ในตอนเย็นสัตตบุษย์กับอี้ฟงเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าพร้อมกับบอดี้การ์ดประจำตัวทั้งสองคนเมื่อไปถึงหนุ่มสาวก็ต้องแปลกใจที่เห็นเยี่ยหลานยืนอยู่กับฟู่เฉินแม้จะแปลกใจแต่สัตตบุษย์ก็ไม่คิดอะไรมาก จะมีก็แต่อี้ฟงเท่านั้นที่เริ่มไม่พอใจเพราะจำได้ว่าฟู่เฉินคือชายหนุ่มที่อยู่ในภาพนั่นเอง ยิ่งพอพวกเขาเดินเข้าไปใกล้คนทั้งสองแล้วได้เห็นสีหน้าเจื่อนๆของเยี่ยหลานกับสีหน้าหงุดหงิดของฟู่เฉินที่เ้าตัวพยายามซ่อนเอาไว้ ชายหนุ่มก็เข้าใจได้ในทันที
‘ฮึ...คิดจะหาโอกาสใกล้ชิดเ้าบัวน้อยของเขาอย่างนั้นเหรอฝันไปเถอะ!’
“เอ่อ...สวัสดีค่ะพี่ฟงไม่คิดว่าพี่จะมากับบัวด้วย” เยี่ยหลานทักทายด้วยรอยยิ้มเฝื่อนๆเพราะไม่คิดว่าอี้ฟงจะมาด้วย
“ถามแบบนี้เหมือนไม่อยากให้พี่มาด้วยเลยนะ” อี้ฟงเอ่ยเสียงราบเรียบไม่แพ้ใบหน้า พลางซุกมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋ากางเกงส่วนอีกข้างโอบเอวบางของสัตตบุษย์เอาไว้มุมปากหนายกขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมองการกระทำของเขาตาโตก่อนจะตามมาด้วยประกายตาไม่พอใจอยู่แวบหนึ่ง
“ไม่ใช่นะคะ” เยี่ยหลานรีบปฏิเสธพร้อมโบกมือวุ่นวายไปหมด สัตตบุษย์เห็นแล้วก็อมยิ้มขันกับท่าทางของเพื่อนจึงบอกเสียงกลั้วหัวเราะว่า
“พี่ฟงล้อเล่นน่ะเยี่ยหลานใช่ไหมคะ” เธอเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายก็ได้รับการพยักหน้าตอบมาแทนแต่เยี่ยหลานกลับไม่รู้สึกโล่งใจสักนิดเดียวเพราะสายตาของอี้ฟงสื่อให้เธอรู้ว่าเขารู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรอยู่นั่นเอง หญิงสาวเริ่มกังวลเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะไม่พอใจเนื่องจากคบหากันมานานจึงรู้ดีว่าเขาหวงน้องสาวมากแค่ไหน
“แล้วนี่ใครเหรอแฟนเธอหรือเปล่าเยี่ยหลาน” อี้ฟงถามทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่น่าจะใช่
“ไม่ใช่ค่ะ/ไม่ใช่!” ทั้งเยี่ยหลานและฟู่เฉินต่างพูดขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมายน้ำเสียงของฝ่ายหญิงดูใแต่น้ำเสียงของฝ่ายชายดูไม่พอใจอย่างชัดเจน
“คือ...ฟู่เฉินเขาเป็ญาติของฉันเองค่ะ” เยี่ยหลานตอบก่อนจะแนะนำให้รู้จักกัน “อาเฉิน...นี่พี่อี้ฟงเป็พี่ชายของบัว”
ฟู่เฉินมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็พี่ชายของหญิงที่เขาพึงใจชายหนุ่มจึงเปิดรอยยิ้มอย่างเป็มิตรให้ทันทีพร้อมทั้งยื่นมือออกไปจับทักทาย อี้ฟงเองก็ยื่นมือไปจับด้วยนิดหนึ่งก่อนจะเอากลับมาซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมด้วยสีหน้าเฉยชาไม่เปลี่ยนแปลง
“พี่คิดว่าบัวกับเธอจะมาเที่ยวกันสองคนซะอีกก็เลยขอตามมาด้วยไม่นึกว่าเธอจะพาเพื่อนมาด้วยอีกคน” อี้ฟงพูด
“อ๋อ...ตอนแรกฉันก็ว่าจะมากับบัวสองคนค่ะแต่พอดีฟู่เฉินไปหาฉันที่บ้านแล้วรู้ว่าจะมาซื้อรองเท้ากันก็เลยขอตามมาด้วยเพราะเขาก็อยากได้รองเท้าผ้าใบคู่ใหม่อยู่พอดีน่ะค่ะ”เยี่ยหลานจำใจต้องโกหกคำโต พลางนึกโมโหญาติหนุ่มอยู่ในใจที่ทำให้เธอต้องทำแบบนี้
“ใช่ครับผมอยากได้รองเท้าคู่ใหม่พอดี เห็นเยี่ยหลานบอกว่าร้านนี้ลดราคาก็เลยลองมาดู บัวคงไม่ว่าใช่ไหมครับที่ผมมาด้วย” ฟู่เฉินหันไปถามสัตตบุษย์ด้วยน้ำเสียงติดจะอ้อนๆ ทำให้อี้ฟงหน้าตึงขึ้นด้วยความไม่พอใจทันทีโดยเฉพาะที่อีกฝ่ายบังอาจเรียกชื่อเ้าบัวน้อยของเขาว่า ‘บัว’แทนที่จะเรียกว่า ‘เสี่ยวเหลียน’ เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป
“ไม่ว่าอะไรหรอกร้านนี้ไม่ใช่ของเราสักหน่อย ใครจะมาซื้อก็ได้ทั้งนั้นแหละ”สัตตบุษย์ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็ปกติ เพราะไม่รู้สึกไม่พอใจหรือเอะใจอะไรเลยที่จะมีฟู่เฉินเพิ่มมาด้วยอีกคนหนึ่ง
“แล้วถ้าผมอยากให้บัวช่วยเลือกให้ด้วยล่ะครับได้หรือเปล่า” ฟู่เฉินรีบถาม แววตาเขาเปล่งประกายอ้อนวอนอย่างลืมคิดไปว่าไม่ได้อยู่กับเธอตามลำพังและมีพี่ชายของเธอยืนอยู่ข้างๆ ด้วยอีกคน
“คงจะไม่ได้” คำตอบที่ดังออกมานั้น ไม่ใช่มาจากปากของสัตตบุษย์แต่มาจากปากของอี้ฟงแทน “เพราะบัวต้องเลือกรองเท้าให้ฉัน คงไม่มีเวลาเลือกให้ใครอีก”
“พี่ฟงจะซื้อรองเท้าหรือคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถามอย่างแปลกใจ ชายหนุ่มก้มหน้ามองแล้วพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ใช่จ้ะพี่อยากได้รองเท้าคู่ใหม่อยู่พอดี บัวช่วยเลือกให้พี่หน่อยนะจ๊ะ”
“ได้สิคะ”
“ถ้างั้นเราไปเลือกกันเลยดีกว่าเลือกเสร็จแล้วจะได้กลับบ้านกัน” อี้ฟงเอ่ยชวนพลางเดินโอบเอวหญิงสาวเข้าไปในร้านขายรองเท้ายี่ห้อดังซึ่งวันนี้มีลูกค้าค่อนข้างหนาแน่นเนื่องจากเป็วันสุดท้ายที่ลดราคา เยี่ยหลานกับฟู่เฉินเดินตามเข้าไปในร้านก่อนฝ่ายหลังจะเอ่ยกระซิบกระซาบกับญาติสาวว่า
“หยิ่งชะมัดแถมยังกันท่าเก่งอีกต่างหาก”
“เห็นอย่างนี้แล้วจะถอดใจก็ได้นะจะบอกให้เอาบุญก็ได้ว่าพี่อี้ฟงน่ะหวงน้องสาวสุดๆ”
“ไม่มีทาง” ชายหนุ่มตอบสวนกลับทันควัน โดนกีดกันแค่นี้ไม่มีทางทำให้เขาท้อถอยได้หรอก
“ก่อนที่นายจะเอาชนะใจบัวฉันว่านายเอาชนะใจพี่ฟงให้ได้เสียก่อนเถอะ ถ้านายผ่านพี่ฟงไม่ได้ก็หมดสิทธิ์”
“ไม่เห็นจะเกี่ยวเลยฉันรักบัวนะไม่ได้รักพี่ชายบัวซะหน่อย ขอแค่บัวโอเคก็พอแล้ว”ฟู่เฉินบอกอย่างไม่ยี่หระ เพราะรู้สึกหมั่นไส้อี้ฟงเป็อย่างมาก
“ทุเรศจะบอกว่ารักแต่ตัวเขาแต่ไม่เอาญาติพี่น้องเขาน่ะเหรอ”เยี่ยหลานส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่ใช่อย่างนั้นฉันหมายความว่าฉันรักบัว ซึ่งความรักมันก็อยู่ที่คนสองคนจะตัดสินใจ ไม่ใช่จากคนที่สามสี่หรือห้าเข้าใจไหม”เขาอธิบาย
“เออๆ” หญิงสาวตอบอย่างตัดความรำคาญ ก่อนจะตัดบทสนทนาด้วยการเดินไปหาสัตตบุษย์กับอี้ฟงที่กำลังเดินดูรองเท้ากันอยู่ฟู่เฉินเดินตามอย่างหงุดหงิดที่ไม่สามารถใกล้ชิดสัตตบุษย์ได้อย่างที่หวังไว้พี่ชายของเธอตามติดไม่ห่างจนเขานึกอยากขอพรพระเ้าให้อีกฝ่ายหายตัวไปเสียเดี๋ยวนั้นเลยถ้าขอได้
ฟู่เฉินพยายามใกล้ชิดสัตตบุษย์ทุกวิถีทางแต่ก็โดนอี้ฟงคอยขัดขวางอยู่ตลอดเวลาจนชายหนุ่มอยากถามอีกฝ่ายเหลือเกินว่าโกรธเคืองอะไรเขาหรือเปล่าเพราะดูเหมือนอี้ฟงจะไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไรนัก และสิ่งที่ทำให้ฟู่เฉินขุ่นเคืองใจหนักขึ้นก็คือสัตตบุษย์ไม่สนใจเขาเลยสักนิดเดียวดูเหมือนในสายตาและความนึกคิดของเธอจะมีแต่พี่ชายเพียงคนเท่านั้นในตอนนี้อากัปกิริยาของคนทั้งคู่ที่กำลังเลือกรองเท้ากันอยู่อย่างกะหนุงกะหนิงนั้น ช่างให้ความรู้สึกเหมือนคู่รักกันมากกว่าพี่ชายกับน้องสาวยิ่งนักนี่ถ้าไม่บอกว่าเป็พี่น้องกันเขาคงคิดว่าเป็คนรักกันไปแล้ว
‘แต่เอ๊ะ...เท่าที่จำได้ เยี่ยหลานเคยเล่าให้ฟังว่าบัวเป็คนไทยแท้ๆและมาอยู่กับบ้านตระกูลชานั้แ่เด็กนี่นานั่นก็ย่อมหมายความว่าทั้งสองคนไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ กันน่ะสิ เพราะฉะนั้นก็อาจเป็ไปได้ว่า...เฮ้ย! บ้าๆๆ คิดอะไรบ้าๆ’ ชายหนุ่มเอ็ดตัวเองในใจลั่นพลางส่ายหน้าขับไล่ความคิดอกุศลออกไปด้วยซึ่งการกระทำของเขาทำให้คนรอบข้างหันมามองด้วยความสงสัย เยี่ยหลานที่ยืนเลือกรองเท้าอยู่ไม่ไกลพอหันมาเห็นเข้าก็รีบเดินมาดึงตัวญาติหนุ่มออกไปยังมุมหนึ่งของร้านทันที
“เป็บ้าอะไรฮะอาเฉินยืนส่ายหัวยังกะคนบ้าอยู่ได้ คนอื่นมองกันใหญ่แล้ว”
“ขอโทษที คิดอะไรบ้าๆไปหน่อยน่ะ”
“คิดอะไรอยู่หรือคิดหาทางเข้าใกล้บัวอีกฮะ” หญิงสาวถามอย่างระอาเพราะรู้สึกเหนื่อยใจแทนญาติหนุ่มเหลือเกินเพราะตลอดเวลาที่ฟู่เฉินพยายามเข้าใกล้สัตตบุษย์นั้นจะต้องคอยถูกอี้ฟงกีดกันอยู่เสมอดูท่าเส้นทางรักของญาติเธอคนนี้นอกจากระยะทางการไขว่คว้าที่ไกลแล้ว ยังจะมีสิ่งกีดขวางซึ่งล้อมรอบด้วยลวดหนามแหลมคมมาขวางกั้นเพิ่มอีกด้วยเธอคงช่วยอะไรไม่ได้มากนักนอกจากให้กำลังใจเท่านั้น
“เปล่า” ฟู่เฉินปฏิเสธก่อนจะตัดสินใจบอกสิ่งที่คิดออกมา “ฉันกำลังคิดว่าบัวกับพี่ชายไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆไม่แน่พี่ชายบัวอาจจะชอบบัวก็ได้”
“บ้า!” เธอเผลอตัวแหวใส่เสียงดังก่อนจะลดเสียงลงเมื่อรู้สึกตัว “คิดอะไรบ้าๆ อย่างนั้นยะ”
“ก็...บ้าจริงๆ” เขายอมรับโดยดี “ลืมเื่ที่ฉันพูดไปเถอะว่าแต่เธอได้รองเท้าหรือยังล่ะ”
“ได้บ้าอะไรล่ะฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อั้แ่แรกซะหน่อย”เยี่ยหลานกัดฟันพูดด้วยแววตาขุ่นเคือง
“โทษทีๆ งั้นฉันขอโทษด้วยการซื้อรองเท้าให้ก็แล้วกันนะอยากได้คู่ไหนเลือกเอาเลย”
“จริงนะ” หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้นทันควัน เมื่อฟู่เฉินพยักหน้าให้ก็เดินเริงร่าไปยังชั้นรองเท้าที่หมายตาเอาไว้ทันทีแต่ในใจของเยี่ยหลานก็ไม่ลืมคำพูดของฟู่เฉินอยู่ดีจึงเหลือบตามองไปทางเพื่อนสาวใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทางสนิทชิดเชื้อราวกับคู่รักกันของสัตตบุษย์กับอี้ฟงนั้น เธอเห็นจนชินตาแล้วเมื่อก่อนไม่ได้คิดอะไรก็ดูว่าเป็พี่น้องที่น่ารักดีซึ่งเธอก็อิจฉามากๆ ด้วย แต่พอคิดไปในทำนองอื่นแล้วก็อดคิดไม่ได้อีกเช่นกันว่า
เหมือนคนรักกันเหมือนแฟนกันจริงๆ
หลายวันต่อมาสัตตบุษย์ยังคงไปหาอี้ฟงที่บริษัทเช่นเคย แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ไปนั่งเล่นเฉยๆเพื่อรอเวลาทานข้าวด้วยกันอีกแล้ว เพราะชายหนุ่มให้เธอช่วยพิมพ์เอกสารบางฉบับรวมถึงคอยชงกาแฟให้เขาด้วยหญิงสาวไม่เข้าใจว่าทำไม่นี้พี่ชายถึงพาเธอมาที่บริษัทด้วยเกือบทุกวันจะว่าพามาช่วยงานเธอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เนื่องจากไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้เลยความจริงสัตตบุษย์เคยถามอี้ฟงอยู่เหมือนกันว่าเพราะอะไรซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาแทบทำให้เธอคิดไปไกล
‘พี่อยากมีกำลังใจทำงานน่ะสิ’
อยากมีกำลังใจ เขาพูดเหมือนกับว่าเธอเป็กำลังใจของเขาอย่างนั้นแหละแล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอคิดเป็อื่นไปได้ยังไงกันล่ะ แถมยิ่ง่นี้เขามักจะคอยมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ชิดเธอยิ่งกว่าเดิมด้วยอีกทั้งคำพูดคำจาก็ชวนให้คิดลึกไม่น้อย เขาจะรู้ไหมนะว่าการกระทำของเขามันทำให้เธอคิดฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้ว
“กาแฟได้แล้วค่ะ” สัตตบุษย์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงาน หลังจากที่อี้ฟงขอให้เธอไปชงมาให้
“อืม...หอมจัง” ชายหนุ่มสูดดมกลิ่นหอมของกาแฟก่อนจะยกขึ้นจิบ “อร่อย”
“มีงานอะไรให้บัวทำอีกไหมคะ”
“ไม่มีแล้วจ้ะ”
“ว้า...”
“บัวเบื่อมากหรือเปล่า” อี้ฟงถามอย่างเป็กังวล ถึงแม้เขาอยากจะใกล้ชิดหญิงสาวมากแค่ไหน แต่ถ้าทำให้เธอเบื่อเขาก็ต้องยอมตัดใจไม่พาเธอมาที่ทำงานด้วยอีกต่อไป
“เปล่าค่ะ” สัตตบุษย์รีบปฏิเสธเพราะกลัวเขาจะไม่พามาที่บริษัทด้วยอีกถึงแม้มันจะน่าเบื่อไปบ้างแต่เธอก็ยังมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดเขา
“ถ้าบัวอยากกลับบ้านก็บอกพี่ได้นะพี่จะให้อาเจี้ยนไปส่ง”
“กลับบ้านไปไม่น่าเบื่อมากกว่าหรือคะพี่ฟงขอบัวอยู่ช่วยงานพี่ที่นี่ดีกว่า ถึงจะช่วยได้เล็กๆ น้อยๆ ก็เถอะค่ะ”
อยู่ที่บ้านสัตตบุษย์ไม่มีงานอะไรทำเลยนอกจากแย่งงานแม่ครัวทำเท่านั้นจะมีงานอื่นให้ทำบ้างนิดหน่อยก็ตอนที่หวังเฉินอยู่บ้าน ซึ่งเธอมักจะสรรหาทำขนมนมเนยน้ำผลไม้และอาหารต่างๆ ให้ท่านทานประจำ รวมถึงคอยบีบนวดเนื้อตัวให้ท่านเวลานอนหลับพักผ่อนในยามบ่ายทุกวันด้วย
พอนึกถึงหวังเฉิน หญิงสาวก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็วันกลับบ้านของท่านและเธอกับอี้เฟยก็นัดกันไว้ว่าจะไปรับท่านออกจากโรงพยาบาลด้วยกันในเย็นนี้ส่วนอี้ฟงนั้นไม่สามารถไปด้วยได้เนื่องจากติดงานเลี้ยงลูกค้าคนสำคัญ ฉะนั้นเมื่อเขาถามย้ำเธออีกครั้งว่าจะไม่ไปงานเลี้ยงกับเขาด้วยจริงๆเหรอ เธอก็ตอบว่า
“บัวอยากไปรับคุณลุงมากกว่าน่ะค่ะแล้วอยากจะทำอาหารให้ท่านทานด้วย”
“โอเคจ้ะ พี่ไปคนเดียวก็ได้”
“คืนนี้คงกลับดึกมากใช่ไหมคะ”
“คงจะอย่างนั้น” เขาพยักหน้าประกอบคำพูด
“อย่าดื่มมากนักนะคะ” เธอเตือนด้วยความเป็ห่วง อี้ฟงยิ้มหวานรับก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า
“ถ้าบัวห้ามไม่ให้พี่ดื่มเลยพี่ก็จะไม่ดื่มสักหยดเดียว”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” สัตตบุษย์หัวเราะเบาๆ อดปลื้มใจไม่ได้ “ดื่มได้ค่ะ แต่ขอแค่อย่าดื่มจนเมาก็พอ”
“โอเคจ้ะ พี่ขอรับคำบัญชา” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสร้งขึงขัง จนสัตตบุษย์ต้องปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังกว่าเดิมและผลสุดท้ายอี้ฟงก็ร่วมหัวเราะประสานเสียงไปกับเธอด้วยอีกคน
ตกตอนเย็นสัตตบุษย์ออกจากบริษัทไปพร้อมกับอี้เฟยที่มารับเธอเพื่อไปรับหวังเฉินออกจากโรงพยาบาลด้วยกัน ส่วนอี้ฟงก็ไปงานเลี้ยงรับรองลูกค้าคนสำคัญตามที่ได้บอกไว้
“เฮ้อ...ดีใจจริงๆที่ได้กลับบ้านแล้ว” ชานหวังเฉินเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขณะนั่งอยู่บนรถเข็นเพราะยังไม่สามารถเดินเหินเองได้สะดวกดีนัก
“ความจริงคุณพ่อน่าจะพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่ออีกสักหน่อยนะครับ” อี้เฟยบอกขณะเข็นรถเข็นของบิดาไปยังห้องพักของท่านที่เขาได้สั่งให้แม่บ้านจัดไว้ให้ใหม่ซึ่งอยู่ชั้นล่างเพื่อความสะดวกสบายในการเคลื่อนที่
“อยู่อีกทำไมฉันหายดีแล้วไม่ต้องนอนหรอก” หวังเฉินส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
อี้เฟยกับสัตตบุษย์อมยิ้มน้อยๆ พลางหันมาสบตากันเองเพราะรู้ดีว่าท่านไม่ชอบนอนโรงพยาบาลสักเท่าไรนัก ความจริงวันนี้คุณหมอไม่ได้อยากให้ออกจากโรงพยาบาลเลยเนื่องจากอยากให้ท่านพักรักษาตัวให้หายดีกว่านี้อีกสักหน่อยก่อน แต่เพราะขัดใจหวังเฉินไม่ได้และเห็นว่าอาการดีขึ้นมากแล้วจึงได้จำใจยอมอนุญาตให้กลับได้ในที่สุด
“หายดีอะไรกันล่ะครับหายดีจริงจะมานั่งรถเข็นอยู่แบบนี้เหรอ”
“ฮื้อ...” หวังเฉินคำรามอยู่ในลำคออย่างรำคาญบุตรชายคนรองที่เซ้าซี้ไม่เลิก“แกนี่น่ารำคาญจริงๆ นะอาเฟย หนูบัวยังไม่เห็นบ่นอะไรฉันเลย”
“ความจริงบัวก็อยากให้คุณลุงนอนที่โรงพยาบาลต่ออีกสักพักเหมือนกันนะคะ”
คำตอบของหญิงสาวทำให้หวังเฉินหน้ามุ่ยอย่างงอนๆที่ไม่มีใครเข้าข้าง
“โธ่...หนูบัวไม่เข้าข้างลุงบ้างเลยหึ...กลัวกลับมาเป็ภาระกันใช่ไหมล่ะ ก็ได้ ฉันกลับไปนอนโรงพยาบาลอย่างเดิมก็ได้”ท่านพูดอย่างน้อยใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณลุงที่บัวพูดไปเพราะเป็ห่วงเท่านั้นเอง” สัตตบุษย์หน้าเสียก่อนรีบทรุดตัวลงนั่งยองๆข้างรถเข็นของท่าน ส่วนอี้เฟยก็นั่งลงยองๆ อีกด้านหนึ่งเช่นกัน
“ใช่ครับ พวกเราไม่เคยเห็นคุณพ่อเป็ภาระเลยนะครับ”
หวังเฉินมองสีหน้ากังวลของคนทั้งสองแล้วหัวเราะออกมาราวกับผู้ชนะทำเอาอี้เฟยกับสัตตบุษย์รู้สึกงุนงงก่อนใน่แรกแล้วเริ่มเข้าใจว่าพวกเขาโดนท่านแกล้งเข้าให้เสียแล้ว
“ร้ายจริงนะครับคุณพ่อแกล้งผมกับบัวได้”
“ก็อยากเซ้าซี้ฉันกันนักทำไมล่ะเถอะน่า ฉันรู้ว่าทุกคนเป็ห่วง แต่เชื่อเถอะว่าฉันหายดีมากแล้วจริงๆ”
“คร้าบบบ” ชายหนุ่มลากเสียงยาวๆ อย่างประชดประชันก่อนจะช่วยพยุงท่านลุกจากรถเข็นเดินไปยังเตียงนอนโดยมีสัตตบุษย์คอยช่วยดูแลอีกแรงหนึ่ง
หลังจากพาหวังเฉินเข้านอนแล้ว สัตตบุษย์ก็กลับเข้าห้องนอนของตนเองจัดการอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน หลังจากทาครีมบำรุงผิวพรรณและใส่ชุดนอนเสร็จเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็เดินไปคว้าตำราอาหารมานอนศึกษาวิธีการทำต่อที่เตียงซึ่งมีทั้งอาหารไทยและอาหารอิตาเลี่ยนแม้จะรู้สึกง่วงแต่สัตตบุษย์ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เพราะใจยังคงเป็ห่วงอี้ฟงอยู่ เธอมักจะนอนไม่หลับเสมอเวลาชายหนุ่มยังไม่กลับบ้าน เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็เช่นนี้ั้แ่เมื่อไรรู้แต่เพียงว่ามันกลายเป็ความเคยชินสำหรับเธอไปเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวนอนอ่านหนังสือเพลิน จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาปลุกเครื่องจิ๋วที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็พบว่าเลยเที่ยงคืนไปยี่สิบนาทีแล้วสัตตบุษย์หาวหวอดๆ ก่อนจะลุกขึ้นเก็บตำราอาหารไปไว้ที่เก่าก็ประจวบเหมาะกับที่ได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้นหญิงสาวจึงยิ้มแป้นรีบเดินไปแง้มผ้าม่านที่หน้าต่างออกดูก็พบว่าเป็รถของอี้ฟงจริงๆเธอถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกที่เขากลับมาอย่างปลอดภัย พอเห็นพี่ชายลงจากรถเธอก็รีบวิ่งไปดับไฟในห้องทันทีเพราะไม่อยากถูกเขาเอ็ดเอาเื่นี้อีก
อี้ฟงรู้ดีว่าเธอมักจะคอยเขากลับมาบ้านก่อนแล้วถึงจะนอนซึ่งเขาเคยเอ็ดเธอไปทีหนึ่งแล้วว่าไม่ให้รอเขาอีก ในตอนนั้นสัตตบุษย์รับปากว่าจะไม่ทำอีกแต่สุดท้ายก็อดไม่ได้จึงกลายเป็ว่าต้องคอยแอบคอยเขากลับบ้านอย่างที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้แทน โดยไม่รู้เลยว่าที่หญิงสาวคิดว่าอี้ฟงไม่รู้ว่าเธอแอบคอยเขานั้นเป็การคิดที่ผิดเพราะหากเธอมองลงไปข้างล่างอีกครั้งก็จะเห็นชายหนุ่มกำลังยืนแหงนหน้ามองมาที่บานหน้าต่างห้องนอนของเธออยู่ด้วยรอยยิ้มขบขันแกมอ่อนใจ
‘คิดว่าจะรอดสายตาพี่ไปได้งั้นเหรอบัว’
อี้ฟงคิดอยู่ในใจอย่างขบขันพลางเดินเข้าไปในบ้านหลังจากที่เขาสั่งให้บอดี้การ์ดทั้งสองไปพักผ่อนก่อนแล้ว สัตตบุษย์คงคิดว่าจะปิดไฟทันก่อนเขาจะเห็นล่ะสิแต่มันไม่ทันการณ์แล้วเพราะเขาเห็นไฟในห้องนอนของเธอเปิดอยู่ั้แ่รถกำลังเลี้ยวเข้ารั้วบ้านแล้วล่ะชายหนุ่มรู้ดีว่าทำไมหญิงสาวถึงยังไม่หลับไม่นอนทั้งที่ดึกมากแล้ว เธอเป็ห่วงเขาซึ่งเขาก็ดีใจแต่ก็ไม่อยากให้เธอต้องมาถ่างตารอเขาจนพักผ่อนไม่เพียงพอแบบนี้
เมื่อก่อนอี้ฟงมักจะอยู่เคลียร์งานจนดึกดื่นเป็ประจำกว่าจะกลับบ้านได้ก็ตีหนึ่งตีสองเข้าไปแล้ว แต่นับั้แ่รู้ว่าเ้าบัวน้อยของเขามักจะคอยเขากลับบ้านเสมอชายหนุ่มก็พยายามไม่กลับดึกมากนักและหากวันไหนมีงานเลี้ยงเขาก็จะโทรบอกเธอก่อนเสมอเพื่อไม่ให้เธอต้องคอย
ชานอี้ฟงเดินผ่านห้องโถงใหญ่ซึ่งใช้เป็ห้องรับแขกเขาหยุดเดินเมื่อจู่ๆ ก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งมันคือแผนการที่จะทำให้สัตตบุษย์เลิกคิดกับเขาในฐานะพี่ชายเสียทีแล้วหันมามองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งแทนได้แล้ว วิธีนี้อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยทว่ามันก็เป็วิธีที่ได้ผลชะงัดนักอย่างแน่นอนชายหนุ่มยิ้มกริ่มพลางเดินไปนั่งลงบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ เพราะเขาไม่จำเป็ต้องทำอะไรเลยนอกจากเพียงแค่...รอคอยเท่านั้นเอง!