ชื่อเสียงเด็กศิลป์ญี่ปุ่นระบือไกลภายในวันเดียว ถึงแม้คนจะเดาไม่ค่อยได้ว่าคนมีเื่กับไอ้โอมลูกตำรวจที่ชอบกร่างในโรงเรียนทั้งหมดคือใคร แต่ชื่อวังเหนือเด็กใหม่ห้องไออีพีสามารถระบุได้ชัดเจน
ด้วยความเป็เด็ก เวลาทะเลาะวิวาทพวกเบียวบางคนก็รู้สึกเท่ขึ้นมา พวกเบียวที่ว่าไม่ใช่ใคร จิ๋วมองไอ้ไจ๋ที่เล่าเื่ให้สาวๆ ในห้องฟังอย่างออกรสออกชาติมาได้สามวันติด เติมนี่นิดเติมนั่นหน่อย ใส่สีตีไข่จนเนื้อเื่เตลิดไปไกล ถ้าให้จิ๋วเดา ต้นเื่คงมาจากไอ้ไจ๋นี่แหละ
ก่อนเที่ยงจิ๋วมีเรียนอังกฤษข้างห้องวังเหนือ ทุกครั้งที่เรียนวิชานี้จิ๋วจะเห็นอีกฝ่ายอยู่หน้าห้องระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน เดินสวนกันบ้าง กำลังมัดเชือกรองเท้าบ้าง วนเป็ลูปจนชินตา วันนี้ก็เช่นกัน ต่างออกไปแค่ไอ้ไจ๋ที่พุ่งเข้าหาฝั่งนั้นอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ยไอ้เหนือ คาบต่อไปเรียนไรวะ”
“เบสิคแมทน่ะ”
“เรียนห้องนี้ปะ” ไจ๋บุ้ยปากเข้าไปในห้องอีพีที่ยังมีเด็กเล่นกันอยู่
“ใช่”
“พวกกูเรียนห้องข้างๆ เสร็จแล้วเดินไปกินข้าวด้วยกันดิ”
วังเหนือพยักหน้ายิ้มน้อยๆ ดวงตาคมเบนมองจิ๋วก่อนจะตกลงบนแขนที่พันด้วยผ้าขาว เห็นมาทั้งสัปดาห์ อยากจะเอ่ยปากถาม แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย
ม่อนดันเหลือบเห็นอาจารย์แฟรงค์เดินอุ้ยอ้ายมาแต่ไกล แฟรงค์เป็อาจารย์สัญชาติอังกฤษอายุเข้าวัยเกษียณ รูปร่างใหญ่โตพุงพลุ้ย ท่าทางใจดีชอบชวนเด็กคุยฝึกภาษา แต่ในความคิดเด็กหลายคนแกคือตัวอันตราย ม่อนสะดุ้งโหยง รีบชวนทุกคนเข้าห้อง
“มึง เดี๋ยวแฟรงค์ชวนพวกเราคุยอีก กูกลัวฝรั่ง พูดไม่เป็ รีบไปกันเถอะ”
“เชี่ย พวกกูไปก่อนนะ เร็วไอ้จิ๋ว” ไจ๋กลัวพอกัน หิ้วคอเสื้อลากจิ๋วเข้าห้อง เห็นหน้ายิ้มๆ ของแฟรงค์แล้วขนลุกเกลียวเสียวสันหลัง
จิ๋วเคยกลัว แต่พอโตขึ้นได้ทำงานกับไมเคิลสามปี แถมมีโอกาสได้ไปดูงานต่างประเทศเป็เดือนสองปีซ้อน ต้องเอาตัวรอดจากการเป็เซลเมเนเจอร์รับผิดชอบฝั่งอาเซียน อาการกลัวฝรั่งก็หายไปเอง
“Alright, since no one is answering, I’ll start calling numbers.”
“เขาว่าไรวะ” ม่อนสะกิดไจ๋ ในความคิดเดอะแก๊งไอ้ไจ๋แม่งต้องรู้ทุกเื่ ไม่สำเหนียกสักนิดว่าเพื่อนก็ฟุดฟิดฟอไฟไม่ต่างกัน
“ไอ้ห่า กูจะรู้ไหมล่ะ” ไจ๋สะบัดแขนที่ถูกเกาะกุม ออกนอกห้องประจำทีไรไจ๋นั่งกลางตลอด เป็ทั้งแทงค์และซับพอร์ตประจำกลุ่ม
“เขาจะเรียกเลขที่” จิ๋วว่า
“ชิบหาย อย่าเป็กูนะๆๆ” ม่อนประนมมือ
“Thirteenth”
“มึงเทอตี้ กูปะวะ” ไอ้ม่อนแทบกรี้ด
“ห่า กูค่ะสิบสามไม่ใช่สามสิบ” ไจ๋ทำหน้ายาก มันลุกอย่างอ้อยอิ่ง แฟรงค์แค่เห็นว่าเป็ไจ๋แกก็ยิ้มให้ ได้ตัวพูดมากมาหนึ่ง การสอนจะได้ไม่เดดแอร์
“What’s your name?”
“มายเนมอีส จารใจ”
“So Jarajai, What would you do if there was no internet for a week?”
ไอ้ไจ๋หันหาจิ๋วพรึ่บ จิ๋วเท้าแขนกับโต๊ะมือแตะปากพึมพำ
“มึงจะทำไรถ้าไม่มีเนต ใช้ if clause นะมึง เขาสอนเื่นี้อยู่”
“เออ อิฟโนอินเตอร์เนต ไอวิล”
“วู้ด ไอ้สัส” จิ๋วขัด
“ไอวู้ดรี้ดบุ๊ค”
“Reading books? Nice! You’re such a hardworking student.” อาจารย์ฝรั่งชมเปาะ เขาแค่ไม่รู้ว่าหนังสือที่ไอ้ไจ๋อ่านคือหนังสือการ์ตูนล้วนๆ โน หนังสือเรียน
จากนั้นเด็กทั้งห้องก็ลุ้นกันจนหมดคาบ พอได้ยินเสียงกริ่งบอกเวลา ขวัญที่หายกระเจิงต้นชั่วโมงถึงทยอยคืนกลับ คนแฮปปี้ที่สุดคงเป็อาจารย์ผู้สอน เพราะเด็กให้ความร่วมมืออย่างดี
ไจ๋หลังตอบคำถามแรกก็รู้ว่าอาจารย์จะไม่วนมาที่ตัวเอง สติเลยมาก่อนใคร มันเอะใจอยู่อย่าง ทำไมอยู่ๆ ไอ้จิ๋วถึงเก่งภาษาอังกฤษผิดหูผิดตา ขณะเก็บชีทเรียนเข้าแฟ้มไจ๋เลยถามโต้งๆ
“มึงเก่งอิ้งค์ั้แ่เมื่อไหร่วะ ตอนมอสามมึงยังต้องแก้ศูนย์กับกูอยู่เลย”
ดวงตาใสแจ๋วหรี่ลง จิ๋วก้มเก็บแฟ้มเข้ากระเป๋า ท่าทางลื่นไหลเป็ธรรมชาติ “่ปิดเทอมกูอ่านเว็บตูนอิ้งค์ มันแปลไวกว่า”
เหตุผลฟังขึ้นสำหรับเด็กบ้าการ์ตูน จิ๋วเลือกเรียนศิลป์ญี่ปุ่นก็เพราะบ้ามังงะเช่นกัน
“โชคดีของกู ดีนะที่มึงรู้ ห่าเอ้ยแล้วกลางภาคสอบพูดกูจะรอดไหมนี่ จะบ้าตาย” ไจ๋บ่นโดยไม่ติดใจเื่ภาษาของเพื่อนอีก
พวกเขาเดินออกจากห้องเรียน เด็กอีพียืนออกันอยู่หน้าห้องเตรียมไปโรงอาหาร จำนวนเด็กห้องพิเศษน้อยกว่าเด็กห้องปกติ ไปไหนก็ไปกันเป็กลุ่มใหญ่ คบกันเองในห้องไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
วังเหนือนั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่หน้าห้อง สายตาจิ๋วคล้ายมีเครื่องตรวจจับอีกฝ่ายติดอยู่ เห็นแก๊งผู้ชายในห้องพิเศษเข้าไปคุยด้วย ท่าทางความสัมพันธ์ในห้องเรียนคงไม่แย่ ถ้าแบบนั้นที่ดูโดดเดี่ยวอาจเพราะเลือกเอง ขณะกำลังคิดฝั่งนั้นก็หันมาทางจิ๋วพอดี
“เชี่ย” จิ๋วแอบสะดุ้ง
นิ้วเรียวชี้มาทางเขา พวกเด็กห้องอีพีก็หันมากันพรึบ แล้วคุยกันต่อสองสามประโยค ก่อนจะปล่อยวังเหนือไว้คนเดียว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเด็กหน้าหล่อตรงนั้นคงบอกเพื่อนว่าจะไปกินข้าวกับแก๊งโอตาคุ
“จิ๋วมึงงมอะไร ใส่รองเท้าสิวะ กูหิว” เป็ไอ้ไจ๋ที่นอกจากขี้เสือกยังขี้บ่นเอ็ดจิ๋วเสียงดัง
????
เด็กหนุ่มสี่คนเดินหาโต๊ะในโรงอาหาร พอได้ที่นั่งจิ๋วก็อาสานั่งเฝ้าอย่างเคย แต่คราวนี้ดันมีเพื่อนอยู่ด้วย ไล่สองครั้งแล้วไม่ยอมไป จิ๋วก็ไม่คิดจะพูดอีกครั้งให้เปลืองน้ำลาย
“จิ๋วจะได้มีเพื่อน” วังเหนือว่า
“ไม่ได้้าค่ะ” จิ๋วสวน เขาจะมา้าเพื่อนอะไรอีก ฟังเสียงไอ้ไจ๋ทั้งวันคนเดียวก็รำคาญจะตายห่า หูแทบดับอยู่แล้ว ยังดีที่วังเหนือพูดน้อย บอกนั่งเป็เพื่อนก็นั่งเฉยๆ
“เราว่าจะถามั้แ่วันก่อนแล้ว แขนจิ๋วโดนอะไรมา”
ห่า คิดไม่ทันขาดคำ ทักขึ้นมาเสียเฉยๆ น้ำเสียงนุ่มต่างจากเสียงแปดหลอดของไอ้ไจ๋ไกลโข จิ๋วมองแขนตัวเองแล้วย่นจมูก
“โดนดาบเฉาะมา ไม่เจ็บหรอก ใกล้หายแล้ว”
วังเหนือชันศอกข้างหนึ่งขึ้นเท้าคางเอียงคอมองหน้าเขา สีหน้าท่าทางสนอกสนใจ
“จิ๋วเรียนฟันดาบด้วยเหรอ”
“ไม่ใช่ฟันดาบ แต่เป็ฟ้อนดาบ เคยดูไหม อันที่เขาคาบดาบไว้ในปากแล้วรำน่ะ” จิ๋วรู้ว่าอีกฝ่ายเคยดู อย่างน้อยก็ตอนที่เขาแสดงครั้งหนึ่ง แต่อีกฝ่ายคงจำจิ๋วไม่ได้
“อันนั้นเราเคยดู เมื่อเดือนก่อน พ่อเราพาไปงานเทศกาลเคยเห็นคนฟ้อน สวยมาก”
ไอ้คนฟ้อนมันก็เขานี่แหละ จิ๋วเกาหน้าผาก ถูกชมซึ่งหน้าโดยคนชมยังไม่รู้ตัวเสียด้วย แอบดีใจเล็กๆ แฮะ
“วังเหนือ จิ๋ว ตาพวกมึงละ” เสียงไอ้ไจ๋ะโมาแต่ไกล
วังเหนือลุกขึ้นก่อน และยืนรอจิ๋ว เป็คนอื่นคงเดินไปซื้อของใครของมันแล้ว รอไปใช่จะอยากกินร้านเดียวกันเสียหน่อย แต่จิ๋วี้เีพูด วังเหนือเป็คนละเอียดอ่อน จะใช้มาตรฐานตัวเองมาวัดการกระทำของอีกฝ่ายไม่ได้ อยากรอก็ปล่อยให้รอไป
“กินอะไร” จิ๋วถาม ส่วนตัวเองมีคำตอบในใจแล้ว จิ๋วจะกินข้าวมันไก่ ดวงตาคมกวาดมองโดยรอบก่อนจะหยุดที่ร้านข้าวมันไก่
“ข้าวมันไก่ไหม”
ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองเลียนแบบทั้งที่เขาตัดสินใจไปก่อนนานแล้ว จิ๋วพยักหน้ารอไม่นานก็ได้ข้าวมันไก่กับซุปมา ตอนพวกเขาเดินผ่านร้านผลไม้ ไอ้คุณชายก็หันมาจ้องจิ๋ว
“อะไร” จิ๋วถาม
“อยากกินแอปเปิ้ล”
“ก็ซื้อสิ”
“กินคนเดียวไม่หมด”
“เดี๋ยวก็มีคนช่วย เอาข้าวมาเดี๋ยวถือไปที่โต๊ะให้”
จิ๋วถือจานข้าวเดินกลับไปที่โต๊ะ ผ่านไปเกือบสิบนาทีคนอยากกินแอปเปิ้ลดันซื้อองุ่นมาด้วย พร้อมกับน้ำขวดหนึ่ง คนมาถึงก่อนอย่างม่อนกับไจ๋กินเสร็จก็เดินหาของกินเล่นเพิ่ม เด็กวัยกำลังโตกินเยอะปกติ ข้าวในจานจิ๋วพร่องไปครึ่ง ถุงผลไม้ก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้า
“ช่วยหน่อย”
จิ๋วหยิบองุ่นเข้าปากหนึ่งลูก กินเงียบๆ พอหันมองคนซื้อ ฝั่งนั้นกลับมองกันอยู่ก่อนแล้ว
“หวานไหม”
เขาพยักหน้า “หวาน”
รู้ว่าหวานถึงหยิบกินบ้าง เ้าเด็กนี่เห็นเขาเป็หนูทดลองนี่หว่า มุมปากจิ๋วกระตุก
“แอปเปิ้ลล่ะ”
จิ๋วหยิบเข้าปากกัดกร้วมๆ วังเหนือเท้าคางมองแล้วเอ่ยคำถามเดิม
“หวานไหม”
“หวานอมเปรี้ยว”
ไจ๋ยืนถือโป้งเหน่งกัดเต็มปากมือรั้งม่อนที่ซื้อแพนเค้กทาเนยรูปโดเรม่อนไว้
“ไมวะ” ม่อนงง ไอ้ไจ๋มันจะรั้งเขาไว้ทำไม
“มึงว่าไอ้สองคนนั้นมันสนิทกันแปลกๆ ปะวะ”
ม่อนหันกลับไปมอง ก่อนจะส่ายหน้าหวือ “ก็ไม่นะ วังเหนือคุยกับมึงมากกว่าไอ้จิ๋วอีกมั้ง ทำไม หวงเพื่อน?”
ไจ๋ส่ายหน้า จิ๊ปาก “กูนี่นะ พวกมึงมีคนคบกูจะเป็คนแรกที่จุดพุฉลอง เกาะติดสูบเืสูบเนื้อกูจนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ แค่รู้สึกว่าพวกมันเหมือนรู้จักกันมาก่อน ไอ้จิ๋วมีเื่กับไอ้โอมเพราะวังเหนือนะ ไม่แปลกเหรอวะ แล้วสายตาวังเหนืออีก”
“ก็ไม่นะ ถ้ามีคนมาหาเื่พวกเรา มันคงทำแบบเดียวกัน”
ไจ๋ย่นคิ้วมองหน้าเพื่อน สีหน้าไม่ได้ดั่งใจ “กูไม่คุยกะมึงละ”
ม่อนมองเพื่อนสะบัดตูดกลับโต๊ะเหลอหลา ‘ตกลงกูผิดอะไรล่ะเนี่ย’ เดินกลับถึงโต๊ะ วังเหนือก็ชวนกินผลไม้ที่ซื้อมา ปกติจะตาย ไจ๋แม่งคิดมาก ตามประสาคนขี้เสือกชอบสร้างเื่
“กูปวดหัวกะอังกฤษว่ะ กลางภาคถ้าคะแนนไม่ดี ปลายภาคยิ่งชิบหาย” ม่อนบ่น
“มึงจะกลัวไร มึงไม่ได้ตายคนเดียวหรอก กูด้วยครับ” ไจ๋ว่าก่อนโยนองุ่นเข้าปาก
“มาติวบ้านกูไหมล่ะ ช่วยกัน คณิตกูก็ไม่ค่อยไหวเหมือนกัน” จิ๋วแสร้งว่า
เขาจะไม่ไหวได้อย่างไร พอโตแล้วก็รู้วิธีแก้ปัญหาได้ผลชะงัด แค่เปิดดูเฉลยแล้วเรียนรู้วิธีการเข้าหน่อยก็เข้าใจแล้ว แค่อยากช่วย ไม่อย่างนั้นปิดเทอมไอ้ม่อนต้องมานั่งแก้ศูนย์อีก คราวก่อนปลายภาคมันก็ไม่รอด
“เราถนัดอังกฤษ ให้เราช่วยไหม” เด็กอีพีเสนอตัว
แล้วมีหรือพวกม่อนจะปฏิเสธ
????