เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูเหวินฉังก็ตัดสินใจเดินกลับมาหาลู่เฟยเหยียนที่กำลังนั่งเซ็งอยู่ทันที
“ผู้ตรวจการลู่... ในเมื่อตอนนี้เกิดคดีใหญ่ลอบสังหารเสนาบดีกลางเมืองหลวง แต่พวกเราที่เพิ่งตั้งสำนักกลับไม่มีหูตาและทำอะไรไม่ได้เลย เช่นนั้นนี่จึงเป็โอกาสดีที่พวกเราจะขอเข้าเฝ้าฝ่าา เพื่อทูลขอกำลังพลและงบประมาณมาปรับปรุงสำนัก!”
ลู่เฟยเหยียนเบิกตากว้าง แววตาเป็ประกายวับ
‘ตาแก่นี่ก็ฉลาดไม่เบานี่หว่า! ฉวยโอกาสนี้ไปตำหนิฮ่องเต้ แล้วไปขอเงินและขอกำลังคนฟรีๆก็ดีเหมือนกัน นี่มันเสือเฒ่าชัดๆ!’
“ความคิดยอดเยี่ยมขอรับท่านเ้าสำนัก! เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราจะไปเข้าเฝ้าฝ่าากัน!”
..
วังหลวงแคว้นต้าเฉวียน
เมื่อแสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่อง บรรดาขุนนางนับร้อยชีวิตในชุดขุนนางเต็มยศกำลังพากันเดินทอดน่องเตรียมเข้าประชุมเช้าที่ท้องพระโรง
แต่ในขณะนั้นเอง สายตาหลายคู่กลับเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของบุรุษสองคน คนหนึ่งหนุ่มแน่นในอาภรณ์สีม่วงเข้ม อีกคนหนึ่งสูงวัยท่าทางองอาจดุดัน แผ่นหลังของทั้งคู่หายลับเข้าไปในตำหนักหลงเฉวียนซึ่งเป็ตำหนักทรงงานส่วนพระองค์ของฮ่องเต้
กลุ่มขุนนางที่เห็นเหตุการณ์พลันชะงักฝีเท้า เริ่มซุบซิบกระซิบกระซาบกันเสียงเบาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“นั่นไม่ใช่ลู่เฟยเหยียนหรอกหรือ? คดีลอบสังหารเสนาบดีเสิ่นกับขุนนางใหญ่อีกหลายคนเมื่อไม่กี่วันก่อน... หรือแท้จริงแล้วจะเป็ฝีมือของสำนักเจิ้นอู่ที่ฮ่องเต้เพิ่งตั้งขึ้นมากันแน่?!”
“ต้องใช่แน่ๆ! ข่าวว่าเขาได้รับสิทธิ์ขาดจากฝ่าา ลงมือก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลัง วันนี้เ้าหนุ่มนั่นคงเข้ามารายงานความเคลื่อนไหวกับฝ่าาล่ะสิ!”
ในขณะที่ขุนนางคนอื่นกำลังขวัญผวา เว่ยสิงกลับยืนนิ่ง ดวงตาวูบไหวด้วยความสับสน ‘
“บัดซบ!” เขาสบถออกมาคำโต
“การส่งมือสังหารไปเด็ดหัวเสิ่นกั๋วตงและขุนนางคนอื่นๆ เป็ฝีมือสกุลเว่ยของเราแท้ๆ! แต่กลับถูกผู้อื่นเข้าใจว่าเป็ผลงานของสำนักเจิ้นอู่เสียอย่างนั้น!”
“ท่านพ่อเบาหน่อยขอรับ” เว่ยอวี่ชวนเข้ามาสะกิด “ให้ผู้อื่นคิดว่าเป็ฝีมือของลู่เฟยเหยียนก็ดีแล้วมิใช่หรือขอรับ เราจะยอมรับว่าเป็ฝีมือสกุลเว่ยของเราไม่ได้เด็ดขาด!”
“ข้ารู้น่า! แต่มันน่าเจ็บใจไหมเล่าที่ได้เห็นผู้อื่นขโมยผลงานของเราไปต่อหน้า!”
“แต่ว่า..ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านเห็นหรือไม่ว่าลู่เฟยเหยียนเดินมากับผู้ใด?”
“ข้าไม่เห็น... ดูเหมือนจะเป็คนสูงวัยนะ มารดามันเถอะ! มองไม่ถนัดเลย!” เว่ยสิงสบถอย่างขัดใจ
“คนผู้นั้นต้องเป็เ้าสำนักเจิ้นอู่คนใหม่แน่ๆ ขอรับ!” เว่ยอวี่ชวนหน้าเสีย
“เอ๊ะ!! ท่านพ่อ หรือว่าพวกเราจะสังหารผิดคน? แท้จริงแล้วฝ่าาไม่ได้คิดจะแต่งตั้งเสิ่นกั๋วตงเป็เ้าสำนักแต่แรกแล้ว!”
เว่ยสิงพยายามคุมสติที่กำลังกระเจิง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมกระซิบตอบลูกชายเสียงต่ำ
“ช่างมัน! ถึงจะฆ่าผิดคน แต่อย่างน้อยการกำจัดเสิ่นกั๋วตงไปได้ ก็เท่ากับขจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองของสกุลเว่ยเราไปได้คนหนึ่ง ถือว่าไม่เสียเที่ยว! หากข่าวลือพวกนี้หลุดออกไปข้างนอก ก็ปล่อยให้คนลือไปไม่ต้องแก้ข่าว! สายตาคนทั้งเมืองหลวงจะได้ไม่พุ่งเป้ามาสงสัยที่สกุลเว่ยของเรา!”
ขณะที่เหล่าขุนนางเข้าไปรวมตัวจับกลุ่มพูดคุยกันถึงการตายของเสิ่นกั๋วตงอยู่ในท้องพระโรงนั้น อีกด้านหนึ่งที่ตำหนักหลงเฉวียน ฮ่องเต้จ้าวิเต๋อกลับกำลังวิ่งวุ่นจนหัวหมุน
“ตามหมอหลวงมาเร็วเข้าจางกงกง!”
“กระหม่อมคิดว่าฝ่าารีบหนีเป็ความคิดที่ดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ ตามหมอหลวงมาพระองค์ก็หนีไม่พ้นต้องพบหน้าราชครูซูอยู่ดีมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” จางกงกงวิ่งปิดประตูหน้าต่างจนหอบกิน แต่จนแล้วจนรอดก็หาที่ซ่อนตัวให้โอรส์ไม่ได้
“บอกพวกเขาไปว่าข้าประชวรหนัก ไม่สะดวกให้ผู้ใดเข้าเฝ้า! ให้หมอหลวงมายืนยันว่าข้าเป็โรคติดต่อร้ายแรงก็ได้นี่ เร็วสิเ้าอย่ามัวแต่ชักช้า ไปตามหมอหลวงมา!”
“ไม่มีใครต้องไปไหนทั้งนั้น!! กระหม่อมได้ยินทุกอย่างหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดดังลั่นของซูเหวินฉังทำเอากระเบื้องบนหลังคาตำหนักหลงเฉวียนเกิดรอยร้าว ทหารยามหน้าตำหนักเบี่ยงตัวหลบไม้ตะพดของอดีตราชครูได้ก็รีบวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปเปิดประตูให้คนทั้งสองเข้าไป
จ้าวิเต๋อกับจางกงกงและข้ารับใช้ในตำหนักพากันสะดุ้งโหยงจนตัวโยน โอรส์รีบจัดฉลองพระองค์ที่ยับย่นให้เข้าที่เข้าทาง แล้วปราดเข้าไปนั่งอยู่หลังโต๊ะทรงอักษรอย่างรวดเร็ว
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาลู่เฟยเหยียนถึงกับตาโต เผลอกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ััถึงความยิ่งใหญ่ในตำแหน่งผู้ตรวจการพิเศษ เหล่าขันทีและนางกำนัลพากันคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าสบตาพวกเขาด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างถึงที่สุด! ที่แท้ตาแก่ซูก็มีบารมีมากกว่าที่ตนคิด!
“ฝ่าาทรงคิดจะหลบหน้าผู้ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ซูเหวินฉังก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักอย่างเชื่องช้า
เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนใบหน้าของจ้าวิเต๋อ โอรส์รีบปรับสีหน้า พลางเอ่ยทักทายอดีตพระอาจารย์อย่างนอบน้อมผิดวิสัย
“เจิ้นไม่ได้คิดจะหลบหน้าผู้ใดเสียหน่อย แล้วนี่มีเื่อันใดหรือ จึงต้องลำบากให้ท่านอาจารย์มาขอเข้าเฝ้าเจิ้นั้แ่เช้าตรู่เช่นนี้?”
“ต้องมีเื่ด้วยหรือกระหม่อมถึงจะมาขอเข้าเฝ้าได้?” ซูเหวินฉังเคาะไม้ตะพดลงบนพื้น
“ดูเหมือนว่ากระหม่อมจะไม่ได้รับการติดต่อจากฝ่าามาถึงสามปี จะคิดห่วงพระองค์บ้างไม่ได้หรือไรพ่ะย่ะค่ะ?”
จางกงกงเห็นท่าไม่ดี รีบถลันเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์อย่างรู้หน้าที่ “โอ้... ราชครูซูโปรดอย่าได้เข้าใจผิดเลยขอรับ! ความจริงแล้วระยะหลังมานี้ฝ่าาทรงพระประชวรอยู่บ่อยครั้ง ไม่ได้ตั้งใจจะหลบหน้าราชครูซูเลยสักนิดเดียวขอรับ”
พอขันทีคู่ใจเปิดช่อง จ้าวิเต๋อก็แสร้งทำเป็ไอแห้งๆ “แคกๆ... ใช่แล้ว เจิ้นป่วยบ่อยจริงๆ ทำให้ท่านอาจารย์ต้องลำบากแล้ว”
ลู่เฟยเหยียนยืนฟังบทสนทนาเ่าั้พลางขมวดคิ้ว เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่ระหว่างสองคนนี้แน่ๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้ดูหวาดกลัวและต้องพยายามหลบหน้าตาแก่ซูเหวินฉังขนาดนี้
ช่างเถิด! จุดประสงค์ของเขาในวันนี้ไม่ใช่การมาจับผิดความสัมพันธ์ของใคร แต่มาเพื่อขอเงินและขอกำลังพลต่างหาก! เขาจึงตัดสินใจก้าวออกมาเอ่ยปากอย่างเป็ทางการ
“กราบทูลฝ่าา ยามนี้สำนักเจิ้นอู่อยู่ในสภาพย่ำแย่เกินบรรยาย จนแม้แต่นกยังไม่อยากบินมาขับถ่ายเลยพ่ะย่ะค่ะ เราสองคนจึงอยากจะมากราบทูลขอเงินสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมสำนักพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของลู่เฟยเหยียนเปรียบเสมือนระฆังช่วยชีวิต! ทั้งฮ่องเต้และจางกงกงต่างถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ไม่ต้องตอบคำถามจี้ใจดำของซูเหวินฉังอีก
“โอ้... เื่นี้นี่เอง” ฮ่องเต้ถูมือไปมา ทำสีหน้าลำบากใจ
“ไม่ใช่ว่าเจิ้นไม่อยากช่วย แต่ท้องพระคลังยามนี้ก็ว่างเปล่า จางกงกงบอกเื่นี้กับเ้าแล้วมิใช่หรือ?”
“ถึงฝ่าาจะไม่มีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่กรมคลังก็ต้องมีงบประมาณจัดสรรสำหรับหน่วยงานในราชสำนักมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวิเต๋อทำตาปะหลับปะเหลือก มองสลับไปมาระหว่างลู่เฟยเหยียนกับอดีตราชครูสูงวัย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิว
“ผู้ตรวจการลู่...หากเป็เื่เงิน? เ้าไม่เห็นต้องเดินทางเข้ามาถึงวังหลวงเลย แค่เอ่ยปากขอจากเ้าสำนักซูของเ้า มันไม่ง่ายกว่าหรือ?”
สิ้นคำตอบของโอรส์ ซูเหวินฉังที่ยืนฟังอยู่นานก็เงื้อไม้ตะพดหัวเหล็กขึ้นสูง ทำท่าจะหวดใส่ฮ่องเต้สักไม้!
“กรี๊ดดดด! อย่านะท่านราชครูซู!”
จางกงกงและเหล่าขันทีที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านต่างกรีดร้องระงม พากันวิ่งพรวดพราดเข้ามาห้ามปรามกันพัลวัน แม้แต่ลู่เฟยเหยียนก็ใจนฉี่แทบราดรดกางเกง!
มารดามันเถิด! ตาแก่นี้มันบ้าไปแล้วจริงๆ! ขวัญกล้าถึงขนาดจะยกไม้ตะพดขึ้นมาตีหัวฮ่องเต้ถึงในวังหลวงต่อหน้าธารกำนัลเนี่ยนะ?!