฉีของข้าก็อิทธิพลอยู่ไม่น้อย รู้จักผู้คนก็มากหากเป็นบุคคลที่พอมีชื่อ ข้าอาจจะช่วยเหลือเจ้าได้...”

     

    ซุน กดหัวคิ้วต่ำลงเล็กน้อย... ด้วยนิสัยของนางที่แสนเย็นชา ซุนเชื่อว่านางมิได้มีน้ำใจถึงเพียงนี้

    “คุณหนูฉี... เจ้าจะไม่ดูใจดีเกินวิสัยไปหน่อยหรือ?! แสดงว่าเรื่องที่เจ้าจะขอร้องข้า เป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยเลยสินะ...”

     

    นางค้างชะงักชั่วครู่หนึ่ง... อีกครั้งที่นางเหลียวหันมอง...

    “ฉลาดมาก... เจ้าฉลาดเสียจนข้าเริ่มไม่อยากยื่นข้อเสนอกับเจ้าเสียแล้วหวั่นใจว่าเจ้าจะหาทางเอาเปรียบข้า...”

     

    ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นทันทีพอจะคาดเดาได้แล้วว่านางกำลังต้องการสิ่งใด...

    “เจ้าอยากได้ลูกแก้วดวงจิต ของอสรพิษทะเล งั้นสินะ...”

     

    นางแน่นิ่ง... ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

    “เจ้าเป็นคนจัดการมัน ดังนั้นลูกแก้วดวงจิตน่าจะอยู่ที่เจ้าถูกหรือไม่?! เหตุผลที่วันนั้นข้าเดินทางไปเขตชุมชนหมู่บ้านอัสดงก็เพราะการนี้ข้าต้องการ ลูกแก้วดวงจิต เพื่อสร้างอาวุธอักขระเป็นของตนเอง... หากเจ้ายินดีจะขายมันให้กับข้าจะถือว่าข้าติดค้างเจ้าอีกครั้งก็ได้ และข้าจะช่วยเหลือเจ้าเท่าที่ทำได้...”

     

    ซุน แสดงสีหน้าครุ่นคิด ลูบปลายคางตนเองเบา ๆ ลูกแก้วดวงจิตเป็นสิ่งของล้ำค่า ต่อให้มีเงินทองมากมาย ก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้โดยง่ายดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่นางจะต้องการสิ่งนี้... ซุน เองก็มีลูกแก้วดวงจิตอยู่ถึง2 เม็ด ชนชั้นลมปราณสีเขียว และชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน จากอสรพิษทะเลที่สังหารไป(ตอนที่ 9)

     

    การที่ ซุน จะแบ่งขายให้นางสักหนึ่งเม็ด ก็มิใช่เรื่องใหญ่โตขอเพียงไม่ถูกกดราคาต่ำจนน่าเกลียดก็นับว่าดีถมไปแล้ว เนื่องด้วย ซุน มิได้มีเส้นสายที่จะปล่อยสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้ในท้องตลาดการที่เป็นผู้เยาว์ไร้นามไปเสนอขาย อาจถูกช่วงชิงในตอนที่เสนอสินค้าก็เป็นไปได้...

     

    “สหายของเหล่าซือที่ข้ากำลังตามหา... มีนามว่า เตียมู่หยงแห่งสำนักสายลมประจิม เจ้าพอจะรู้จักหรือไม่?!”

     

    “เตียมู่หยง ?! รองเจ้าสำนึกสายลมประจิมน่ะหรือ!!” นางเบิกตากว้างขึ้นทันที

     

    “เรื่องตำแหน่งข้าไม่แน่ชัดนัก แต่ดูจากที่ผู้อาวุโสเตียเคยบอกกับข้าท่านน่าจะมีอิทธิพลในสำนักอยู่ไม่น้อย...” ซุน กล่าวขึ้นตามตรง

     

    นางดูมีสีหน้าครุ่นคิดทันที...

    “หากเป็น ผู้อาวุโสเตียมู่หยง คนเดียวกันจริง ๆก็มิใช่เรื่องยากที่จะติดต่อ... เพราะผู้อาวุโสท่านนั้น เป็นคนมีชื่อเสียงมากในเมืองหลวงทั้งยังเป็นสหายกับท่านปู่ของข้า ที่เป็นเจ้าเมืองแห่งนี้ด้วย... หากจำไม่ผิดเมื่อราว ๆ 2 เดือนก่อน ผู้อาวุโสเตีย ยังเคยแวะมาเยี่ยมเยือนท่านปู่ที่เมืองนี้ พร้อมกับพาหลานสาวของท่านมาแนะนำตัว...”

     

    ซุน เบิกตากว้างทันที...

    “ใช่ ๆ หลานสาวท่าน ผู้ที่ชอบพูดคุยกับม้า!! ข้าจดจำนางได้...”

     

    “จากที่นี่เดินทางไปเมืองหลวง ใช้เวลาร่วมสัปดาห์... ผู้อาวุโสเตียเป็นคนมีชื่อเสียงที่เข้าถึงได้ยากพอสมควร ต่อให้เจ้าเดินทางไปเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่สำนักสายลมประจิมก็ใช่ว่าจะขอพบเจอได้โดยง่าย รวม ๆ แล้วคงใช้เวลาเป็นสิบวัน...

     

    แต่หากเจ้ายอมขายลูกแก้วดวงจิตให้กับข้า... ข้าก็จะช่วยร้องขอกับท่านพ่อและท่านปู่ให้เจ้าสามารถติดต่อผ่านหยกสื่อสารโบราณได้ในทันที ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะติดต่อผู้อาวุโสเตียในวันนี้เลยก็เป็นได้...” นางยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจ

     

    “ตกลง!! หากเจ้าทำให้ข้าติดต่อ ผู้อาวุโสเตียได้ ข้าก็ยินดีจะขายลูกแก้วดวงจิตให้กับเจ้า!!” เด็กหนุ่ม ตอบรับโดยไม่ลังเล ยิ่งติดต่อ เตียมู่หยง ได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสช่วยเหลือ เหยาหมิง ได้เร็วขึ้นเท่านั้น

     

    แววตาของหญิงสาวคล้ายดีใจอย่างเห็นได้ชัด...

    ก่อนที่ทั้งสองจะมุ่งหน้าไปยัง เรือนตระกูลฉี...

     

    เมื่อไปถึงที่นั่น ซุน อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง... อาณาเขตของตระกูลฉีใหญ่โตกว่าตระกูลซ่งนับสิบเท่า!!คาดว่าคงเทียบได้กับหมู่บ้านในชนบทหมู่บ้านหนึ่งเลยทีเดียว ปิดล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่ที่วิจิตรงดงามไปด้วยลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์มีประตูครบทั้ง 4 ทิศ และยังเต็มไปด้วยมือปราบระดับยอดฝีมือ เฝ้ารักษาการอย่างหนาแน่น...

     

    ซุน ถูกมือปราบรักษาการค้นตัวอย่างละเอียดก่อนจะเข้าเขตเรือน...อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้นำกระบี่และม้า เข้าไปภายในนั้นอีกด้วย จัดว่าเข้มงวดอย่างยิ่ง...บ่าวในเรือนเมื่อเห็นว่า ฉีลู่ชิง เดินเข้ามาพร้อมเด็กหนุ่ม ก็ตกใจไม่น้อยเพราะหญิงสาวไม่เคยพาบุรุษแปลกหน้าเข้ามาในเรือนมาก่อน...

     

    จวบจนกระทั่ง พ่อบ้าน ฉีจิ้นฝู สั่งทุกคนให้กลับไปทำหน้าที่...

    ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็น ซุน เข้ามาที่นี่...

     

    “นี่เจ้ายังไม่ตายอีกงั้นหรือ?!”

     

    ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อถูกทักเช่นนั้น ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพเป็นการเคารพ...หญิงสาว ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับ พ่อบ้านฉี ได้ฟัง เนื่องด้วยเรื่องราวทุกอย่างภายในเรือนนี้จำต้องผ่านพ่อบ้านฉีให้เป็นผู้กลั่นกรอง จึงจะสามารถส่งเรื่องเข้าถึง ผู้นำตระกูลอย่างฉีเฟยหลง และเจ้าเมืองบุปผาแดง ซึ่งมีสถานะเป็นบิดาของ ฉีเฟยหลง อีกทอดหนึ่ง...

     

    ฉีจิ้นฝู ดูจะตกใจไม่น้อย ที่สหายของเหล่าซือบ้านนอกผู้หนึ่ง เป็นถึงยอดฝีมืออย่างเตียมู่หยง... โดยที่ ซุน ไม่เคยเอ่ยนามของ เหมาหมิง ออกไปแม้แต่ครั้งเดียวเนื่องด้วยเกรงว่าจะเกิดผลกระทบมากไปกว่านี้ หากทุกคนทราบว่าอาจารย์ของ ซุน คือ อดีตเทพปรมาจารย์แห่งทวีปเต่าทมิฬ...

     

    “การที่จะให้เจ้าได้สนทนากับ ผู้อาวุโสเตีย ผ่านหยกสื่อสารของตระกูลฉีได้นั้น...คงต้องให้ผู้อาวุโสเตีย มีการยืนยันในเรื่องนี้ก่อน หวังว่านี่จะมิใช่การแอบอ้างมิเช่นนั้นโทษที่เจ้าหลอกลวงเจ้าเมือง อาจถึงขั้นถูกประหารได้เลย เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่...”ฉีจิ้นฝู ถามเน้นย้ำ

     

    เด็กหนุ่ม พยักหน้าแน่นหนัก

    “ข้าแน่ใจ... แจ้งผู้อาวุโสเตีย ว่าข้าคือ ซุน จากสถานศึกษาศาสตร์อักษรที่เคยพบกันเมื่อ 2 เดือนก่อน เชื่อว่าท่านผู้อาวุโสเตีย จะจดจำได้ในทันที...”

     

    “เข้าใจแล้ว... ข้าจะแจ้งเรื่องนี้ให้กับนายท่านได้รับรู้แต่ท่านจะตอบรับอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง... เจ้าเป็นผู้เยาว์ต่างถิ่นจะปล่อยให้เข้าไปนั่งรอในโถงรับแขกก็กระไรอยู่ เช่นนั้นเจ้าไปรอข้ากับคุณหนูที่ศาลาในสวนก็แล้วกันและห้ามเดินเพ่นพ่านเด็ดขาด!!” พ่อบ้านฉีเค้นเสียงดุดัน

     

    ซุน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ ขอเพียงบรรลุเป้าหมายจะเฝ้ารอที่ใดก็มิใช่ปัญหา...

     

    เมื่อพา ซุน มารอยังศาลาในสวน... ฉีจิ้นฝู และ ฉีลู่ชิงก็เดินหายเข้าไปในเรือนใหญ่ โดยมีมือปราบ 2-3 คน กระจายกำลังอยู่รอบ ๆ สวน คล้ายเป็นการเฝ้าระวังเด็กหนุ่ม...ซึ่ง ซุน มิได้รู้สึกกดดันอะไรนัก หากถูกเจ้าเมืองปฏิเสธในวันนี้ อย่างมากตนก็เพียงแค่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงต่อไปตามแผนการเดิม...

     

    สวนแห่งนี้กว้างใหญ่ มีแม้กระทั่งบึงสระบัวที่งดงามอยู่ใจกลางสวนดอกไม้และต้นไม้โดยรอบ ล้วนทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นเจริญหูเจริญตา...นอกเหนือจากมือปราบที่เฝ้าระวังโดยรอบแล้ว ก็มีชายชราแต่งกายซอมซ่อไม่ต่างกับ ซุนกำลังเก็บกวาดเศษไม้ใบที่ร่วงหล่น ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจตัวของเด็กหนุ่มมากนัก...

     

    ด้วยความเบื่อหน่าย ซุน จึงหยิบตำรามานั่งเปิดอ่านตามวิสัยพลางยกเต้าสุราดื่มเป็นระยะด้วยความเคยชิน... ทันทีที่จุกสุราถูกเปิดออก กลิ่นสุราก็คละคลุ้งไปทั่วพื้นที่จนทำให้ชายชราที่กวาดเศษไม้ใบ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง...

     

    ทั้งคู่สบตากันเล็กน้อย... ซุน เผยรอยยิ้มเจือจางยกมือประสานเป็นเชิงขออภัยที่ทำให้กลิ่นสุราคละคลุ้งรบกวนสมาธิ ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกวาดเศษใบไม้ต่อไป ทว่าทิศทางและระยะค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ซุน มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

     

    จวบจนกระทั่ง ห่างจาก ซุน ไม่ถึง 10 ก้าว...กลิ่นสุราก็ยิ่งรุนแรงกระตุ้นให้ชายชราต้องจดจ้องอีกครั้งและตัดสินใจเดินตรงเข้ามาเอ่ยถาม...

    “ใยกลิ่นสุราในมือเจ้าจึงหอมหวนยิ่งนัก... ส่งให้เราผู้เฒ่าดับกระหายสักคำเป็นอย่างไร?!”

     

    ซุน ตอบรับด้วยรอยยิ้ม...

    “ท่านเจ้าเมืองฉี เอ่ยปากขอสุราจากผู้เยาว์ทั้งทีจะกล้าปฏิเสธได้เยี่ยงไร?!”

     

    “!!!!!!!!!!!!” ชายชราเบิกตากว้างขึ้น...

    “ไอหนู... ทำไมเจ้าทราบได้ ว่าข้าเป็นเจ้าเมือง?!”

     

    ………………………………….

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน