“เอาละพวกเราไปกันเถอะ”ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวขึ้นพร้อมกับเรียกจิตวิญญาณของตนเองออกมาละอองปราณสีทองหลั่งไหลออกมาจากร่างกายของเขาพร้อมกับรวมตัวกันจนกลายเป็นจิตวิญญาณรูปร่างอินทรีขนาดใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งมันเป็นจิตวิญญาณระดับสามตนหนึ่ง
นี่คือจิตวิญญาณอินทรีซึ่งเป็นจิตวิญญาณประจำตระกูลต๊กโกวมันสามารถวิวัฒนาการจนกลายเป็นจิตวิญญาณอินทรีทองในตำนานได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในแคว้นเจียงหนานต่างก็รับทราบถึงตำนานความแข็งแกร่งของอินทรีทองในตำนานนั่นก็เพราะนอกจากราชสำนักของจูเชว่อ๋อง อีกหนึ่งขั้วอำนาจใหญ่ก็คือตระกูลต๊กโกว!
ถูกต้อง!ตระกูลต๊กโกวคือหนึ่งในห้ายอดตระกูลแห่งต้าหลิงมีศักดิ์ฐานะเทียบเท่ากับตระกูลถังในจงหยวนแม้สายเลือดจะยิ่งใหญ่แต่นั่นคือตระกูลต๊กโกวสายเลือดบริสุทธิ์ส่วนต๊กโกวฉิวหลงเป็นเพียงหนึ่งในตระกูลสาขาที่สายเลือดเจือจางแต่ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนสกุลต๊กโกว นี่จึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากเคารพในตัวเขานั่นเพราะสำหรับแคว้นเจียงหนานแล้ว คำว่าต๊กโกวช่างเป็นคำที่ทรงอำนาจยิ่ง
ต๊กโกวฉิวหลงกระโดดขึ้นไปบนหลังจองจิตวิญญาณอินทรีจากนั้นเขาจึงได้หันกลับไปมองยังหยางถิง “ศิษย์น้องหยางเจ้าขึ้นมาเถอะ” เขาผายมือออกไปเพื่อเชิญชวนให้หยางถิงไปกับเขา
แต่ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้หันกลับไปมองยังถังเฟยหู่ที่ด้านหลังจากนั้นนางจึงได้หันกลับไปมองยังศิษย์พี่บนหลังอินทรี “ขอบคุณศิษย์พี่ต๊กโกวแต่ข้าขอไปเองจะดีกว่า อีกทั้งศิษย์น้องถังก็ดูจะไม่มีจิตวิญญาณหรือทาสอสูรประเภทบินได้ในเมื่อเขาเป็นศิษย์น้องเล็กของข้า ข้าก็ควรจะดูแลเขาถึงจะถูก”
ต๊กโกวที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนมีมีดมากรีดใจของเขาคิ้วของเขากระตุกด้วยความรู้สึกแปลกประในใจก่อนที่จะกลับมาสงบในเวลาอันรวดเร็ว “ถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้นก็ได้เอาละ งั้นเรารีบออกเดินทางกันเถอะ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของต๊กโกวฉิวหลงคนอื่นในกลุ่มต่างก็เรียกพาหนะของตนเองออกมากันโดยหยางถิงนั้นได้เดินไปถังเฟยหู่และทำสีหน้าหงุดหงิดใส่เขาพร้อมกับขมวดคิ้วดวงตาสีทองนั้นเจือปนด้วยความรำคาญอยู่หลายส่วน “เจ้ายังทำตัวเป็นภาระเหมือนเช่นเคยเลยนะต้องลำบากข้าอีกแล้ว”
ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆออกมา“ต้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว”
หยางถิงส่ายหน้าไปมาอย่างเสียอารมณ์จากนั้นนางจึงได้กระตุ้นจุดตันเถียนของตนและเรียกทาสอสูรออกมาเปลวเพลิงก่อขึ้นรอบร่างกายของนาง เป็นละอองปราณสีแดงฉานจากนั้นพวกมันจึงได้รวมตัวกันและก่อร่างจนกลายเป็นทาสอสูรตนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างเป็นปักษาตนหนึ่งมันมีขนสีแดงฉานและดวงตาสีเหลืองกลมโต
มันก็คือทาสอสูรเหยี่ยวเพลิงระดับสามเป็นทาสอสูรที่หยางถิงรักมากที่สุด มันคือของขวัญวันเกิดที่หยางเฟยเทียนผู้เป็นตาของนางได้มอบไว้ให้นางเลี้ยงดูมันอย่างดีตั้งแต่ออกจากไข่ เลี้ยงดูตั้งแต่มันอยู่ระดับหนึ่งจนวิวัฒนาการและเติบโตขึ้นถึงระดับสาม
หยางถิงกระโดดขึ้นไปบนหลังของเหยี่ยวเพลิงจากนั้นจึงได้หันไปมองตาขวางใส่ศิษย์น้องถังของนาง “ทำไมเจ้ายังไม่ขึ้นมาอีกมั่วแต่เอื่อยเฉื่อยอยู่ได้!”
ได้ยินเช่นนั้นถังเฟยหู่ก็เร่งรีบพุ่งทะยานออกไปนั่งอยู่บนหลังของเหยี่ยวเพลิงในทันทีเมื่อนั่งบนหลังของเหยี่ยวเพลิงเขาสามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของปักษาตนนี้ได้ในทันทีเมื่ออยู่บนยอดเขาของสำนักที่มีสายลมไหลเวียนตลอดเวลาจึงทำให้หนาวไปบ้างแต่เมื่อได้สัมผัสร่างกายอันอบอุ่นของเหยี่ยวเพลิงก็ให้ความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกและในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้สั่งให้นกอินทรีบินออกไปคนอื่นในกลุ่มจึงได้ออกเดินทางไปตามๆกัน หยางถิงเองก็เช่นกันนางได้สั่งให้เหยี่ยวเพลิงออกบินไปในทันที ปีกสีแดงของมันกระพือออกอย่างรวดเร็ว
ร่างของปักษาเพลิงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันทีกลุ่มของพวกเขาได้ออกเดินทางไปอย่างรวดเร็วเมื่อถังเฟยหู่มองลงไปยังเบื้องล่างก็พบกับภาพของตำหนักต่างๆในสำนักอยู่ตามยอดเขาต่างๆบริเวณนี้ยอดเขาน้อยใหญ่ทั้งหมดแถวนี้ล้วนเป็นอาณาเขตของสำนักเสียงสวรรค์
ภาพของสำนักค่อยๆไกลห่างออกไปภาพด้านล่างที่ปรากฏขึ้นมาแทนกลับเป็นเส้นสายสีฟ้าบนพื้นเมื่อมองดีๆก็พบว่านั่นคือแม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง นี่ก็คือแม่น้ำหมินเจียงซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของมณฑลฟูเฉียน
แต่ก็เป็นแม่น้ำแห่งนี้นั่นแหละที่เป็นปัญหาในครั้งนี้เมื่อมองผ่านๆก็แทบจะแยกไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าแม่น้ำสายนี้ถูกสัตว์อสูรทะเลบุกรุกจนเกิดปัญหาในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กระตุ้นญาณโลหิตในร่างกายสายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขาถูกบังคับให้มารวมตัวกันบริเวณดวงตาของเขา
ญาณโลหิตตาเหยี่ยวพันลี้!
ทันใดนั้นเองที่ภาพเบื้องล่างราวกับถูกขยายเขาสามารถมองสิ่งต่างๆได้ชัดเจนมากขึ้น ภาพแม่น้ำหมินเจียงราวกับถูกเปลี่ยนไปเขาสามารถมองเห็นเงาสีดำแหวกว่ายไปมาภายในแม่น้ำแต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนนักถึงรูปร่างของพวกมันอาจจะเป็นเพราะตอนนี้เขาอยู่สูงจนเกินไปก็ได้
หยางถิงได้มองดวงตาของเขาอย่างสนใจ“เจ้ามองไม่เห็นพวกมันใช่หรือไม่? วิชาสายเลือดดวงตาของเจ้ายังนับว่าต่ำจนเกินไปความเข้าใจก็ไม่มี เจ้าแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสายเลือดดวงตาเลยสินะ?”
ถังเฟยหู่หันกลับไปมองศิษย์พี่หยางอย่างแปลกใจ แต่นางกลับยิ้มเยาะเย้ยอย่างผู้มีชัยเหนือกว่ามาทางเขาแทน“ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องเล็กคงจะไม่เข้าใจอะไรเลยเจ้านั้นบ้านนอกกว่าที่เขาคิดนะ เจ้าโตมาบนเขาหรืออย่างไร?”
ถังเฟยหู่ได้ยินคำถามนั้นก็พลั้นนึกถึงตอนยังเด็กที่ท่านตาได้พาเขาขึ้นเขาไปตามหาสมุนไพรเพื่อเรียนรู้และนำมาปรุงยารักษาโรคให้แก่ผู้คนซึ่งหากจะบอกว่าตอนเด็กเขาโตมาบนเขาก็ไม่ผิดนัก เพราะนอกจากภูเขาและตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนเขาก็แทบไม่เคยไปไหนเลยด้วยซ้ำตั้งแต่จำความได้
หยางถิงเห็นถังเฟยหู่ไม่กล่าวคำใดออกมาก็ได้แต่ถอนใจ“เฮ้อ เอาละๆ ข้าละยอมเจ้าจริงๆเลย สิ่งที่เจ้าควรรู้ก็คือเรื่องสี่ราชาห้าตระกูลหกจอมยุทธ์”นางหันไปมองถังเฟยหู่ซึ่งสังเกตจากท่าทางของเขาดูเหมือนจะรู้เรื่องราวเหล่านั้นอยู่บ้าง
หยางถิงพยักหน้าอย่างพอใจ“แล้วเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าในสิบห้าจอมยุทธ์เหล่านั้นมีสายเลือดดวงตาที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากด้วย”นางหันกลับไปเลิกคิ้วถาม
ถังเฟยหู่พยักหน้า“เป็นสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตาใช่หรือไม่?”
ซึ่งหยางถิงก็เผยรอยยิ้มออกมา“นับว่าเจ้ายังพอมีความรู้อยู่บ้าง แต่สิบห้าตำแหน่งยอดยุทธ์เหล่านั้นมิใช่มีเพียงสายเลือดขององค์ชายพยัคฆ์ผู้เดียวที่ครอบครองสายเลือดดวงตาอันแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า หนึ่งในนั้นยังมีสายเลือดของสกุลหยางซึ่งครอบครองสายเลือดเนตรสวรรค์สามตาสามเนตรทั้งสองสายเลือด คู่ปรับตลอดกาล”
ถังเฟยหู่ที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะกล่าวออกมาเช่นไรดีถึงเขาจะไม่อยากยอมรับแต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตนมีสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตา…เขาคิดว่าทางที่ดีก็อย่าให้นางได้รับรู้ถึงเรื่องนั้นเลยจะดีกว่า
แต่เขาเองก็ยังคงสงสัยในบางเรื่องเช่นกันเขาได้กล่าวถามออกไปเพื่อคลายความสงสัยของตน “จริงสิศิษย์พี่…เพียงแค่มีเนตรชื่อสามตาเช่นกันจำเป็นต้องเป็นศัตรูกันด้วยหรือ?หรือว่าสองตระกูลมีเรื่องบาดหมางกันอย่างงั้นเหรอ?”
หยางถิงทำสีหน้าครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนที่จะหันกลับไปมองยังถังเฟยหู่“เรื่องนี้บอกได้เพียงว่าบรรพบุรุษของสองตระกูลเคยสู้รบกันมาแต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องนานแสนนานมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนยุคของราชวงศ์ซื่อหลิงจะตั้งขึ้นมาเสียอีกนะส่วนตัวข้าก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องของตระกูลหรอกนะข้าไม่เคยบาดหมางกับสายเลือดสกุลเฟิงเสียหน่อย”
ถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็สบายใจแต่ถึงอย่างไรเขาก็คงไม่บอกศิษย์พี่หยางถิงอยู่ดีว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของศัตรูของตระกูลนางเขาได้เปลี่ยนเรื่องคุยในตอนนั้นเองเขากล่าวถามเกี่ยวกับเรื่องการฝึกตนและการตีความเคล็ดวิชาปราณเจ็ดสำเนียงแทนเขาได้รับความรู้จากประสบการณ์ของศิษย์พี่ที่มีมากกว่าทำให้เขาเข้าใจวิชานี้ได้มากขึ้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมาส่วนมากเขาวนเวียนแต่การตีความและทำความเข้าใจวิชาต่างๆด้วยตัวเองเสียมากแต่การรับฟังผู้อื่นในบางครั้งก็นับว่าดีเหมือนกันเขาได้รับรู้และได้เห็นถึงมุมมองใหม่ๆที่เขายังนึกไม่ถึงในตอนแรก
“ขอบคุฯศิษย์พี่หยางที่สอนสั่ง”เขาประสานมือคาราวะต่อหยางถิง
“เจ้าไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ศิษย์น้องเล็ก…ที่จริงเจ้าลองหาเวลาไปหาท่านตาของข้าบ้างก็ได้บางทีเขาอาจถ่ายทอดความรู้ต่างๆให้เจ้ามากกว่านี้เจ้าอย่าลืมไปสิว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในสำนักเสียงสวรรค์หน้าที่ของสำนักก็คือถ่ายทอดและมอบความรู้ให้แก่ศิษย์ทั้งหลายเพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น”ถังเฟยหู่พยักหน้ารับคำ
หยางถิงทอดสายตามองออกไปยังเบื้องล่าง“อ้ะ…เรามาถึงเมืองฝูโจวแล้วคิดว่าศิษย์พี่ต๊กโกวน่าจะพาพวกเราเข้าไปยังเมืองก่อน ในเมืองฝูโจวตอนนี้น่าจะเริ่มมีผู้คนจากสองสำนักทยอยกันเดินทางมาเรื่องปราบสัตว์อสูรทะเลเป็นเรื่องใหญ่ ศิษย์ของสำนักเราก็คงจะให้ศิษย์พี่ต๊กโกวเป็นผู้นำ ส่วนสำนักแปดดารา….”หยางถิงกล่าวมาแค่นั้นก่อนที่จะหยุดพูดไปและคิดบางอย่างภายในใจ
ซึ่งในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้บังคับจิตวิญญาณของตนให้บินไปทางเมืองขนาดใหญ่เบื้องล่างทุกคนในกลุ่มได้บินตามเขาลงไป เมื่อใกล้ถึงประตูเมืองต๊กโกวฉิวหลงก็ได้สลายจิตวิญญาณของตนเองพร้อมทะยานลงไปหยุดเบื้องหน้าประตูเมืองเขาหันหลังกลับไปมองก็พบคนอื่นๆในกลุ่มเริ่มตามลงมาถึงพื้นกันแล้ว
เขาพยักหน้าให้กับทุกคน“พวกเจ้าตามข้ามาให้ดีละพวกเราน่าจะมาถึงเป็นกลุ่มแรกๆเพราะรับภารกิจก่อนผู้อื่นข้าคิดว่าเราควรสำรวจถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองว่าเป็นเช่นไรรวมถึงพวกสัตว์อสูรทะเลอยู่ในระดับใด พวกเราไม่ควรบุ่มบ่ามทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดอาจทำให้พวกเราพบอันตรายได้”ทุกคนในกลุ่มพยักหน้ารับ
ต๊กโกวฉิวหลงพาทุกคนผ่านประตูเมืองไปโดยเขาได้นำป้ายยืนยันตัวของสำนักออกมาแสดงเมื่อทหารที่เฝ้าประตูเมืองเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางอันใด คนทั้งสิบสามารถเข้าเมืองมาได้โดยไม่มีปัญหา
เมื่อเข้าเมืองมาแล้วถังเฟยหู่ได้ลอบสังเกตสิ่งต่างๆโดยรอบเมืองแห่งนี้นับว่ามีผู้คนมากมายกว่าเมืองฟูเจี้ยนที่เขาเติบโตมานักอีกทั้งยังแฝงไปด้วยชาวยุทธ์จำนวนมากมายแต่ถึงอย่างไรผู้คนธรรมดาก็ยังคงมีอยู่มิใช่ว่าปราศจากคนทั่วไป
ตลอดทางที่เดินอยู่ในเมืองนั้นต๊กโกวฉิวหลงกลับมีดวงใจที่ร้อนรุ่มดุจไฟนรกมาสุมภายในอก ถึงแม้จะไม่หันกลับไปมองแต่เขาก็สามารถสัมผัสได้ว่าหยางถิงกลับพูดคุยหยอกล้อกับถังเฟยหู่ไปตลอดทางแต่เนื่องจากเขาเป็นหัวหน้ากลุ่มและต้องรักษาชื่อเสียงสำนักไม่อาจอาละวาดโดยง่ายที่กลางเมืองเช่นนี้ได้
ต๊กโกวฉิวหลงกัดฟันอดทนตลอดทางหางคิ้วของเขากระตุกตลอดเวลาด้วยความฉุนเฉียวภายในใจเขาเร่งรีบเดินไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยไว ไม่นานนักกลุ่มของพวกเขาก็ได้มาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
โรงเตี๊ยม ประ ตู มังกร
คำเพียงไม่กี่คำที่สลักอยู่บนนั้นช่างเป็นตัวอักษรที่ทรงพลังคำที่ถูกสลักลงไปนั้นได้ถูกการใช้นิ้วที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณอันสมบูรณ์พร้อมลากผ่านจนเกิดเป็นลายเส้นอักษรที่ทรงพลังและไร้ที่ติโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขานี้นับว่ายิ่งใหญ่กว่าสาขาของเมืองฟูเจี้ยนที่ถังเฟยหู่เคยเห็นนัก
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ”ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวพร้อมกับนำพาทุกคนเดินผ่านบานประตูขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับทุกผู้คนภายในโรงเตี๊ยมประตูมังกรตอนนี้ยังมีผู้คนบ้างประปราย ส่วนมากผู้คนที่อยู่ภายในจะเป็นชาวยุทธ์เสียมากตรงกลางพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงเตี๊ยมก็คือสนามประลองยุทธ์แห่งหนึ่งแต่ยังไม่มีใครได้ใช้บริการในตอนนี้
ฟิ้ววววว
ในตอนนั้นเองที่บังเกิดสายลมหอบหนึ่งพัดมาเบื้องหน้าของคนทั้งสิบและในพริบตาเดียวนั้นเองที่ได้ปรากฏร่างของเสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งที่ดูดมอมแมมดูจากใบหน้าของเขาแล้วน่าจะอายุประมาณยี่สิบปีได้ เขาใส่เสื้อผ้าที่ถักจากผ้าป่านที่ดูธรรมดาบนไหล่ของเขาก็คือผ้าผืนหนึ่งที่ใช้เพื่อเช็ดโต๊ะและทำความสะอาด ถังเฟยหู่ทำสีหน้าที่ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมากเขาไม่คิดเลยว่าเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจวจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ทันใดนั้นเองที่เขาคิดถึงการต่อสู้ของเขากับหม่าหยางจงแห่งสำนักประตูมังกรไม่ทราบว่าตอนนี้คนผู้นั้นจะอยู่โรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาไหนกันแน่
“ขอต้อนรับสู่โรงเตี๊ยมประตูมังกร”เสี่ยวเอ้อผู้นั้นได้กล่าวออกมา “ไม่ทราบว่านายท่านทั้งหลายต้องการรับประทานอาหารหาที่พัก หรือว่าต้องการประลอง?”เสี่ยวเอ้อกล่าวถามออกไปซึ่งต๊กโกวฉิวหลงได้แสดงป้ายยืนยันตัวของตนเองออกมา
เสี่ยวเอ้อผู้นั้นรับป้ายคำสั่งมาพร้อมกับตรวจสอบรายละเอียดด้านในพร้อมกับส่งกลับคืนให้แก่ต๊กโกวฉิวหลงเสี่ยวเอ้อนำพาทุกคนจากสำนักเสียงสวรรค์ไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากสนามประลองตรงกลางนักนี่เพราะเป็นภารกิจที่ทางราชสำนักไหว้วานสำนักใหญ่ทั้งสองในแถบเมืองฝูโจวจึงทำให้ราชสำนักรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหลาย
ทางโรงเตี๊ยมประตูมังกรยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ต้อนรับคนจากสำนักทั้งสองพวกเขาไม่เสียหายอันใดอีกทั้งยังสามารถไปเก็บเงินจากทางการได้อีกเสี่ยวเอ้อได้กล่าวเสนออาหารเลิศรสที่ล้วนราคาแพงที่สุดในร้านออกมามากมายโดยหวังให้คนจากสำนักเสียงสวรรค์ทั้งสิบนี้สั่งพวกมันออกมา
เสี่ยวเอ้อวาดฝันถึงกำไรต่างๆที่สามารถเก็บได้จากทางการโดยต๊กโกวฉิวหลงก็เป็นไปตามที่เสี่ยวเอ้อคาดเดาเขาได้สั่งเนื้อสัตว์อสูรล้ำค่าออกมาจำนวนมาก เสี่ยวเอ้อเร่งรีบวิ่งเข้าไปในครัวแล้วบอกกล่าวกับพ่อครัวในทันที!
พ่อครัวแห่งโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจวเมื่อได้ยินรายการอาหารจากเสี่ยวเอ้อก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันทีนานแล้วที่เขาไม่ได้ทำอาหารพวกนี้ ละอองปราณสีแดงพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขา! ละอองปราณเหล่านั้นรวมตัวกันกลายเป็นจิตวิญญาณมังกรเพลงสีแดงจากนั้นเขาจึงค่อยสั่งการให้มังกรเพลิงกลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณ
ในมือของเขาปรากฏอาวุธจิตวิญญาณขนาดไม่ใหญ่ในมือมันคือมีดทำครัวเล่มหนึ่ง ลวดลายที่สลักบนนั้นคือภาพของมังกรที่กำลังร่ายรำ มีดเล่มนี้สามารถควบคุมความร้อนได้อย่างใจนึก
พ่อครัวสามารถย่างหรือทอดวัตถุดิบในขณะที่กำลังแล่อยู่หรือแม้แต่ใช้มีดนี้เพื่อเพิ่มอาณุภาพของเตาไฟและเร่งความร้อนให้สูงมากยิ่งขึ้น เขาคือพ่อครัวซึ่งเก่งกาจที่สุดในโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจววัตถุดิบเนื้อสัตว์อสูรถูกลูกมือของเขานำออกมาอย่างรวดเร็ว มือของเขาตวัดออกไปเนื้อที่แข็งแกร่งถูกผ่าออกอย่างง่ายดายราวเต้าหู้
ลูกมือทั้งหลายที่อยู่ในครัวต่างก็เหงื่อตกกันไปตามๆกัน“…เฮ้ยเพื่อนเจ้าว่าคราวนี้พวกเราจะเหนื่อยตายไหมนะ หัวหน้าพ่อครัวทำอาหารอย่างบ้าคลั่งอีกแล้วผู้คนจากหัวเปยใช่บ้าคลั่งเช่นนี้เหมือนกันหรือไม่นะ”ผู้ช่วยพ่อครัวได้กล่าวกับเพื่อนอีกคนซึ่งเพื่อนคนนั้นดูมีสีหน้าหนักใจไม่ต่างกันเท่าไหรนัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วอาหารเลิศรสจำนวนมากถูกลำเลียงออกไปยังโต๊ะของกลุ่มต๊กโกวฉิวหลง อาหารหน้าตาแปลกตาทั้งหลายถูกวางเรียงรายไว้บนโต๊ะมันเยอะเสียจนเสี่ยวเอ้อจำเป็นต้องนำโต๊ะตัวอื่นมาวางต่อกับโต๊ะของพวกเขาเพื่อเพิ่มเนื้อที่ให้สามารถวางจานอาหารเหล่านั้นได้
เกี๊ยวเนื้อมังกรเพลิงเนื้อพยัคฆ์เขี้ยวดาบผัดซอสหัวเปย ซาลาเปาเนื้อมังกรห้าธาตุ ซี่โครงราชาวานรเพลิงตุ๋นยาจีนและอาหารเลิศรสอีกมากมายซึ่งโด่งดังที่สุดของโรงเตี๊ยมประตูมังกรสาขาฝูโจวได้ปรากฏสู่สายตาผู้คนหลายคนในกลุ่มนั้นเมื่อเห็นอาหารเหล่านี้กลับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอยาก
โดยเฉพาะถังเฟยหู่เขาไม่เคยเห็นอาหารที่ดูล้ำเลิศและสวยงามถึงเพียงนี้ แม้แต่ส่วนเล็กส่วนน้อยที่ประกอบอยู่ในจานนั้นกลับเต็มไปด้วยความละเอียดและงดงามเขาไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าอาหารสามารถงดงามได้ขนาดนี้
แต่ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมาในใจอาหารเหล่านี้ถูกปรุงขึ้นจากเนื้อสัตว์อสูรชั้นเลิศ ใช่ว่าเขาสามารถใช้เคล็ดกายหยาบมารของลมปราณมารไร้ลักษณ์ในการดูดกลืนคุณสมบัติของพวกมันหรือไม่?
ดวงตาของถังเฟยหู่เปล่งประกายด้วยความคาดหวังเขาหยิบตะเกือบในมือขึ้นมาและคีบลงไปบนเกี๊ยวเนื้อมังกรเพลิงในทันที เกี๊ยวสีแดงถูกหยิบขึ้นมาเขามองลงไปที่เกี๊ยวมังกรเพลิง แผ่นแป้งเกี๊ยวความหนากำลังพอดี ควันจางๆลอยขึ้นมาจากเกี๊ยวสีแดงนั้นซึ่งบ่งบอกถึงความร้อนของมันเขาได้สูดกลิ่นของมันเข้าไปพบว่าแผ่นแป้งนั้นได้มีกลิ่นของสมุนไพรธาตุร้อนหลากหลายชนิดทุกวัตถุดิบซึ่งใส่ไว้ในเกี๊ยวมังกรเพลิงถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อชูรสชาติของเนื้อมังกรเพลิงซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักให้เด่นชัดขึ้นมามากกว่าเดิมหลายเท่าโดยไม่กลบรสชาติของมันไป
อึก….
ถังเฟยหู่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเขาคีบเกี๊ยวสีแดงขนาดพอดีคำนั้นเข้าไปในปาก รสสัมผัสอันร้อนแรงของมันกระจายไปทั่วทั้งปากความร้อนและสัมผัสของสมุนไพรต่างๆได้สร้างอาการชาให้กับลิ้นของเขา และเมื่อฟันของเขากัดไปยังแป้งเกี๊ยวก็พบว่ามันเหนียวนุ่มเป็นอย่างมากเนื้อแสนนุ่มและชุ่มช่ำด้านในได้สร้างสัมผัสที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินอาหารล้ำเลิศเช่นนี้
และเมื่อเขากลืนเกี๊ยวสีแดงนั้นลงคอไปกลับพอความร้อนวูบวาบจากคอลงไปจนถึงกระเพาะของเขาเป็นความอบอุ่นที่แปลกประหลาดและสุขสบายจนเกินจะบรรยายได้ออกมาเขาแทบจะหลงมัวเมาไปกับรสชาติที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต...ความอร่อย
ในตอนนั้นเองที่เนื้อมังกรเพลิงได้มาถึงกระเพาะของเขาถังเฟยหู่ได้เดินลมปราณมารไร้ลักษณ์อย่างระวังเพื่อไม่ให้ใครสามารถจับสัมผัสปราณมรณะได้เคล็ดกายหยาบมารตามตำราถูกใช้ออกมาแทบจะในทันที
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถดูดกลืนเนื้อของมังกรเพลิงให้มาหล่อหลอมร่างกายของเขาให้กลายเป็นกายหยาบมารได้เลยคิ้วของเขาขมวดเข้ามากันด้วยความไม่พอใจ ซึ่งหยางถิงซึ่งนั่งติดกันก็สังเกตถึงท่าทีที่แปลกไปของถังเฟยหู่นางได้หันกลับไปตามศิษย์น้องเล็กของนาง
“ทำไมเจ้าขมวดคิ้วเช่นนั้นเล่า?อาหารไม่ถูกปากหรืออย่างไร?” หยางถิงกล่าวพร้อมกับท้าวคางมองไปทางถังเฟยหู่อย่างสงสัยนางวางตะเกียบลงและยื่นมือออกไปทางด้านหน้าของถังเฟยหู่
เพี๊ยะ!
หยางถิงดีดนิ้วไปกระแทกหน้าผากของถังเฟยหู่อย่างแรงจนเขาถึงกับเงยหน้าขึ้นไปด้านบนตามแรงดีดนั้นหยางถิงหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้แกล้งคนโปรดของท่านตานางแต่เมื่อถังเฟยหู่ก้มหน้าลงมากลับไม่มีรอยใดบนหน้าผากของเขาเลย หยางถิงแปลกใจเป็นอย่างมากโดยทั่วไปแล้วระดับปราณอ่อนแอเช่นถังเฟยหู่ไม่ควรจะทนแรงของนางได้ขนาดนี้ อย่างน้อยก็สมควรจะหลงเหลือบาดแผลหรือรอยแดงไว้บ้างนางดูแปลกใจเป็นอย่างมาก…เอ๊ะหรือว่าศิษย์น้องเล็กจะหน้าหนากว่าคนปกตินะ…นางได้แต่คิดอยู่ภายในใจโดยไม่ได้กล่าวออกไป
ถังเฟยหู่ลูบหน้าผากของตนเองและมองศิษย์พี่หยางถิงอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหรนักแต่เขาก็ไม่ได้สนใจและลองใช้ตะเกียบคีบอาหารอย่างอื่นขึ้นมาลองกินดูแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถดูดกลืนพวกมันมาฝึกวิชาได้ แม้พวกมันจะอร่อยแต่ก็ไม่สามารถฝึกกายหยาบมารอย่างที่เขาหวังได้
แต่อย่างน้อยอาหารพวกนี้ก็เป็นทรัพยากรบำรุงกำลังอย่างดีเขาราวกับรู้สึกว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยเพราะพวกมันแต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้แม้สักเสี้ยวจากการที่เขาบังเอิญดูดกลืนร่างของราชาค้างคาวปีกม่วงได้เลยด้วยซ้ำไป
ถังเฟยหู่คิดเรื่องราวต่างๆภายในใจเขาพยายามค้นหาความแตกต่างของสิ่งต่างภายในความทรงจำ จนในที่สุดเขาก็สามารถสรุปความเป็นไปได้ที่มีอยู่ไม่กี่อย่างหนึ่งคือความสดของวัตถุดิบ สองคือประเภทของสัตว์อสูร และสุดท้ายคือวิญญาณ
เขาจดจำได้ว่าอสูรทมิฬได้กลืนกินวิญญาณของราชาค้างคาวปีกม่วงก่อนที่จะกลืนร่างของมันไปเมื่อมาลองคิดดูแล้วเขาคิดว่าการกลืนกินวิญญาณคือความเป็นไปได้ที่มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว….
ภารกิจสำนักในครั้งนี้ทำให้เขาคาดหวังว่าจะทดลองใช้กายหยาบมารเพื่อกลืนกินพวกสัตว์อสูรทะเลเหล่านั้นหากเป็นไปตามรายละเอียดของภารกิจ เขาจะมีวัตถุดิบให้ทดลองสำหรับการฝึกวิชาจำนวนมากมายมหาศาลภายในใจของเขาเกิดความคาดหวังบางอย่างขึ้นมาเล็กน้อย….
การฝึกกายที่สมบูรณ์แบบที่สุดในขอบเขตปราณ…หากเขาสามารถทำเช่นนั้นได้ตามที่คาดหวังในอนาคตเขาอาจสามารถไปได้ถึงขอบเขตเซียนที่ผู้ฝึกตนคาดหวังความสมบูรณ์แบบของร่างกายทำให้เขาจะแข็งแกร่งเหนือคนในขอบเขตเดียวกัน….