ความคิดว่าที่ อนาคตอันใกล้นี้ตนเองก็จะกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ดุจดั่งเทพ ให้คนในหมู้บ้านกราบไหว้ก็ทำให้ความฮึกเหิมลำพองของจูเจิ้นสูงเทียมฟ้าแล้ว
เขานำลูกสมุนไปขวางทางซือเฟิงคงไว้พลางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นว่าเหนือกว่า
“ว่าไง เ้าน้องชาย!”
เฟิงหลงกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเดินเลี่ยงออกไปร่างกับเดินหลบกองอึกองหนึ่งเท่านั้นเหล่าสมุนที่ติดตามมาต่างพากันมองตาค้าง จูเจิ้นหน้าเขียวคล้ำความร้อนพุ่งขึ้นจากอกถึงกระหม่อมในพริบตา จากความอายกลายเป็โกรธ
ตะคอกออกมาอย่างฉุนเฉียว“ไปขวางมันไว้ วันนี้ข้าจะสั่งสอนลูกนางปีศาจนั่นให้หลาบจำ”
คำว่า ‘นางปีศาจ’ ทำให้ซือเฟิงหลงหยุดเดินเหล่าลูกน้องจูเจิ้นที่ตีวงโอบล้อมเข้ามาต่างพากันชะงัก พวกมันรู้ดี ซือเฟิงหลงไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันเ้าไม่คุยกับมั้นได้ เดินผ่านมันได้ นินทามันได้ แต่เ้าไม่อาจสู้ชนะมันได้
แม้แต่จูเจิ้นที่อายุมากกว่าในอดีตก็ไม่เคยสู้ชนะเด็กคนนี้เลยสักครั้ง
แล้วตอนนี้ล่ะ จูเจิ้นมีพลังเซียนสมควรกำราบเด็กเก้าขวบคนหนึ่งลงได้ จริงหรือไม่?
เหล่าลิ่วล้อทั้งสี่พากันครุ่นคิดไปไกลแต่ทำได้แค้ล้อมไว้เท่านั้นไม่กล้าลงมือ
กลับเป็ซือเฟิงหลงที่ไม่พูดพร่ำทำเพลงวางคานหาบน้ำลง หันกลับมามองจูเจิ้น
หากกล่าวตามฐานะทางสังคมอาจพูดได้ว่าจูเจิ้นเป็ลูกพี่ลูกน้องกับเฟิงหลง แต่ถ้าไล่เรียงตามสายโลหิตกลับไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย
นับั้แ่รู้ความเข้าใจเื่ราวเมื่อครั้งที่มารดาถูกขับออกจากบ้านสกุลจูเขาก็ไม่เคยคิดว่าสกุลจูเป็ญาติกับตนอีกเลย
พ่อแบบใดขับไล่ไสส่งบุตรสาวแท้ๆแต่เลี้ยงลูกนอกไส้ของคนอื่นอย่างดี
แล้วพี่น้องแบบใด จิตใจสกปรก คิดไม่ซื่อกับน้องสาวตนเองพอทำไม่สำเร็จก็สาดโคลนใส่นาง จนนางถูกขับออกจากบ้านทั้งที่เป็สตรีอายุน้อย
หากบิดาเขาไม่ช่วยไว้นางก็คงมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย กลายเป็ผีเฝ้าป่าไปแล้ว
สายสัมพันธ์ใดที่เคยมีต่อสกุลจูถูกสะบั้นขาดต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านนานแล้วเฟิงหลงจึงไม่เคยคิดว่าจูเจิ้นเป็ลูกพี่ลูกน้อง ยิ่งไม่เคยคิดว่าสกุลจูเป็ญาติ
แค่เดินผ่านยังไม่อยากปรายตามองแต่คนน่ารังเหล่านี้กลับรังควานมารดาเขาไม่เลิก
ยามนี้ ซือเฟิงหลงก็ไม่คิดจะอดทนเขาเดินเข้าหาจูเจิ้นช้าๆ ฝีเท้าหนักแน่น ดวงตาคมกริบไร้ระรอกคลื่น
ยามนึกถึงวันที่ไฟไหม้บ้านความแค้นเก่าใหม่ที่อัดอั้นในอกก็แทบทะลักล้นออกมา
วันนั้นข้าเกือบจะเสียมารดาไป!
“เ้า...เ้าจะทำอะไร”จูเจิ้นถามด้วยเสียงสั่นไหว เผลอก้าวถอยหลังไปถึงสองก้าวแต่ก็ยังยืดอกให้ตัวแองดูน่าเกรงขาม
“ข้า...ข้าเป็ศิษย์สำนักศึกษาเซียนฉีแล้วหากเ้ายอมคุกเข่าลงโขกศีรษะให้ข้า เื่ที่ผ่านมาข้าก็จะไม่ถือสา!”
เฟิงหลงกำมือแน่นจนข้อนิ้วลั่น “เ้ากลายเป็ศิษย์สำนักเซียน?เช่นนั้นข้าก็จะตีผู้ฝึกตนอย่างเ้าจนกว่าจะร้องหามารดา!”
พูดจบร่างเล็กๆก็พุ่งเข้าใส่อย่างฉับพลัน จูเจิ้นเบิกตาโพลงสะอึกถอยแต่ปฏิกิริยาของเขาก็ยังช้าเกินไปร่างทั้งร่างถูกฟาดล้มหงายหลังลงได้อย่างไรเ้าตัวก็ยังไม่กระจ่างเขารู้สึกมึนงงไม่เข้าใจอยู่ครู่ใหญ่ ตาเบิกกว้างมองกอหญ้าที่กำลังทิ่มเข้ารูจมูกอย่างเลื่อนลอยความเ็ปที่ตามมานั้นแทบจะไม่ต่างจากวันวาน
เขาปัดป้องเป็พัลวันกำหมัดชกสวนกลับไปสะเปะสะปะ แต่ตีไม่โดนอะไรเลย ทว่าความเ็ปทั่วร่างกลับเป็ของจริง
เหล่าลิ่วล้อทั้งสี่พากันยืนทึ่มทื่อหน้าซีดเผือด ไม่รู้จะเข้าห้าม หรือยืนดูต่อไปดีกระทั่งได้ยินเสียงร้องโหยหวนปนสาปแช่งของจูเจิ้น “พวกแกยืนบื้ออะไร รุมมันสิช่วยข้า!”
เด็กชายอีกสี่คนได้สติสองคนพุ่งเข้ามาดึงเฟิงหลงออกแต่ถูกสะบัดด้วยกำปั้นที่เหวี่ยงเป็วงราวกับค้อนตีเหล็ก ได้แต่วิ่งหลบกันอลม่าน
อีกสองคนยังกล้าๆ กลัวๆไม่ว่าล่วงเกินใครก็รับผิดชอบไม่ไหวทั้งนั้น สองคนมองหน้ากันไปมาก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป
“ไอ้พวกขี้ขลาด โอ้ย! พอแล้วเฟิงหลง ข้ายอมแล้ว!”
“เ้าดูิ่มารดาข้าหากวันนี้เ้าไม่ขอโทษนาง ข้าก็จะตีเ้าให้น่วม”
“ข้ายอมๆ ข้าขอโทษ ท่านน้า”
“นางไม่ใช่ท่านน้าของจ้า เรียกนางซือฟูเหริน[1]” เฟิงหลงกดฝ่ามือลงไปบนแขนของจู้เจิ้นที่ถูกจับไพล่หลังในองศาที่พิสดารแรงบิดทำให้เด็กโตร้องโหยหวนออกมา
“ได้ๆ เ้าปล่อยแขนข้า ถ้าแขนข้าหักข้าก็โขกศีรษะให้นางไม่ได้แล้ว”
ซือเฟิงหลงปล่อยมือแล้วลุกขึ้นยืนตามองอีกฝ่ายเขม็ง จูเจิ้นทรงตัวขึ้น ดวงตามาดร้ายส่องประกายวูบพอยืนได้มั่นคงก็หันหลังวิ่งจากไปทันที ปากยังด่าทอสาปแช่งไปตลอดทาง
“มารดาเ้ามันนางปีศาจนางทำให้แขนพ่อข้าพิการ ถ้าข้าสำเร็จวิชา ข้าจะกลับมาปราบปีศาจตนนี้แน่รอข้าได้เลย เ้าลูกปีศาจ!”
ซือเฟิงหลงกันฟันแน่น ดวงตาวาววับเปล่งประกายวูบจูเจิ้นที่วิ่งพลางหันหน้ากลับมาด่าพลางสะดุดรากไม้ที่โผล่ขึ้นจากดินจนล้มกลิ้งไปหลายตลบ
พอเห็นอย่างนั้นเซือฟิงหลงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างได้ระบายออกค่อยปลอดโปร่งขึ้นมาหน่อย!
สมุนสองคนเห็นว่าลูกพี่หนีไปแล้วจึงไม่คิดจะอยู่ต่อ พากันวิ่งแนบจากไปอย่างรวดเร็ว
เฟิงหลงหาบน้ำกลับมาถึงบ้านเดินเข้าครัวด้านหลังโรงตีเหล็กด้วยสีหน้าสงบแต่ในใจรู้ดีว่าต้องสารภาพเื่วันนี้กับมารดา
เขาวางคานหาบลงก้มหน้าเรียบร้อยพลางเอ่ยเสียงเบา
“ท่านแม่... ข้าผิดไปแล้วท่านเคยสอนว่าห้ามใช้กำลังรังแกผู้อื่น เว้นแต่จะเป็การป้องกันตัวแต่วันนี้ข้าต่อยจูเจิ้นเสียหลายหมัด...”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสีหน้าเหมือนทั้งละอายทั้งอยากอวด “บางหมัด...ข้าเผลอใส่ลมในท้องไปด้วย”
จูซื่อที่กำลังยืนหันหลังเตรียมของอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะเบาๆก่อนจะหันกลับมามองบุตรชาย “นี่เรียกว่าสำนึกผิดหรือแก้ตัวกันแน่”
เฟิงหลงหน้าแดง“ก็ข้าคิดว่าเขาได้รับเลือกเข้าสำนักศึกษาเซียน น่าจะสู้กันสูสีกันได้ข้าเลยไม่ออมมือ... แต่ใครจะรู้ กลับเหลวเหมือนเดิม”
นางส่ายหน้าอย่างจนใจ แต่ไม่ได้ตำหนิอีกเพียงถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ลูกไม่กลัวหรือวันหน้าเมื่อเขาสำเร็จเป็เซียนแล้วจะกลับมาแก้แค้น? การผูกเวรไม่เคยนำสิ่งดีมาสู่ผู้ใด”
“ถ้าเขาจะกลับมาก็กลับมาเถิดขอรับ”เฟิงหลงตอบทันที “ถึงข้าไม่ลงมือวันนี้ เขาก็ไม่ปล่อยข้าอยู่ดี”
เด็กชายก้มหน้าลงแววตาเข้มข้นเมื่อคิดถึงคำสาปแช่งก่อนจากไปของจูเจิ้น “แค้นนี้...คงไม่มีวันลบได้”
[1] ฟูเหรินแปลว่าฮูหยิน ซือฟูเหริน ก็คือ ฮูหยินสกุลซือ