บทที่ 47 การมาขอความร่วมมือถึงบ้าน (รีไรต์)
ต้าไป๋ไม่ตอบสนอง มีเพียงแค่การขยับของใบหูเล็ก ๆ ของมันเท่านั้น
ลั่วฉิงเทียนทำได้แค่ถอนหายใจอย่างจนปัญญาจะบอกให้มันกิน เธอจึงไปหาถุงมือมาสวมก่อนจะง้างปากของต้าไป๋ออก แล้วใช้มือหยิบเอาเนื้อในชามข้าวยัดเข้าไปในปากของมัน
ต้าไป๋ โดนลั่วฉิงเทียนบังคับ จนในที่สุดก็ต้องลืมตาขึ้นมากินข้าว มันกินอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะกินเนื้อทั้งชามหมดเกลี้ยง หลังจากกินเสร็จ ต้าไป๋ ก็นอนแผ่หลาบนพื้นอีกครั้ง
เมื่อเห็นต้าไป๋เป็นแบบนี้ลั่วฉิงเทียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอลูบหัวของต้าไป๋เบา ๆ แล้วพูดว่า
“ต้าไป๋ แกรีบ ๆ ฟื้นเถอะ ฉันยังรอให้แกพาฉันออกไปเที่ยวอยู่นะ!”
เปลือกตาของต้าไป๋ขยับเล็กน้อย ดูเหมือนว่ามันอยากจะตอบสนอง แต่เพราะความง่วงที่มากล้นทำให้ไม่อาจขยับกายตามใจได้ ไม่นานก็มีเสียงกรนดังมาจากมัน
ลั่วฉิงเทียน ออกจากห้องของต้าไป๋ แล้วเปิดโทรทัศน์ดู เธอหยิบขนมขบเคี้ยวมาสองถุงนั่งดูโทรทัศน์ไปกินขนมไปอย่างเพลิดเพลิน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว จนกระทั่งตอนบ่ายก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เสิ่นอวิ๋นหรานและเหอเสี่ยวต่างมองไปที่ลั่วฉิงเทียน ด้วยแววตาตื่นตกใจทั้งสองคนไม่รู้ว่าควรจะเปิดประตูดีหรือไม่
ลั่วฉิงเทียนเปิดใช้งานทักษะที่สาม เมื่อเห็นว่าใครมาเคาะประตูก็ตกใจมาก
“พี่ฉิงเทียน ทำไงดี”
เสิ่นอวิ๋นหรานหยิบปืนออกมาแล้วด้วยท่าทีตื่นตระหนกเหอเสี่ยวเองก็หยิบธนูออกมาเช่นกัน ดูเหมือนว่าแค่สิ้นคำลั่วฉิงเทียนสั่ง พวกเขาทั้งสองคนก็พร้อมจะเปิดฉากต่อสู้
ลั่วฉิงเทียน เอามือปิดหน้า
“เอ่อ ไปเปิดประตูเถอะ ข้างนอกไม่ใช่ศัตรู”
เสิ่นอวิ๋นหรานมองลั่วฉิงเทียนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย จึงค่อย ๆ เดินไปเปิดประตู ข้างนอกมีชายสองคนสวมชุดทหารยืนอยู่
“สวัสดี พวกเราอยากพบกับคุณลั่วฉิงเทียน” ตี้เจียงเป็นคนพูด เขาจ้องมองหญิงสาวที่เปิดประตูด้วยความประหลาดใจ
เธอสวมชุดกีฬาที่สะอาดสะอ้าน ผิวขาวราวหิมะ และดวงตาของเธอดูสดใส บ่งบอกว่าเธอไม่เคยอดอยากมาก่อน สิ่งนี้ยิ่งยืนยันความคิดของตี้เจียงมากขึ้น
เสิ่นอวิ๋นหรานไม่ได้เปิดประตูออกจนสุดแต่เหลือบมองลั่วฉิงเทียนที่นั่งอยู่บนโซฟาก่อน
ลั่วฉิงเทียนพยักหน้า
“ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาเถอะ บอกให้พวกเขาเปลี่ยนรองเท้าด้วยล่ะ” เสิ่นอวิ๋นหรานได้ยินคำสั่งจึงเปิดประตูออก จากนั้นก็หยิบรองเท้าสลิปเปอร์ใช้แล้วทิ้งออกมาส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนเปลี่ยน
ตี้เจียงและเฉินหาวเดินเข้าประตูมา พอเห็นสภาพภายในห้องก็ถึงกับสะดุ้ง
พวกเขาไม่คิดว่าบ้านของลั่วฉิงเทียนจะเป็นแบบนี้
ไม่ต่างอะไรกับชีวิตก่อนวันสิ้นโลกเลยสักนิด
นอกจากในห้องจะมีไฟฟ้าใช้แล้ว ยังมีเครื่องทำความร้อน อีกทั้งลั่วฉิงเทียนในตอนนี้ก็กำลังดูทีวีอยู่ แม้จะเป็นการแคสต์หน้าจอก็ตาม แต่ชีวิตแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับความฝันเลย
“สวัสดีคุณลั่ว พบกันอีกแล้วนะครับ” ตี้เจียงนั่งลงบนโซฟาพลางยิ้มให้ลั่วฉิงเทียน ส่วนเฉินฮ่าวนั้นนั่งลงตรงข้ามลั่วฉิงเทียนโดยตรง
“ฉิงเทียน บ้านคุณดีจังเลย”
ลั่วฉิงเทียนหยิบขนมขยับไปใกล้ ๆ เฉินฮ่าว
“กินไหม?”
เฉินฮ่าวเองก็ไม่เกรงใจ รับมันฝรั่งทอดที่ลั่วฉิงเทียนยื่นมาเปิดกินทันที
“ขอบคุณ!”
ตี้เจียงมองเฉินฮ่าวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองลั่วฉิงเทียนต่อ
“คุณลั่ว ผมมาเพื่อร่วมมือกับคุณ”
ลั่วฉิงเทียนเลิกคิ้วมองตี้เจียง
“ร่วมมือ? ไม่ทราบว่าฉันมีอะไรให้ร่วมมือกับคุณได้บ้างละ”
ตี้เจียงเผยยิ้มน้อย ๆ
“ผมรู้ว่าคุณเป็นผู้มีพลังพิเศษ แถมยังมีตั้งสองธาตุ ทั้งธาตุทั้งไฟและธาตุพืช ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณน่าจะเร่งการเติบโตของพืชได้ คุณต้องระมัดระวังตัวฉันเข้าใจดีแต่ตอนนี้กองทัพของเราต้องการเสบียงอาหารจำนวนมากเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ผมหวังว่าคุณ.จะใช้พลังพิเศษเร่งการเติบโตของธัญพืชให้กับกองทัพของเรา”
ลั่วฉิงเทียนไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่กลับถามกลับไปว่า
“หืม? ตอนนี้แม้แต่กองทัพก็เริ่มจะอดอยากแล้ว?”
ตี้เจียงหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพูดว่า
“ด้วยสภาพอากาศแบบนี้ แม้แต่ธัญพืชในนาที่ใช้ทดลองปลูกก็เกือบจะตายหมดแล้ว ครั้งนี้พวกเราได้รับภารกิจให้มาสร้างฐานที่มั่นแห่งแรกของมนุษย์ที่นี่ แต่ไม่คิดว่าหลังจากนั้นจะมีสภาพอากาศที่เลวร้ายขนาดนี้ งานก่อสร้างหยุดชะงัก พวกเราขาดการติดต่อจากเบื้องบนโดยสิ้นเชิง ตอนนี้พวกเรายังพอมีเสบียงอาหารหลงเหลืออยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ไม่นานก็จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งขนาดย่อม ผมเกรงว่าตอนนั้นนอกจากเธอแล้วคงไม่มีใครสามารถผลิตอาหารได้อีก”
ลั่วฉิงเทียนไม่ตอบโต้ช่วงนี้พื้นที่ของเธอผลิตธัญพืชออกมาจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทักษะที่สี่ปรากฏขึ้น
ทุกครั้งที่เธอเข้าไปในพื้นที่ เธอจะใช้มันกับพื้นที่เพาะปลูกของเธอ
บวกกับธัญพืชที่มีอยู่ในพื้นที่ของเธออยู่แล้ว เพียงพอที่จะเลี้ยงดูฐานที่มั่นขนาดใหญ่ได้นานนับร้อยปีแต่ลั่วฉิงเทียนไม่ไว้ใจตี้เจียง
ตี้เจียงมองออกว่าลั่วฉิงเทียนลังเล จึงพูดต่อว่า
“ไม่ต้องกังวลไปเลย หากยินดีมอบอาหารให้กับพวกเรา หลังจากที่ยาตัวนี้ได้รับการพัฒนาขึ้น ตราบใดที่ต้องการ พวกเรายินดีจัดหาให้โดยไม่มีเงื่อนไข และในอนาคตตราบใดที่ฐานที่มั่นได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าไม่เป็นอันตราย พวกเรายินดีให้คุณได้ใช้ หากยินดีพวกเราก็จะคอยบริการเธอที่ฐานที่มั่นได้ รวมถึงตำแหน่งผู้นำฐานที่มั่นเองก็ด้วย”
เงื่อนไขนี้ถือว่าเย้ายวนใจมาก แต่ลั่วฉิงเทียนรู้ดีว่าเธอคงจะไม่ได้อยู่ในฐานที่มั่นนาน ดังนั้นเงื่อนไขนี้จึงไม่มีความหมายสำหรับเธอ
“ท่านนายพล เงื่อนไขที่พูดมาช่างเย้ายวนใจจริง ๆ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอนาคต ฉันพอจะช่วยกองทัพได้ระยะหนึ่ง แต่ฉันคงไม่สามารถให้ฟรี ๆ ได้ตลอดไปได้หรอกนะ”
ลั่วฉิงเทียนยิ้มมองตี้เจียงเหมือนจะหลอกล่อเธออีกแล้ว
“คุณพูดถูก เรื่องค่าตอบแทนตอนนี้พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าควรจ่ายเป็นอะไร แม้แต่เรื่องผลึกคริสตัลพวกเราก็เพิ่งรู้จัก งั้นเอาแบบนี้ดีไหม ผมขอออกเป็นใบสั่งจ่าย พอฐานทัพสร้างเสร็จนอกจากเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า พวกเราจะจ่ายเป็นผลึกคริสตัลหรือทองคำเงินตราให้ คุณว่ายังไง?”
ลั่วฉิงเทียนไม่รีบตอบ เธอไม่ค่อยไว้ใจตี้เจียง จึงหันไปมองเฉินฮ่าว ในแววตาของเฉินฮ่าวตอนนี้เต็มไปด้วยความหวัง เธอคิดถึงความเอาใจใส่ที่เฉินฮ่าวเคยสอนเธอในชาติที่แล้ว
ลั่วฉิงเทียนตัดสินใจ เพื่อเฉินฮ่าวเธอจะลองเชื่อใจตี้เจียงดูสักครั้งก็แล้วกัน
“ตกลง แต่ฉันเพิ่งจะปลุกพลังได้ไม่นาน ยังเร่งผลผลิตได้ไม่มาก มากสุดต่อครั้งฉันให้ได้แค่สองพันจิน จะมันฝรั่งหรือข้าวสาลี ถ้าพวกคุณมีเมล็ดพันธุ์ก็ส่งมาให้ฉันได้”
ได้ยินลั่วฉิงเทียนพูดแบบนั้นตี้เจียงก็ดีใจมาก
สองพันจิน มากกว่าที่เขาคาดไว้มากแล้ว เขายิ้มพร้อมพยักหน้า
“ได้ครับ ขอบคุณมาก เดี๋ยวพวกเราจะให้คนติดต่อกลับมาอีกครั้ง”
พูดจบตี้เจียงก็ลุกขึ้นยืน เฉินฮ่าวเห็นดังนั้นก็ลุกตามอย่างอาลัยอาวรณ์ ลั่วฉิงเทียนมองเสิ่นอวิ๋นหราน
“ขนมแพนเค้กมันฝรั่ง”
เสิ่นอวิ๋นหรานแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปที่ห้องครัวเพื่อหาปิ่นโตใบใหญ่ แล้วใส่ขนมแพนเค้กมันฝรั่งที่อยู่ในกระทะลงไปจนหมด
“นี่เป็นขนมแพนเค้กมันฝรั่งที่พวกเราทำจากมันฝรั่งค่ะ พวกคุณทั้งสองเอาไปกินระหว่างทางเถอะค่ะ”
ตี้เจียงไม่ได้รับไว้ ส่วนเฉินฮ่าวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบเอื้อมมือไปหยิบมาทันที
“ผมไม่ได้กินอะไรอร่อย ๆ แบบนี้มานานแล้ว! งั้นพวกเราไม่เกรงใจแล้วนะ!”