บทที่ 31
ณ ร้านอาหารของหลงเฟย“ง่ำๆๆ อาหย่อยมวกๆเบย (อร่อยมากๆเลย)” ชายหนุ่มซอมซ่อที่กำลังใช้มือเปล่าหยิบกินข้าวมันไก่ด้วยความหิวโหยพูดขึ้นระหว่างทานอาหาร“ค่อยๆทานก็ได้ครับ เดี๋ยวข้าวจะติดคอ” หลงเฟยบอกกับชายหนุ่มคนนั้น“ง่ำๆๆๆ” แต่ด้วยความหิวโหยชายหนุ่มก็รีบกินต่ออย่างมูมมามไม่สนใจมารยาทใดๆทั้งสิ้นข้าวมันไก่ที่ทำมาแจกชาวบ้านใกล้จะหมดแล้ว ลีมูนถึงให้หลงเฟยมาช่วยดูแลชายผู้อดอยาก ส่วนตัวเองอาสาเก็บกวาดข้าวของให้เอง เจ้าของร้านจึงต้องมาคอยดูคนอื่นกินข้าวอยู่แบบนี้ หลังจากที่ลีมูนเก็บข้าวของไปให้แอนกับแมรี่ล้างเรียบร้อย เขาก็มานั่งกับหลงเฟยที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าร้าน ซึ่งชายซอมซ่อก็ยังนั่งพักอยู่ไม่ไปไหน และเริ่มเปิดประเด็น“นี่น้องชาย เจ้ามาจากที่ไหนเหรอ ดูท่าทางเจ้าไม่เหมือนขอทานเลยนะ แม้ว่าเนื้อตัวจะสกปรกก็เถอะ” ลีมูนเข้ามาถามชายซอมซ่อที่ดูเหม่อลอยคิดอะไรอยู่คนเดียว“หืม...ท่านเรียกข้ารึ ขอโทษที่เสียมารยาท ข้าไม่ได้ทานอะไรมาหลายวันแล้ว” ชายหนุ่มแม้จะตอบกลับมาแต่เขาก็ยังดูงงๆอยู่“คือพี่เขาถามว่าคุณไปมายังไงถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้น่ะครับ” หลงเฟยช่วยพูดด้วยอีกคน“อ้อ... ข้ามาจากเมืองเวนนิส ข้าหนีโรคระบาดมา ระหว่างทางเจอกับกองทัพมอนสเตอร์มากมายพวกมันเข้าโจมตีกองคารวานของพวกเรา ต่างคนต่างหนีไม่คิดชีวิต แต่ก็ยังถูกฆ่าตายไปมาก เหลือไม่กี่คนหรอกที่รอดมาถึงเมืองแอนวีนได้” พูดจบชายซอมซ่อก็น้ำตาไหลซึมออกมาแล้วเงียบไป หลงเฟย และลีมูนมองหน้ากัน พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชายผู้นี้ดี แต่หลงเฟยก็ตัดสินใจถามไปตรงๆ เพราะตัวเองต้องรีบไปจัดการเรื่องต่างๆอีกมาก“คุณมีญาติที่เมืองนี้รึเปล่า เดี๋ยวพวกเราจะพาไปส่งให้”“ข้าไม่มีญาติหรอก ข้าตัวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่อาจารย์ที่เลี้ยงข้ามาเสียชีวิต ตัวข้าที่เพิ่งจะตั้งตัวได้ที่เมืองเวนนิสก็ต้องหนีลงใต้มา ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือแค่กระเป๋าใบนี้” ชายหนุ่มทำหน้าเศร้าจับไปที่กระเป๋าหนังทรงสี่เหลี่ยมที่ค่อนข้างสกปรกเหมือนกับตัวเจ้าของ“ถ้าอย่างนั้นมาพักอยู่กับผมก่อนก็ได้นะครับ ตอนนี้ผมอยากได้คนงานเพิ่มอยู่พอดี” หลงเฟยยื่นข้อเสนอ ซึ่งทำให้ลีมูน และชายเร่ร่อนแปลกใจ“เจ้ามีคนงานตั้งสามคนแล้วยังไม่พออีกเหรอ” ลีมูนถามกับหลงเฟย“จากที่ฟังพี่ชายคนนี้เล่ามา ผมว่างานของเราตั้งแต่พรุ่งนี้ไปคงหนักแน่ๆครับ อาจจะไม่มีเวลามาเปิดร้านเลยก็ได้ คงเหลือแต่เรื่องแจกอาหารที่น่าจะพอทำได้อยู่ ให้เขามาช่วยในส่วนของผมคงจะดีกว่านะครับ”“ถ้าเจ้าสะดวกก็เอาตามนั้นละกัน ข้าก็อยากช่วยนะแต่บ้านข้าไม่มีที่ให้อยู่แล้ว ส่วนคนสภาพนี้ก็คงไม่เหมาะกับการไปเป็นทหารแน่ๆ ข้าขอแนะนำให้พักรักษาตัวก่อนดีกว่า” ลีมูนก็เห็นด้วยกับความคิดของหลงเฟย“ขอบคุณ...ขอบคุณท่านทั้งสองคนมาก ฮือๆๆ ข้าจะตั้งใจทำงานแน่นอน ฮือๆๆ”ชายซอมซ่อขอบคุณพร้อมกับร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง ในปัจจุบันเวลา 14.00 น. ที่ร้านของหลงเฟย ชายซอมซ่อหลังจากอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้ว เขาก็กลายเป็นหนุ่มหล่อเจ้าสำอางขึ้นมาทันที ชายผู้นี้มีนามว่า วินเซนต์ อายุ 27 ปี ก่อนจะเกิดโรคระบาดที่เมืองเวนนิส เขาเป็นศิลปินนักวาดภาพหน้าใหม่ที่กำลังมีชื่อเสียง แต่มันก็เพียงไม่นานบ้านใหม่ที่เขาเพิ่งซื้อก็ต้องปล่อยทิ้งร้างไว้ แล้วรีบหนีออกมา แม้ว่าวินเซนต์จะดูเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ แต่เขาก็เคยเป็นเด็กกำพร้า เคยผ่านชีวิตอันยากลำบากมาก่อนที่อาจารย์จะรับเขามาเลี้ยงดู และฝึกสอนงานศิลปะให้ งานต่างๆที่ทาสทั้งสามของหลงเฟยทำ วินเซนต์ก็ทำได้เช่นกันด้วยชายหนุ่มเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านวิชาการ และศาสตร์หลายแขนง หลงเฟยจึงมอบหมายให้เป็นคนคอยต้อนรับลูกค้า และเก็บเงินค่าอาหาร แต่...“ไม่ได้หรอกเฟย เรื่องเงินทองข้าไม่อยากรับ พวกเราเพิ่งรู้จักกัน เจ้าจะไว้ใจใครง่ายๆไม่ได้ ข้าแนะนำให้เก็บเงินไว้ที่คุณแอนจะดีกว่า” วินเซนต์บอกกับหลงเฟยตามตรง“แต่ผมก็เพิ่งรู้จักคุณแอนก่อนพี่แค่วันเดียวเองนะครับ” หลงเฟยค้าน“มันไม่เหมือนกัน คุณแอนนั้นมีในสัญญาทาสผูกมัด แถมยังมีครอบครัวด้วย เธอไม่คิดจะไปจากเจ้านายดีๆหรอกนะ งั้นเอาเป็นว่าข้าจะเป็นแค่คนเก็บเงินจากลูกค้า แล้วนำมันมาให้คุณแอนเก็บรักษาไว้ก็แล้วกัน ตามนี้น่าจะสบายใจที่สุด” วินเซนต์พูดเองเออเอง แต่มันก็เป็นความคิดที่ดี และไม่เสียหายอะไรหลงเฟยจึงตกลง หลังจากที่ทุกคนตกลงกันได้ หลงเฟยก็แจกแจงแบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้กับทีมงานทุกคน ในช่วงบ่ายที่ร้านปิดรับลูกค้าแล้ว แต่พวกเขาก็ยังทำงานกันอยู่ นั้นก็คือการจัดร้านใหม่ให้เข้าที่ เพราะเมื่อเช้าแค่จัดแบบชั่วคราวเท่านั้น จนกระทั่งจัดร้านเสร็จหลงเฟยก็ตรวจดูความเรียบร้อยต่างๆอีกรอบ โต๊ะVIPตรงริมระเบียง วางฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว โต๊ะอาหารสำหรับลูกค้าทั่วไป จัดวางเว้นช่องไฟให้ง่ายต่อการเข้าออกของลูกค้า โต๊ะม้าหินอ่อนจัดวางในสวน โต๊ะสนามVIPก็ตั้งไว้ใกล้ๆกับระเบียงเรียบร้อย “อืม...ผมว่าชั้นวางของตรงทางเดินนี่มันโล่งๆไปนะครับพี่วินเซนต์”หลงเฟยหันไปถามลูกจ้างคนใหม่“แจกันดอกไม้ และจานลายแปลกๆที่เจ้าเอามาวางโชว์ก็ดูดีแล้วนะ แต่ตรงกลางที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่นี่สิ อืม...ข้านึกออกแล้วว่าจะเอาอะไรมาตกแต่งดี” วินเซนต์เกิดไอเดียบางอย่างขึ้นมาชายหนุ่มปลดล็อกเปิดกระเป๋าหนังสี่เหลี่ยมมันเงา ที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วออกมา ปรากฏว่าภายในมีช่องเก็บของที่พับได้กางออกมาอีก 2-3 ช่อง ในช่องต่างๆบรรจุอุปกรณ์วาดภาพทั้งสี พู่กัน และอุปกรณ์จุกจิกอีกมากมาย ส่วนในช่องใหญ่ที่สุดมีห่อผ้าสี่เหลี่ยมแบนๆวางไว้อยู่ แล้วเขาก็หยิบมันออกมา “นี่คืออะไรเหรอครับพี่วินเซนต์” หลงเฟยเอ่อยถาม“นี่คือภาพวาดของข้าเอง นามของมันคือ ความทรงจำแห่งเวนนิส” วินเซนต์แกะห่อผ้าออกมาเผยให้เห็นภาพวาดจากสีน้ำมันบนผืนผ้าใบขนาดประมาณ 60X40 เซนติเมตร ภาพนี้ถูกวาดโดยเทคนิคการสร้างเท็กซ์เจอร์ด้วยรอยทีแปรง และเกรียงที่ปาดอย่างเฉียบคม เกิดเป็นภาพวิวทิวทัศน์ของจัตุรัสกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน ล้อมรอบด้วยอาคารปูนสีเหลืองหลังคากระเบื้องสีส้ม พร้อมฉากหลังเป็นภูเขาเขียวขจี และท้องฟ้าอันสดใส แต่สิ่งที่ทำให้หลงเฟยประหลาดใจก็คือ... “ภาพเคลื่อนไหวได้! แสงสีที่เปลี่ยนไปมา แถมถ้าฟังดีๆยังมีเสียงด้วย นี่พี่ทำได้ยังไงครับ?” หลงเฟยตื่นเต้นกับภาพนี้มาก ถึงแม้เขาจะอยู่โลกแห่งนี้มาสักพัก แต่ก็ไม่เคยเจอภาพวาดแบบนี้มาก่อน“ก็ใช้เวทย์มนต์น่ะสิ ถามแปลกๆ” วินเซนต์งงกับคำถามนี้จริงๆ