เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 101 เหล่าร่างสถิตตื่นตัว

    แกรนด์ที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาได้สั่งการให้เปลี่ยนเส้นทางอย่างกะทันหัน ทั้งหมอฮาเวิร์ดและไคลน์หันมามองหน้ากันอย่างุนงง แดนมังกรหลับใหล? มันคือที่ไหน? พวกเขาทั้งสองไม่เคยได้ยินชื่อดินแดนแห่งนี้มาก่อน แกรนด์เห็นสีหน้าของทั้งสองก็นึกขึ้นได้ เพราะคนที่เคยไปที่นั่นถ้ารวมตัวเขาแล้วก็มีแค่ เอเลน่า บ็อบ ครีท ไอริสและเฟรย่าเท่านั้น อีกอย่าง คนที่หมู่บ้านรู้เพียงว่ากลุ่มของแกรนด์เดินทางไปยังดินแดนปริศนา ที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดโบราณเท่านั้น ซึ่งกลุ่มที่เดินทางไปก็เพิ่งรู้จักชื่อดินแดนแห่งนี้จากปากของจักรพรรดิมังกรเมื่อไปถึงนี่เอง

    “มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เดินทางไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอผาไหมพิษ ที่นั่นจะเป็นจุดหมายแรกของเรา”

    “รับทราบ”

    แกรนด์บอกพิกัดที่แน่นอนอีกครั้ง ส่วนไคลน์ไม่อยากจะถามอะไรมากเพราะเจ้านายเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา รอพักสักระยะค่อยถามรายละเอียดเอาก็ได้

    “ออร่าของเจ้าดูเปลี่ยนไปนะ แต่มันต่างจากที่ข้าคิดเอาไว้นิดหน่อย”

    แกรนด์สัมผัสได้ถึงพลังที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดของไคลน์ ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้ภายในเวลาไม่มีวัน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากวิวัฒนาการ

    “นี่คือร่างโคโบลด์ซามูไร หนึ่งในร่างวิวัฒนาการของเผ่าเรา”

    “งั้นเหรอ ยอดเยี่ยมมาก ในที่สุดเจ้าก็ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองเสียที”

    “เพราะมีนายท่านข้าถึงมีวันนี้ขอรับ”

    ในขอบเขตที่สัมผัสได้ตอนนี้ ระยะ 120 เมตรแกรนด์รับรู้ได้ถึงพลังของทุกคน รวมถึงตำแหน่งว่าใครอยู่ตรงไหน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขา ไม่จำเป็นต้องถามถึงคนอื่นๆ ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไรบ้าง ขณะที่แกรนด์พูดคุยกับไคลน์และหมอฮาเวิร์ดอยู่นั้น เขตสัมผัสของเขาก็รับรู้ได้ถึงพลังสองจุดที่ย่างกรายเข้ามาในระยะ จุดแรกเป็นพลังที่คุ้นเคยแต่หนาแน่นและแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก แกรนด์เดาได้ทันทีว่าคงเป็นเวนไฮร์ที่วิวัฒนาการมาแล้ว ส่วนอีกจุดเป็นพลังที่ทับซ้อนกันในร่างคนๆ เดียวมันไม่ใช่แค่ทับซ้อนชั่วคราว แต่มันเกือบจะหลวมรวมกันได้ครบ 100% แล้ว แกรนด์ไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักมาก่อน ออร่าที่แผ่ออกมาจากคนผู้นี้ทำให้แกรนด์รู้สึกได้ถึงอันตรายอย่างยิ่งยวด แต่เมื่อเดินผ่านคนอื่นๆ ดูเหมือนทุกคนจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านหรือหวาดกลัวเขาแต่อย่างใด ตอนนี้แกรนด์กำลังบาดเจ็บหนักอยู่ เขตสัมผัสที่ใช้ได้จึงมีขอบเขตที่จำกัด ถ้าเป็นในยามปกติ แค่เดินเข้ามาในระยะ แกรนด์ก็มองเห็นกระทั่งรูปร่างหน้าตาคนๆ นั้นได้แล้ว

    “ไคลน์ ตามเขามาที่นี่ ข้าอยากคุยเป็นการส่วนตัวหน่อย”

    แกรนด์เอ่ยขึ้นแล้วหลับตาลง ไคลน์รู้ได้ทันทีว่า ‘เขา’ ที่แกรนด์พูดนั้นหมายถึงใคร เมื่อทั้งไคลน์และหมอฮาเวิร์ดเดินออกจากรถม้าที่แกรนด์นอนพักไปได้ไม่นาน ชายคนหนึ่งก็เดินเข้าไปในนั้นแทน

    “โคตรหนังเหนียวเลยว่ะ สองวันก่อนสภาพเจ้ายังร่อแร่อยู่เลย ข้านับถือความอึดของเจ้าจริงๆ”

    ครีทเอ่ยขึ้นทันทีที่มุดเข้ามา เมื่อครู่เขากับเวนไฮร์ออกไปไล่สัตว์อสูรที่มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ กับขบวนเดินทาง และเมื่อกลับมาก็รู้ว่าแกรนด์ฟื้นแล้วรวมถึงอยากคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว ครีทเดาว่าคงโดนแกรนด์สอบสวนเรื่องที่ตนน่าจะตายไปแล้ว เหมือนที่ไคลน์กับเวนไฮร์สงสัยในตัวเขาก่อนหน้านี้แน่ๆ

    “เจ้าเป็นใคร?”

    “ข้ามือระเบิดอัจฉริยะคนเดิมไง สมองสะเทือนจนจำไม่ได้แล้วเหรอ? ฮ่าๆ ๆ”

    ครีทเอ่ยขึ้นทีเล่นทีจริง แต่เมื่อเห็นสายตาของแกรนด์ดูจริงจัง เสียงของเขาก็เริ่มอ่อยลง

    “ครีท ข้ารู้อยู่ว่าเป็นเจ้า แล้วเมื่อครู่ข้าไม่ได้ถามเจ้าซะหน่อย ข้าถามไอ้ตัวที่อยู่ข้างในเจ้าต่างหาก”

    “เจ้ารู้เหรอ? เออว่ะ เขตสัมผัสของเจ้าคงรับรู้ได้สินะ”

    “ก็ประมาณนั้น แล้วเจ้าไปทำอีท่าไหนถึงได้โดนตัดแขนจนเหลือแค่ข้างเดียว แถมยังมีไอ้ตัวแบบนี้มาอยู่ในร่างอีก?”

    “อ๋อ ไม่มีใครมาตัดหรอก ข้าเป็นคนตัดออกเอง เหอะๆ ๆ เรื่องมันยาวว่ะ เดี๋ยวเล่าให้ฟัง เฮ้ย..เจ้าเงาบัดซบ ออกมาคุยกันหน่อย”

    “เรียกมาคุย? มันพูดได้ด้วย?”

    “เออสิ มันบอกว่ากำลังพยายามยึดร่างข้าอยู่ แหม่..ทีจะเรียกออกมาคุยนี่เงียบเชียว สงสัยเขิน”

    “จริงจังหน่อย ข้ารู้สึกว่าเจ้าสิ่งที่ติดอยู่กับเจ้ามันอันตรายมาก”

    แกรนด์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เขารู้สึกหวาดกลัวต่อตัวตนปริศนาที่สิงอยู่ในร่างของครีท มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด หวาดกลัวทั้งๆ ที่มีดวงจิตมังกร หวาดกลัวทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

    “เดี๋ยวว่างๆ จะลองถามมันดู เห็นไคลน์บอกว่าจะเปลี่ยนเส้นทางไปผาไหมพิษ เจ้าคิดจะพาพวกเรายกโขยงไปตั้งรกรากที่นั่นจริงเหรอ?”

    “ให้เอเลน่ากับบ็อบฟื้นขึ้นมาก่อน เราค่อยคุยเรื่องนี้พร้อมกันทีเดียว”

    ในขณะที่แกรนด์คุยกับครีทอยู่นั้น จู่ๆ อักขระสื่อสารของเขาก็มีสัญญาณ เพราะสภาพร่างกายที่บอบช้ำและผ้าที่พันรอบตัวจนหนา ทำให้แกรนด์ขยับร่างกายเพื่อที่จะใช้งานอักขระสื่อสารอย่างยากลำบาก จนครีทต้องลุกขึ้นมาเชื่อมต่อสัญญาณปลายทางให้

    “เป็นไงบ้าง? ได้ยินว่าตะลุมบอนกับพวกสภาแห่งเมืองกลอเซนมา ตอนนี้ข่าวของพวกเจ้าดังไปทั่วจักรวรรดิแล้วนะ ชอบทำอะไรที่มันเอิกเกริกจริงๆ”

    เสียงใสแจ๋วของเซย์ร่าดังออกมาจากอักขระสื่อสาร เรื่องใหญ่ขนาดนี้แน่นอนว่าทางค่ายเจ็ดดาวรู้ตั้งแต่วันแรกแล้ว

    “ก็นะ ทะเลาะกับพวกตาแก่หัวหงอก บาดเจ็บกลับมานิดหน่อยน่ะ”

    แกรนด์ตอบกลับไปทันที

    “ไม่นิดแล้วมั้ง”

    ครีทเอ่ยขึ้นลอยๆ แล้วมองสภาพแกรนด์ที่นอนซมอยู่บนเตียงพลางส่ายหน้า

    “ตอนนี้กลอเซนขึ้นบัญชีพวกเจ้าเป็นอาชญากรที่ทางการต้องการตัวอันดับ 1 เจ้าคงรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าถ้าเกิดเรื่องอยู่ในเขตเมืองอื่น ค่ายเราไม่อยากจะไปก้าวก่ายเท่าไหร่นัก คราแรกท่านพ่อนิ่งเฉยเพื่อประเมินสถานการณ์ เพราะไม่คิดว่ากลอเซนจะส่งกำลังรบเต็มอัตรา เพื่อไล่ล่าพวกเจ้าโดยเฉพาะจนเหตุการณ์มันบานปลายขนาดนี้ แต่สบายใจได้ ถ้าพวกนั้นมันกล้าทำอีกครั้ง ทางเราจะไม่อยู่เฉยแน่”

    เซย์ร่าพูดพลางใส่อารมณ์ น้ำเสียงของเธอฟังดูฉุนเฉียวเล็กน้อย หลังจากที่หมู่บ้านนักล่าถูกกวาดล้าง และความรุนแรงของเหตุการณ์ทั้งหมดรู้ไปถึงหูค่ายเจ็ดดาว ผู้นำค่ายก็ต่อสายตรงถึงเจ้าเมืองกลอเซนทันที และไม่กี่นาทีต่อมา คำสั่งที่ให้จัดเตรียมกำลังพลเต็มอัตราศึกเพื่อไล่ล่ากลุ่มกบฏของกลอเซนก็ถูกยกเลิกกลางอากาศ

    “ข้าฝากขอบคุณท่านเซย์ลอสด้วย”

    “อ้อ! ข้ามีข่าวสำคัญจะมาบอก เจ้าคงจะยังไม่รู้ อีกสองปีครึ่งจะมีการคัดเลือกคนเข้าเป็นศิษย์เทพสงครามที่เมืองหลวง งานนี้ท่านเทพสงครามจะเป็นผู้คัดเลือกด้วยตนเอง!”

    “ห๊ะ! จริงเรอะ!”

    “เจ้าต้องตกใจกว่านี้แน่ ถ้ารู้ว่าท่านเทพสงครามประสงค์จะรับคนเข้าเป็นศิษย์ถึงสิบคน!”

    ทันทีที่แกรนด์รู้จำนวนที่รับเขาถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที การที่ถูกรับเข้าเป็นศิษย์แห่งเทพสงคราม ไม่มีใครในทวีปแห่งนี้ไม่รู้ว่าสำคัญยังไง และสถานะศิษย์แห่งเทพสงคราม ในทวีปแห่งนี้เปรียบได้ดั่งพระเจ้าที่มีตัวตนก็ไม่ปาน ไม่ว่าจะไปที่ไหน เจ้าเมืองในแถบนั้นแทบจะคลานเข่าออกมาต้อนรับตั้งแต่ประตูเมืองด้วยซ้ำ

    “ดีเลย สู้แต่กับสัตว์อสูรจนเบื่อแล้ว คราวนี้ได้เปลี่ยนบรรยากาศลองกับคนบ้างก็ไม่เลวนะ”

    “ฮ่าๆ ๆ ข้านึกแล้วว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้ ร่างสถิตคนอื่นๆ ก็คงไม่อยู่เฉยแน่”

    “น่าสนุกจริงๆ หวังว่าคงได้เจอกันอีกครั้งในสนาม”

    “เช่นกัน”

    เซย์ร่าเอ่ยขึ้นก่อนที่จะตัดการติดต่อไป

    “ท่าทางจะยังไม่เป็นอะไรไปจริงๆ สินะ”

    เซย์ลอสเอ่ยขึ้นในขณะที่ลูกสาวของเขาคุยกับแกรนด์เสร็จ จนถึงตอนนี้เขายังคิดว่าที่ผ่านมาได้ประเมินความสามารถของเด็กกลุ่มนี้ต่ำไป ถึงขนาดหลบหนีการตามล่าของเหล่าผู้ฝึกพลังระดับแนวหน้าของกลอเซน ที่แห่กันไปแทบจะยกสภา ทำลายเมืองบางส่วน รับมือการไล่ล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดการสูญเสียน้อยมาก สังหารหัวหน้าหน่วยอัศวินมังกรและทำร้ายรองหัวหน้าหน่วยจนพิกลพิการ มากไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้กบฏแห่งกลอเซนโด่งดังและเป็นที่สนใจไปทั่วจักรวรรดิ รองจากข่าวการรับศิษย์ของเทพสงครามก็คือ การที่เคเซอร์ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในสามขุนพลแห่งกลอเซน ถูกเด็กอายุแค่ยี่สิบต้นๆ กระทืบจนบาดเจ็บสาหัส! ความแข็งแกร่งของเคเซอร์นับว่าเป็นที่เลื่องลือ และเขายังเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของกลอเซนอีกด้วย ในฐานะผู้นำคนปัจจุบันของค่ายเจ็ดดาว เซย์ลอสมีขุมกำลังที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขามากมาย ซึ่งความแข็งแกร่งนี้นับเป็นลำดับต้นๆ ของทวีป ช่วงชีวิตที่เกิดมาเขาเพิ่งจะเคยได้สัมผัสถึงตัวตนของที่เรียกกันว่าร่างสถิต กลุ่มคนที่มีพรสวรรค์สูงสุดมาตั้งแต่เกิด หลายครั้งหลายคราที่เซย์ลอสประเมินความสามารถของเหล่าร่างสถิตโดยใช้ผู้ฝึกพลังทั่วไปเป็นเกณฑ์ แต่ก็เหมือนกับว่าเขาได้ประเมินความสามารถของคนกลุ่มนี้ต่ำไปครั้งแล้วครั้งเล่า ขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับร่างสถิตได้เลย โดยครั้งล่าสุด แกรนด์กับเอเลน่าได้ล้มเคเซอร์ซึ่งมีระดับพลังห่างกันถึงสองขั้นใหญ่ๆ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เซย์ลอสเองก็ตกใจมิใช่น้อย แม้ว่าเคเซอร์จะแข็งแกร่งเทียบตัวเขาไม่ได้ก็จริง แต่ถึงกระนั้นก็ยังอยู่ในระดับคลาส 8 เหมือนกัน ผู้ฝึกพลังคลาส 6 ธรรมดา แม้จะรุมผู้ฝึกพลังคลาส 8 พร้อมกันนับร้อยคนก็ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะได้ โดยเฉพาะเคเซอร์ซึ่งเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการผสานร่าง ทั้งยังมีร่างผสานที่แข็งแกร่งและมีความเข้ากันได้กับร่างของเขาเกินกว่า 90% แต่ไม่นานมานี้กลับถูกเด็กสองคนหยุดเอาไว้ได้ ถ้าอายุเพียงเท่านี้ก็สามารถล้มผู้ฝึกพลังระดับท็อปของเมืองใหญ่ได้ แล้วอนาคตภายภาคหน้าจะขนาดไหน? เซย์ร่าเองก็คงไม่ต่างกันนัก เพราะมักจะทำให้เหล่าอาจารย์ในค่ายตื่นตะลึงได้เสมอ ไหนจะเอเลน่าที่เป็นถึงผู้ครอบครองสมบัติจักรพรรดิเทพอีก ความสามารถของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าร่างสถิตเลยแม้แต่น้อย เมื่อนึกย้อนไปถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา

    ‘แล้วถ้าร่างสถิตเป็นพวกเดียวกันล่ะ?’

    จู่ๆ ในหัวของเซย์ลอสก็มีความคิดนี้แว็บขึ้นมา ในอดีตไม่เคยมีบันทึกใดๆ กล่าวถึงการร่วมมือกันของร่างสถิต ประวัติศาสตร์นั้นบันทึกเพียงแต่การรบพุ่งเพื่อแสดงพลังของตน และตระกูลจนกว่าอีกฝ่ายจะย่อยยับเท่านั้น กลับกัน ถ้ามีการร่วมมือกัน ในภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของทวีปแห่งนี้แน่ เซย์ลอสถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สายตาของเขาเปลี่ยนไป เขาตัดสินใจที่จะให้การคุ้มครองกลุ่มของแกรนด์อย่างเป็นทางการในนามของค่ายเจ็ดดาว รวมถึงจะดันทุกคนที่มีศักยภาพมากพอให้เข้าแข่งขันเพื่อเป็นศิษย์ของเทพสงครามอีกด้วย

    “คนยุคเก่ากำลังจะถูกคลื่นลูกใหม่แซงแล้วสินะ”

    เซย์ลอสรำพึงออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ในใจของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความภาคภูมิใจ



    ...เขตการค้าพิเศษโซลาริส เมืองซานเดรีย...

    “คนไปมุงกระดานทำไมเยอะแยะวะนั่น? รึพวกนั้นมันขึ้นค่าหัวข้าอีกแล้ว?”

    ชายหนุ่มที่แต่งกายคล้ายนักเดินทางเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ เมื่อมองเห็นชาวเมืองยืนเบียดเสียดมุงที่กระดานประกาศอย่างเนืองแน่น

    “เจ้ารออยู่ตรงนี้”

    “แคว๊ก!”

    ลูกอินทรีแดงวายุรับคำเจ้านายของมันอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มเดินมุดฝูงชนเข้าไปจนถึงหน้ากระดาน เมื่ออ่านข้อความที่ติดไว้ตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ในประกาศนั้นใจความโดยย่อเขียนไว้ประมาณว่า ‘อีกสองปีครึ่งจากนี้ไปจะมีการคัดเลือกผู้เข้าเป็นศิษย์ของเทพสงคราม การแข่งขันจะถูกจัดขึ้นในเมืองหลวง และผู้ที่มีอายุไม่เกินสามสิบปี ไม่ว่าใครก็สามารถลงสมัครได้’ เมื่ออ่านเสร็จชายหนุ่มก็มุดออกมาด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย เขาคิดถึงหลายสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามาจนถึงตอนนี้ เขาใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย หากิน เอาตัวรอดจากการถูกตามล่าไปวันๆ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าวันพรุ่งนี้จะมีอะไรรออยู่

    “น่าสนุกดีนี่หว่า”

    ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ในที่สุดเขาก็มีเป้าหมายที่อยากจะทำขึ้นมาเสียที และสิ่งที่ว่านั่นคือ การลงไปอัดทุกคนในวันนั้นให้เละ ด้วยลักษณะนิสัยของเขาซึ่งไม่คิดจะร่วมมือกับใครอยู่แล้ว และไม่คิดจะอ่อนข้อให้ใครด้วย เส้นทางของพยัคฆ์เดียวดายอย่างไครอส จึงคิดเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการในใจของตนเองเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด เขาตั้งใจว่าหากได้เจอกับผู้เข้าแข่งขันที่มาจากเมืองหลวง ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ เขาจะคิดบัญชีกับพวกมันอย่างสาสม



    ...ยอดเขาคีรีบู แนวสันเขาชายแดนเอโดราส – ไบเซนเทรีย...

    “ท่านหัวหน้า! มีข่าวใหญ่มาแจ้งขอรับ!”

    คนของกองกำลังอสูรทมิฬสามคนขึ้นมาตามหาหัวหน้าของพวกตนอยู่บนยอดเขา ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่มาแชลมักจะมานั่งสมาธิเพื่อขัดเกลาทักษะ และฝึกควบคุมพลังอยู่บ่อยๆ และทุกครั้งผู้ที่มาหาจะต้องตะโกนเรียกเพื่อให้มาแชลปรากฏตัวออกมาเอง นั่นเพราะความสามารถเขตเร้นกายอสูรของเขา ซึ่งสามารถลบตัวตนได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยการตรวจจับก็ไม่อาจหาเจอได้

    “มีเรื่องอะไร?”

    มาแชลปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าของทั้งสามเหมือนเดินออกมาจากต่างมิติ ส่วนมากผู้ที่พบเห็นจะตกใจจนผงะ แต่สำหรับคนของกองกำลังอสูรทมิฬแล้ว ภาพแบบนี้พวกเขาเห็นจนชินตา

    “ท่านดูนี่ สายของเราได้มา มันถูกติดอยู่ทั่วเมืองเอโดราส และยังมีข่าวว่าเมืองอื่นๆ ก็มีข้อความคล้ายกันนี้ติดประกาศไว้เหมือนกัน”

    ชายที่ยื่นอยู่ด้านหน้ายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ มาแชลรับมาแล้วกวาดสายตาอ่านคร่าวๆ เมื่อเห็นข้อความที่เขียนในนั้น จากการกวาดสายตาก็กลายเป็นวนกลับมาอ่านอย่างละเอียดทุกตัวอักษรตั้งแต่ต้น

    “ทำไมท่านต้องรับศิษย์ถึงสิบคน?”

    มาแชลขมวดคิ้วอย่างสงสัย ในหัวของเขาวิเคราะห์ความเป็นไปได้และหาเหตุผลต่างๆ มารองรับ แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจความคิดของเทพสงครามได้ หรือในอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะเกิดสงครามครั้งใหญ่?

    “นี่อีกข่าวขอรับ”

    มาแชลหยิบกระดาษที่ภายในนั้นเขียนด้วยลายมือของสายข่าวที่แฝงตัวอยู่ในเมืองต่างๆ มาอ่าน หนึ่งในนั้นมีข่าวกบฏแห่งกลอเซนของแกรนด์อยู่ด้วย มาแชลสนใจข่าวนี้เป็นพิเศษ แต่เขาแทบจะเชื่อไม่ลงที่ในข้อมูลระบุว่า ฝ่ายกบฏสามารถล้มหนึ่งในสามขุนพลแห่งกลอเซนลงได้ แม้จะรู้สึกอย่างนั้น แต่ถ้าข่าวนี้เป็นเรื่องจริงตัวเขาเองก็คงอยู่เฉยไม่ได้แล้ว

    “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแซงแม้เพียงก้าวเดียว อีกสองปีครึ่งสินะ รอก่อนเถอะ”



    ...เกาะเล็กๆ ในทะเลไอโอเนี่ยนตะวันตก...

    “กัปตัน! มีข่าวใหญ่! เฮ้ย! ทุกคน มาดูนี่เร็ว!”

    “เออ! ข้าเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เลิกแหกปากสักที”

    แจ๊คงัวเงียขึ้นมาเพราะเสียงโวยวายของลูกเรือ เขาเดาทันทีว่าสิ่งที่ทำให้ชายคนนี้ตกใจมันเรื่องอะไร

    “ท่านรู้อยู่แล้ว? "

    ลูกเรือกลุ่มโจรสลัดเก้ากะโหลกถึงกับเกาหัวและมองไปที่กัปตันของพวกเขาด้วยความสงสัย เพราะนอกจากไอ้คนที่ถือใบประกาศวิ่งมา ก็คงมีแต่กัปตันเท่านั้นที่ดูท่าทางเหมือนจะรู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

    “เอ้า..นี่พวกเจ้าไม่รู้เหรอ? วันสองวันมานี้แม่งเมาหยำเปกันอย่างเดียวเลยนี่หว่า”

    “แฮ่ๆ นานๆ ทีขึ้นฝั่ง เลยจัดกันหนักไปหน่อย”

    ลูกเรืออีกคนเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางเคอะเขิน

    “แล้วเรื่องดาบข้าล่ะ ที่สั่งไว้ได้กี่เล่มแล้ว?”

    “ข้าบอกให้โรงเหล็กเร่งงานทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้ได้ดาบใหญ่ที่เป็นดาบชั้นยอดแค่ 37 เล่มขอรับ”

    “น้อยไป ยังไม่พอ ข้าจะเอา 37 เล่มนี่ไปใช้ก่อน ไปบอกโรงเหล็กให้เร่งผลิตเพิ่มอีกเยอะๆ”

    “แต่กัปตัน มันไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยรึขอรับ ดาบของท่านแต่ละเล่มราคาเฉียดร้อยเหรียญทอง ครั้งที่แล้วท่านก็ใช้พังไป 24 เล่ม นายช่างฝากมาบอกว่า ถ้าลดคุณภาพลงให้ต่ำกว่าดาบชั้นยอดเล็กน้อย กำลังผลิตจะเร็วขึ้นอีกสองเท่า”

    “บ้ารึเปล่าวะ ขนาดดาบชั้นยอดยังพังแล้วพังอีก ต่ำกว่านี้ทำให้มันหายคันยังไม่ได้เลยมั้ง ถ้าฆ่าเจ้านั่นได้ ดาบจะหักไปกี่เล่มก็คุ้มทั้งนั้น! เงินไม่พอเดี๋ยวออกเรือไปปล้นใหม่ได้ พวกเจ้ามีหน้าที่ไปล่อมันออกมาเหมือนเดิม ที่เหลือข้าจะฟันมันเอง”

    “รับทราบ!”

    ลูกเรือทุกคนขานรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง

    “แล้วกัปตันจะไปร่วมงานที่อยู่ในประกาศรึเปล่าขอรับ”

    “ไปสิวะ! ข้าเหม็นขี้หน้าคนบางคนพอดี โอกาสเฉาะหัวมันดีๆ แบบนี้ ไม่ไปก็โง่เต็มที”



    ...ผาไหมพิษ...

    นับแต่ตั้งแต่ออกจากเขตเมืองกลอเซนก็ผ่านล่วงมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ทุกคนที่บาดเจ็บต่างฟื้นตัวมาแข็งแรงดังเดิม และตอนนี้กลุ่มผู้อพยพก็เดินทางมาถึงจุดหมายของพวกเขาแล้ว ที่จริงกลุ่มผู้อพยพเดินทางมาถึงผาไหมพิษตั้งแต่สองวันที่แล้ว แต่แกรนด์ให้เดินลัดเลาะตามแนวสันเขามาอีกเรื่อยๆ จนถึงบริเวณนี้

    “เอาล่ะ เราจะตั้งหมู่บ้านนักล่าแห่งใหม่กันที่นี่”

    หลังจากเลือกทำเลอยู่ถึงสองวันสุดท้ายก็เลือกตรงนี้ แม้บริเวณโดยรอบไม่ต่างจากจุดอื่นๆ เท่าไหร่ แต่ไม่ห่างจากนี้มากนั้นมีสวนผลไม้ป่า ซึ่งจำเป็นมากในการเลี้ยงคนมากมายขนาดนี้ในช่วงแรกที่ยังผลิตอาหารไม่ได้ และอาหารที่ตุนไว้เกือบทั้งหมดก็ใช้ไปกับการเดินทางอันยาวไกลในครั้งนี้แล้ว บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านนักล่าแห่งใหม่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง ด้านหน้ารวมถึงรอบข้างติดป่าใหญ่ทอดยาวสุดสายตา ด้านหลังติดหน้าผาสูงเสียดฟ้าที่มีรังของต่อไหมเพชฌฆาตห้อยประปราย และที่สำคัญ บนยอดสุดของแนวหน้าผาเป็นรังของไวเวิร์นไข่มุกหิมะ

    “พวกข้าว่าจะไปที่เอโดราสสักพัก ฝากท่านดูแลที่นี่ด้วย”

    “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มกำลัง”

    “ขอบคุณท่านมาก”

    แกรนด์กล่าวขอบคุณเรมอสจากใจจริง เขาที่เป็นถึงอดีตสมาชิกสภาแห่งกลอเซน มีอำนาจบารมีอย่างล้นเหลือในเมือง แต่ตอนนี้กลับละทิ้งทุกอย่างที่มีทั้งหมดมาติดตามชายหนุ่มที่ถูกตราหน้าว่ากบฏ เรมอสเคยบอกว่าเขามองเห็นบางสิ่งในตัวของแกรนด์ ทำให้รู้สึกเชื่อมั่นอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งเขายังเบื่อหน่ายกับสังคมชนชั้นภายในเมือง เมื่อมีเรมอสอยู่ที่นี่ ทุกคนก็เบาใจไปได้หลายส่วน ความสามารถและประสบการณ์ชีวิตของเขานับเป็นคนที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง เหตุที่แกรนด์ต้องเดินทางไปเอโดราสมีเหตุผลหลักๆ สองข้อ นั้นคือ หาอาวุธประจำกายชิ้นใหม่ เนื่องจากตอนที่ต่อสู้กับเคเซอร์ ทั้งดาบและโซ่ของเขาพังจนใช้การไม่ได้แล้ว ประการที่สอง ต้องการหากำลังคนและวัสดุที่จำเป็นเพื่อมาสร้างหมู่บ้านให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม แข็งแกร่งกว่าเดิม โดยแกรนด์มีแนวคิดที่จะสร้างหมู่บ้านให้ขยายตัวใหญ่เท่าเมืองขนาดย่อมๆ และในอนาคตข้างหน้าอีกไม่นาน ประชากรในเมืองต้องเกินหนึ่งหมื่น โดยจะใช้ทรัพยากรจากกลุ่มการค้าของเขา เป็นปัจจัยในการเร่งและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง

    “รอก่อนเถอะ อีกไม่นานข้าจะกลับไปเหยียบพวกตาแก่ที่กลอเซนให้จมดิน ให้มันสาสมกับสิ่งที่ทำไว้กับเรา”

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน