ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 84 ดาบที่ไร้จิตวิญญาณ

    เทียนฉินใช้มือลูบไล้ที่ใบดาบนั้นอย่างพึ่งพอใจ แสงดาบส่องแสงกระพริบแวววาวราวกับดีใจที่ได้พบเจ้านายคนใหม่ของมัน เขากวัดแกว่งดาบไปมาอยู่ชั่วครู่ก็เก็บมันลงไปในแหวนมิติ 


    "ดาบเขี้ยวพยัคฆ์นี้คงไม่สามารถนำออกมาใช้ให้คนจำนวนมากเห็นได้แน่ ไม่อย่างนั้นจะเป็นตัวข้าเองที่ต้องเดือดร้อน!"


    เทียนฉินรู้ดีว่าดาบเขี้ยวพยัคฆ์นี้มีค่ามากแค่ไหน หากมีใครล่วงรู้เข้าคงจะอดที่จะมาช่วงชิงไม่ได้แน่ คงต้องรอให้เขาบรรลุถึงระดับก่อกำเนิดเสียก่อนถึงจะนำมันออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผย


    "เจ้านี่ทำไมถึงมีโชควาสนามากถึงขนาดนี้กัน!"เสียงของหลงยู่หมิงปลุกให้เทียนฉินตื่นจากภวังค์


    "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันอาวุโสหลง"เทียนฉินตอบกลับอย่างอายๆ เพราะครั้งนี้เขาเก็บเกี่ยวได้มากมายเหลือเกิน


    "เจ้ารู้ไหมว่าดาบเล่มนี้เป็นถึงอาวุธระดับอมตะเชียวนะ!"


    "แต่น่าเสียดายที่จิตวิญญาณของดาบเล่มนี้ได้สูญสลายไปแล้ว "หลงยู่หมิง

    กล่าวออกอย่างผิดหวัง


    "อาวุธระดับอมตะนี่มันระดับไหนกันและที่ว่ามันไม่มีจิตวิญญาณนี่คืออะไร!"เทียนฉินเอ่ยถามอย่างสงสัย


    "ระดับอมตะถ้านับเป็นตัวเลขก็คือระดับหก ซึ่งไล่เรียงมาจากระดับการฝึกฝนของคนเรานี่ล่ะ!"หลงยู่หมิงอธิบายให้เทียนฉินได้รู้


    "แต่เท่าที่ข้ารู้มันมีเพียงแค่ห้าระดับไม่ใช่รึ?"เทียนฉินถามต่ออย่างสงสัย


    "โดยพื้นฐานแล้วการฝึกฝนของคนเราแบ่งเป็นระดับใหญ่ได้สองระดับด้วยกัน"


    "หนึ่งคือระดับมนุษย์ ซึ่งแบ่งแยกเป็นระดับเล็กได้อีกห้าระดับ นั่นก็คือ แรกเริ่ม หลอมรวม ผันแปร ก่อกำเนิด หลุดพ้น"


    "ใครที่ข้ามผ่านระดับหลุดพ้นไปได้ ก็จะหลุดพ้นการเป็นมนุษย์ตามชื่อเรียกของระดับนั่นเอง จากนั้นจึงยกระดับกลายเป็นเซียนอมตะที่แท้จริง"


    "ส่วนระดับที่สองคือระดับเซียน ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ระดับเล็กด้วยกันคือ อมตะ ราชันย์ จักรพรรดิ เทพเจ้า"


    "ส่วนขั้นย่อยของระดับมนุษย์เจ้าคงรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรบ้าง แต่ขั้นย่อยระดับเซียนจะแตกต่างไปจากขั้นมนุษย์อยู่บ้าง นั้นคือจะมีถึงห้าขั้นย่อยด้วยกัน ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ขั้นสูงสุดและขั้นสมบูรณ์"


    "ส่วนจิตวิญญาณของดาบคือ อาวุธตั้งแต่ระดับอมตะขึ้นไปเมื่อทำการหลอมสร้างขึ้นมาแล้ว ผู้สร้างจะทำการปลุกจิตวิญญาณในอาวุธนั้นขึ้นมาด้วย แต่บางครั้งก็จะให้เจ้าของอาวุธนั้นทำการปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาเอง ซึ่งวิธีการอย่างหลังนั้นจะทำให้ผู้ใช้อาวุธมีความคุ้นเคยได้มากกว่า"


    "ที่นี้เจ้าเข้าใจรึยัง?"หลงยู่หมิงบอกออกมาอย่างใจเย็นถึงระดับขั้นพลังต่างๆ


    เทียนฉินพยักเข้าใจและก็ไม่ได้ถามอะไรต่อไปอีก เพียงแต่เขาเดินไปรอบๆเพื่อมองดูว่าทำไมยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ในเมื่อเขาผ่านชั้นที่เก้าซึ่งถือว่าเป็นชั้นสุดท้ายแล้ว


    เมื่อเดินมาถึงตรงบริเวณที่เคยมีบังลังก์ที่จักรพรรดิคนนั้นนั่งอยู่ เทียนฉินก็ได้สังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง คลื่นพลังงานตรงนี้มีความหนาแน่นกว่าตรงจุดอื่นยิ่งนัก เขาจึงลองเอื้อมมือไปสัมผัสก็ต้องสะดุ้งตกใจหงายท้องจนก้นจ้ำเบ้า


    ตรงจุดที่แต่เดิมมีบังลังก์ตั้งอยู่พลันเกิดพลังงานสีขาวหมุนวนขึ้นมา แล้วแปรเปลี่ยนเป็นบันไดสีทองเปล่งประกายสีสันสวยงามบาดตา 


    "อย่าบอกนะว่ามันมีชั้นที่สิบด้วย!"


    เทียนฉินที่ยังไม่หายจากอาการตกใจก็เกิดตกตะลึงขึ้นมาอีกครั้ง ใครจะไปเชื่อได้ว่าหอคอยปฐมอัคคีนี้จะไม่ใช่สิ้นสุดแค่ชั้นที่เก้า


    "ทำไมถึงมีบันไดเพิ่มขึ้นมาอีกได้! หรือว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครได้รู้ จึงเล่าลือกันว่ามีแค่เก้าชั้นกัน!"


    หลงยู่หมิงอุทานออกมาอย่างสับสน เพราะไม่ใช่ว่าเผ่าพันธุ์ของเขาจะไม่เคยได้เข้ามาทดสอบที่หอคอยนี้ แต่เพราะอาจจะไม่เคยมีใครได้พบเจอทางขึ้นไปยังชั้นที่สิบเสียมากกว่า


    "ท่านก็ไม่ทราบเหมือนกันหรอกรึ?"เทียนฉินถามออกมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของหลงยู่หมิงกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก


    "อืม!"


    ทันทีที่บันไดสีทองโผล่ออกมา ความวุ่นวายภายในนิกายก็สับสนอลหม่านมากยิ่งกว่าเดิม ระฆังที่ดังถึงสามครั้งทำให้ลูกศิษย์และอาจารย์ทั้งหลายอยู่กันไม่เป็นสุขแล้ว แม้แต่ตัวของประมุขนิกายเองก็รีบเหาะกลับมาที่หอคอยปฐมอัคคีนี้อีกครั้ง


    "คารวะท่านประมุข!"


    ชายชราทั้งสามเคารพประมุขนิกายอีกครั้งด้วยความแปลกใจ จนเผลอดคิดไปว่าตอนนี้นิกายของเราเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว ขนาดตัวประมุขนิกายที่ไม่เคยออกมาจากตำหนัก ยังโผล่มาให้ได้เห็นถึงสองครั้ง


    "เขายังไม่ออกมาอีกรึ?"พอประมุขนิกายมาถึงก็จ้องมองไปยังทางเข้าหอคอยนั้นทันที


    "ยังขอรับท่านประมุข"อาวุโสฝางเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม


    "แปลกจริง! ตอนที่ข้าผ่านชั้นที่เก้าได้แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่นานก็จะถูกส่งตัวออกมาเอง"ประมุขนิกายครุ่นคิดถึงตอนที่เขาได้ผ่านชั้นเก้ามาเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในหอคอยนานขนาดนี้


    "หรือว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเขากัน?"

    อาวุโสต้งเอ่ยมาอย่างกังวล


    "ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้หรอก แต่ถึงจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เด็กที่ชื่อเทียนฉินคนนั้นก็จะต้องถูกส่งออกมาอยู่ดี!"ประมุขนิกายตอบกลับมาโดยไม่ได้ละสายตาจากหอคอยนั้นเลย


    ทางด้านบ้านพักของเสิ้นจื่อ ล่งฉินจ้าวกับเซียวปิงหยวนก็รีบเข้ามามาหาอาจารย์ของเขาทันที


    "คารวะท่านอาจารย์!"เมื่อทั้งสองมาถึงก็แสดงความเคารพออกมาอย่างนอบน้อม


    "พวกเจ้ามากันแล้วรึ?"


    "ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปรอเทียนฉินที่หอคอยปฐมอัคคีกันเถอะ!"เสิ้นจื่อพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินนำหน้าทั้งสองออกไปอย่างเร่งรีบ


    ส่วนทางด้านอาวุโสท่านอื่นหรือแม้กระทั่งอาวุโสสูงสุดก็ได้รีบเดินทางไปยังหอคอยอย่างเร่งด่วน แต่ความวุ่นวายมากที่สุดคงหนีไม่พ้นลูกศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ภายในนิกาย ต่างพากับสอบถามกันวุ่นไปหมด


    "เกิดอะไรขึ้นอีกแล้วงั้นรึ?"


    "อย่าบอกนะว่ามีคนผ่านชั้นที่เก้าของหอคอยปฐมอัคคีไปได้!"


    "ใครก็ได้ช่วยบอกข้าที!!"


    "อะไรกันนี่เจ้าไม่รู้หรอกรึ?"


    "?????"


    "อ้าว! อาวุโสเสิ้นมาแล้วอย่างนั้นรึ?"

    อาวุโสต้งหันกลับมาทักทายทันทีที่เห็นเสิ้นจื่อพาลูกศิษย์ทั้งสองเดินทางมาถึงด้นหน้าหอคอย


    เสิ้นจื่อรีบสะกิดล่งฉินจ้าวและเซียวปิงหยวนให้รู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร ทำให้ทั้งสองตกตะลึงเป็นอย่างมา เพราะตั้งแต่ที่สองคนเข้ามาอยู่ในนิกายก็ยังไม่เคยได้พบเจอประมุขคนนี้เลยสักครั้ง แต่มิวายรีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม


    "คารวะท่าประมุขนิกาย!"


    "อาวุโสเสิ้นมาก็ดีแล้ว! ข้ามีอะไรจะคุยด้วย!"ประมุขนิกายพยักหน้าให้ทั้งสองเบาๆก่อนเอ่ยปากบอกกับเสิ้นจื่อ


    "ท่านประมุขมีอะไรจะสอบถามข้าอย่างนั้นหรือ?"เสิ้นจื่อถามอย่างสงสัย


    "ไม่มีอะไรมากหรอก!"


    "ข้าอยากคุยเรื่องลูกศิษย์ของท่านที่ชื่อเทียนฉินสักหน่อย"ประมุขเอ่ยออกมาตามตรง


    เสิ้นจื่อสบตากับประมุขอย่างสงสัยว่าเทียนฉินสร้างปัญหาอะไรไว้ในหอคอยกันแน่ เพราะเท่าที่เขาเห็นตอนนี้อาวุโสหลักหลายคนได้มาอยู่ที่นี่แล้วรวมถึงอาวุโสกุ่ยด้วย


    "ศิษย์ของข้าสร้างปัญหาอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?"


    "ฮ่าๆ! ท่านเข้าใจผิดแล้ว!"


    เมื่อเห็นท่าทางของเสิ้นจื่อ ประมุขนิกายหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ แต่ไม่นานก็กลับมาทำท่าเคร่งขรึมจริงจังอีกครั้ง


    "หากข้าจะขอเทียนฉินไปเป็นศิษย์ส่วนตัวของข้า! ท่านจะว่าอย่างไร?"ประมุขนิกายเอ่ยบอกอย่างไม่มีปิดบัง


    เสิ้นจื่อมองหน้าประมุขนิกายก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันที เพราะเทียนฉินได้ผ่านชั้นที่เก้าของหอคอยปฐมอัคคีได้ จึงทำให้ประมุขสนใจในความสามารถถึงกับอยากจะรับไปศิษย์ส่วนตัว ต้องบอกก่อนว่าประมุขนิกายไม่เคยรับลูกศิษย์คนใดมาก่อนเลย แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้เขาแปลกใจได้อย่างไรกัน


    "ว่าอย่างไรล่ะอาวุโสเสิ้น! ท่านยินยอมมอบเทียนฉินให้ข้าหรือไม่?"ประมุขนิกายเห็นเสิ้นจื่อยืนเหม่อไม่พูดไม่จาก็เร่งกล่าวถามขึ้นมาอีกครั้งอย่างร้อนใจ


    "เอ่อ! เรียนตามตรงท่านประมุข ลูกศิษย์คนนี้ค่อนข้างแตกต่างจากศิษย์คนอื่นอยู่บ้าง!"


    "ข้าเลยไม่อาจจะตัดสินใจแทนเขาได้ ถ้าเขาอยากจะไปเป็นศิษย์ท่านประมุข ข้าก็จะไม่ถือสาหาความอะไรหรอก!"


    เสิ้นจื่อเอ่ยออกมาอย่างตะขิดตะขวง หากจะพูดกันจริงๆแล้วเขาก็เปรียบได้แค่เป็นอาจารย์แต่ในนามเท่านั้นเอง เพราะเขาไม่เคยได้ถ่ายทอดความรู้อะไรให้กับเทียนฉินเลย มีแต่เทียนฉินเองนั่นละที่นำพาชื่อเสียงมาให้เขาอยู่ร่ำไป


    "แค่ท่านอนุญาติก็เพียงพอแล้ว!"


    ประมุขนิกายยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เพราะไม่ว่าใครคนไหนถ้าหากบอกว่าจะมาเป็นศิษย์ของประมุขนิกาย ย่อมไม่มีใครคิดจะปฎิเสธอยู่แล้วแน่นอน


    ผู้อาวุโสที่ไม่รู้ลึกตื้นหนาบางระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์คู่นี้ ต่างหันมามองทางเสิ้นจื่อด้วยความเห็นใจ พวกเขาต่างคิดว่าเสิ้นจื่อคงทุ่มเทฝึกฝนให้ศิษย์คนนี้อย่างดีแน่นอน ถึงได้กลายเป็นคนมีความสามารถมากขนาดนี้


    และที่พวกเขาพากันมาที่หอคอยปฐมอัคคีนี้ ก็เพราะว่ายังไม่เคยมีใครผ่านชั้นที่เก้าไปได้สักคน จึงอยากมาสอบถามกันว่าเหตุการณ์ด้านในมันเป็นอย่างไรแน่ 


    ส่วนเสิ้นจื่อที่หันไปเห็นแววตาของพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกกระดากอายเข้าไปใหญ่ ได้แต่พยักหน้าไปมาราวกลับกำลังขอบใจในความหวังดี


    หลังจากที่ไม่มีอะไรแล้วต่างคนต่างก็หันไปพูดคุยกันเบาๆเพื่อรอให้เทียนฉินออกมาจากหอคอย ไม่เว้นแม้แต่เสิ้นจื่อกับลูกศิษย์ของเขาทั้งสองที่ไปหามุมสงบแล้วนั่งรอเทียนฉินออกมาด้วยความกระวนกระวายใจ



    จบตอนที่ 84