เมื่อเห็นจางหลินกำลังตรงมา หนี่ซวงก็รีบเข้าไปเกาะแขนของเขาด้วยความร่าเริง “เฟยหยาง เพียงเท่านี้เจ้าก็จะได้เป็นผู้ติดตามของข้าแล้ว”
จางหลินเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่มีใครรู้เลยหน้าภายใต้ใบหน้าที่เฉยชานั้นเขากำลังคิดอะไรอยู่
ที่ริมระเบียงชั้นที่สาม หนี่หุนลั่วลูบเคราด้วยความสนใจ “เจ้าหนูนี่แปลกคน แนวคิดของเขาสุดโต่งเกินไป ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เยาวชนอายุน้อยจะมีแนวคิดที่โหดเหี้ยมและอำมหิตขนาดนี้”
หนี่เหิงเหยียนเองก็มีการแสดงออกที่ระมัดระวังเช่นกัน
เมื่อครู่นี้เขาสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าของจางหลิน และหากหนี่หานเย่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มันจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของหงเสี้ยวเทียนอย่างแน่นอน
ในความคิดของคนทั้งสอง จางหลินแทบจะไม่มีความเห็นอกเห็นใจเหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไป เขาดูเหมือนเครื่องจักรสังหารที่รู้เพียงวิธีการเข่นฆ่าเท่านั้น!
แม้แต่หนี่เหิงเหยียนที่สนใจจางหลินก็เริ่มมองเขาในแง่ลบมากขึ้น “ท่านพ่อ ข้าคิดว่าการเก็บชายผู้นี้ไว้จะไม่ส่งผลดีต่อตระกูลหนี่ในอนาคตอย่างแน่นอน”
ใบหน้าของหนี่หุนลั่วเริ่มหมองลง
ไม่ว่าจะมองอย่างไร จางหลินเปรียบเสมือนกับเครื่องจักรสังหารที่ไร้อารมณ์ ไม่มีใครรู้ว่าสักวันเขาจะกลับมาแว้งกัดตระกูลหนี่หรือไม่หากตระกูลหนี่ทำให้เขาไม่พอใจ
จู่ๆ หนี่หุนลั่วก็ลงมือทำอะไรบางอย่าง เขากัดที่ปลายนิ้วชี้พลันปาดรอยเลือดไปที่ฝ่ามือขวา ก่อนที่เขาจะหลับตาและขยับนิ้วไปมาเปลี่ยนท่าทางราวกับการพยากรณ์ในรูปแบบโบราณ
หลังจากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด
‘ชะตาของเขายิ่งใหญ่ถึงขนาดที่แม้แต่อ๋องฉู่ก็เทียบชั้นไม่ติด!’
‘มันจะเป็นไปได้อย่างไร!?’
ความตกใจบนใบหน้าของหนี่หุนลั่วไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เขาไม่เคยเจออะไรที่น่าตกใจเท่ากับโชคชะตาของจางหลินมาก่อน
หลังจากนั้นไม่นานหนี่หานเย่ก็ได้รับหน้าที่ต่อ เขาประกาศเสียงดังให้แก่ทั้งตระกูลหนี่ได้รับทราบโดยทั่วกัน “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หยุนเฟยหยางจะกลายเป็นผู้ติดตามของคุณหนูน้อยหนี่ซวงและเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหนี่! หากมีผู้ใดคิดจะรังแกหรือทำร้ายเขาก็เท่ากับว่าคนผู้นั้นจะเป็นศัตรูกับตระกูลหนี่เช่นกัน!”
“โฮ่!” เสียงโห่ร้องดังกระหึ่ม ตามมาด้วยเสียงปรบมือแสดงความยินดีให้แก่จางหลินดังกังวาน
หนี่ซวงเองก็กระโดดโลดเต้นและดีใจไปพร้อมกับทุกคนๆ
มีเพียงแค่จางหลินเท่านั้นที่ยังคงสีหน้านิ่งเฉย นั่นทำให้หนี่ซวงบุ้ยปากเล็กน้อย “เจ้าจะได้มาเป็นผู้ติดตามของข้าแล้ว เจ้าไม่รู้สึกดีใจเลยหรืออย่างไร?”
จางหลินหันไปและตอบกลับสั้นๆ “แน่นอนว่าข้าดีใจ”
ใบหน้าที่เย็นชาเปรียบเสมือนแผ่นน้ำแข็งของจางหลินทำให้หนี่ซวงอดไม่ได้ที่จะกลอกตา
มีคนดีใจที่ไหนแสดงสีหน้าที่ซังกะตายเช่นนี้ออกมา?
ทั่วทั้งแคว้นคงจะมีเพียงแค่จางหลินเท่านั้น
จางหลินเหลือบมองที่หนี่หานเย่ที่เดินจากไป และทบทวนกับสิ่งที่หนี่หานเย่พูดมาก่อนหน้านี้
ดูเหมือนว่าหนี่หานเย่จะตระหนักถึงสัจธรรมบางอย่างขึ้นได้จากคำพูดของเขา จึงทำให้หนี่หานเย่รีบประกาศตั้งแต่เนิ่นๆว่าจางหลินคือหนึ่งในสมาชิกของตระกูลหนี่ นั่นก็เพื่อไม่ให้มีคนคิดปองร้ายเขาอย่างที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้
แต่จางหลินไม่รู้เลยว่าสิ่งที่หนี่หานเย่ทำลงไปไม่ได้เป็นการปกป้องตัวของเขาแต่อย่างใด แต่เป็นการปกป้องหงเสี้ยวเทียนเสียมากกว่า เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่มาตายตั้งแต่อายุยังน้อย
คนที่เป็นถึงระดับผู้อาวุโสสูงสุดจะมองไม่ออกได้อย่างไร ว่าจางหลินเปรียบเสมือนเครื่องจักรสังหารที่กระหายเลือด?
หนี่หานเย่รู้ดีว่าตราบใดที่หงเสี้ยวเทียนมายุ่งเกี่ยวกับจางหลินเพียงน้อยนิด หงเสี้ยวเทียนจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตเหมือนกับวันนี้อีกต่อไป
หนี่หุนลั่วที่ยืนอยู่บนระเบียงหันหลังกลับก่อนจะออกคำสั่งบางอย่าง “เหิงเหยียน เรียกประชุมผู้อาวุโสสาขาหลักทั้งหมดมาในยามซวี ข้ามีหัวข้อสำคัญที่ต้องหารือกับผู้อาวุโสทุกคน”
หนี่เหิงเหยียนดูประหลาดใจเล็กน้อย เพราะการเรียกประชุมผู้อาวุโสไม่ได้เกิดขึ้นมาเป็นเดือนๆแล้ว “ท่านพ่อ ท่านมีเรื่องอะไรเร่งด่วนหรือไม่?”
หนี่หุนลั่วยิ้มอย่างลึกลับก่อนจะตอบกลับสั้นๆ “ข้าจะหารือเกี่ยวกับสถานะผู้ดูแลพิเศษที่ยังว่างอยู่”
หนี่เหิงเหยียนผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาประสานมือและพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
จากนั้นหนี่ซุนฉิงก็เดินมาพร้อมกับถาดไม้ พลางติดเข็มกลัดสถานะผู้ติดตามตระกูลหนี่ให้แก่จางหลิน
หลังจากกล่าวปิดพิธี ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตน
แม้ว่าการทดสอบในวันนี้จบลงด้วยคำถามและความสงสัยในใจของใครหลายๆคน แต่ชื่อเสียงของจางหลินก็เพิ่มมากยิ่งขึ้นและถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในอาณาบริเวณการปกครองของตระกูลหนี่ไปโดยปริยาย
ส่วนตัวของจางหลินก็กลับไปที่ตำหนัก และให้เหตุผลว่าต้องการฝึกซ้อมเงียบๆคนเดียว ซึ่งหนี่ซวงก็ไม่ได้เร้าหรือและปล่อยเขาไปตามที่เขาต้องการ
.
.
.
~ เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงดึก ~
จางหลินกำลังนั่งบนเตียงอย่างสงบ ในขณะที่เขาพลิกตำราอ่านเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแคว้นฉู่ให้มากกว่านี้
จู่ๆ รูม่านตาของเขาหดลีบลง พร้อมกับแสงวูบวาบปรากฏขึ้น โดยมีมีดสั้นถูกดึงออกมาจากข้างเอวอย่างรวดเร็ว
เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารบางๆ!
มีใครบางคนต้องการลอบสังหารเขา!
จางหลินตัดสินใจขว้างมีดสั้นไปยังหน้าประตูตำหนักด้วยลมกระโชกแรง ตามมาด้วยเสียง “เชร้ง!” ราวกับว่ามีวัตถุบางอย่างได้ปิดกั้นเส้นทางมีดสั้นของเขาไว้
จางหลินลุกขึ้นจากเตียงและกระโจนกลับหลังโดยใช้ฝาผนังเป็นแท่นเหยียบ เขาดึงมีดสั้นอีกเล่มออกมาและพุ่งไปยังประตู ก่อนจะแทงเป็นเส้นตรงโดยไม่ต้องคิด!
ปัง!
กระแสลมปราณพุ่งเข้ามา ผลักร่างของจางหลินที่ลอยอยู่กลางอากาศให้ถอยหลัง จนกระแทกเข้ากับฝาผนังส่งผลให้กรอบรูปที่วางเรียงรายร่วงหล่นลงมาอย่างโกลาหล
จางหลินที่ตั้งหลักได้ก็รีบลุกขึ้นมา และกำลังจะพุ่งไปข้างหน้าด้วยเจตนาฆ่าที่โหมกระหน่ำ!
“ท่านพ่อ! หยุดมือเถิด!”
จู่ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นในหูของจางหลิน และพบว่าประตูที่ถูกเปิดกว้างมีร่างของหนี่ซวงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาที่เป็นกังวล
ด้านหน้าของนางคือชายวัยกลางคนที่มีผมสีขาวยาวสลวยถึงกลางหลัง ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีม่วงโอ่อ่า ใบหน้าของเขาดุดันดุจดั่งพยัคฆ์ หากแต่ยิ้มอย่างสดใสให้แก่หนี่ซวงในลักษณะขอโทษขอโพย “ซวงซวง อย่าโกรธข้าเลย ข้าเพียงแค่จะทดสอบเขาดูเท่านั้น”
หนี่ซวงทำหน้าบึ้งตึง ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาช่วยจางหลินให้ลุกขึ้น “เฟยหยาง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
จางหลินเพียงปาดรอยเลือดออกจากมุมปากโดยไม่ได้พูดอะไร เขายังคงมองตาขวางไปยังร่างของชายวัยกลางคนที่ยิ้มอย่างเหยเกในระยะไกล