ตอนที่ 119 คำขอของโอไรออน
“ขอบคุณมากนะคะพี่แซฟไฟร์! พี่เพชฌฆาต!” เสียงร้องคึกคักเฮฮาดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อวัตถุเสริมอาคมรูปว่าวของเพชฌฆาตพาพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองท่าข้างสมุทรในที่สุด
“ผมพาเด็ก ๆ พวกนี้ไปส่งที่ทางการให้เองครับ คุณใช้เวลาวันหยุดให้คุ้มค่าได้เลยครับ โอ้ แล้วก็อย่าลืมไปส่งภารกิจเรื่องกุ้งเรืองแสงด้วยนะครับ จริงด้วย คุณยังไม่เคยกินกุ้งเรืองแสงใช่มั้ยครับ ผมแนะนำให้กินแบบย่างเนยนะครับ อร่อยเด็ดเลยล่ะ หรือไม่ก็นำวัตถุดิบไปให้ร้านดังแถวนี้ทำก็ได้ครับ คิดราคาเพิ่มไม่มากหรอก” ก่อนจะจากกัน เพชฌฆาตก็ยังคงพูดมากอยู่เช่นเคย
แม้นิทานจะรู้สึกขอบคุณที่เขามาช่วยและดูแลเด็ก ๆ ให้ต่อจากนี้ ไม่ต้องลำบากให้เขาไปทำงานเอกสารอะไรมากมาย แต่นิสัยส่วนนี้ทำให้ยากจะเข้ากับเขาได้จริง ๆ
“ไว้มาเล่นด้วยกันใหม่นะเพซ!” เด็ก ๆ หลายคนดูเหมือนจะไม่อยากลาจากคีตาไปนัก แม้มันจะเป็นพยัคฆ์ตัวใหญ่หน้าตาน่าเกรงขาม แต่ในสายตาเด็ก ๆ เหล่านี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพียงแมวตัวใหญ่เท่านั้น
นิทานยืนยิ้มมองภาพเหล่านั้น แม้การต่อสู้ก่อนหน้าจะเป็นหนึ่งในประสบการณ์เฉียดตายอันใหญ่หลวงอันหนึ่งของเขา อย่างน้อย ๆ ทุกอย่างก็ออกมาได้ด้วยดี เขาได้เรียนรู้คำแห่งพลัง เชื่อมโยง ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม แม้จะยังไม่ถ่องแท้แต่ก็มีการพัฒนาขึ้นมาก
นิทานเตรียมเดินทางไปที่สมาคมนักผจญภัยเพื่อส่งภารกิจหากเขากลับถูกมือเล็ก ๆ ยื้อเอาไว้
“โอไรออน ตามพี่ชายคนนั้นไปได้เลยนะ เขาจะพาเราไปเจอกับพ่อแม่เอง” นิทานกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่ามือน้อย ๆ ข้างที่ยื้อเขาเอาไว้คือโอไรออน เด็กชายเผ่าซือบาสที่เขาช่วยเอาไว้
โอไรออนส่ายหน้าน้อย ๆ นัยน์ตาที่ไม่ปรากฏความหวาดหวั่นแม้ยามถูกแส้เฆี่ยนตียามนี้กลับสั่นไหวออกมาอย่างน่าพิกล
เพชฌฆาตและเด็ก ๆ ที่หยุดรอต่างมีสีหน้าฉงนหากโอไรออนกลับยังคงเงียบอยู่ นิทานเข้าใจว่าเขาคงมีบางสิ่งที่ต้องการพูดจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร เพียงนั่งคุกเข่าลง ให้ศีรษะเสมอใบหน้าเด็กชาย
“ทีนี้ก็คุยกันง่ายขึ้นแล้วเนอะ ว่าไงคะ” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ
โอไรออนสูดลมหายใจลึก ก่อนพูดออกมาช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมขอตามพี่แซฟไฟร์ไปด้วยได้มั้ยครับ อย่างน้อยแค่กลับไปถึงนครรัตนะก็ได้” โอไรออนกล่าวขึ้น
นิทานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความฉงน เขาไม่คิดว่าคำขอของเด็กชายอายุ 10ขวบจะดูแปลกถึงเพียงนี้ ขอติดตามตนไปเพียงเพราะตนช่วยชีวิตไว้ ไม่ใช่วิสัยที่เด็ก 10ขวบจะกระทำเลย
นิทานกำลังจะอ้าปากคัดค้าน หากโอไรออนกลับไวยิ่งกว่านั้น เขาตอบออกมาราวกับคาดได้ว่านิทานต้องการจะพูดอะไร
“ผมเป็นเด็กกำพร้าครับ ไม่มีครอบครัว ผมอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พอได้ยินที่พวกพี่คุยกันว่าพี่แซฟไฟร์จะกลับนครรัตนะเลยอยากขอตามไปด้วยครับ” โอไรออนอธิบาย น้ำเสียงของเขาเริ่มหนักแน่นขึ้นทีละน้อย
นิทานหันหน้าไปมองเพชฌฆาตราวกับจะเค้นถามว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เขาเปิดสมุดจดน้อย ๆ อ่านดูสักพัก แล้วจึงพยักหน้าตอบ
“โอไรออน ไม่มีนามสกุล ไม่มีครอบครัว เมื่อ 8ปีก่อนทางการจับกลุ่มโจรสลัดกลุ่มหนึ่งได้เลยพบตัวเขา เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กเผ่าซือบาส จึงได้แจ้งหมายเหตุทั่วทั้งอาณาจักรและส่งไปยังนครลอยฟ้า เอเทอรัม หากจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการแจ้งยืนยันตัว จึงอยู่ในความดูแลของบ้านเด็กกำพร้า” เพชฌฆาตกล่าว
โอไรออนพยักหน้าน้อย ๆ เพื่อเป็นการยืนยัน
นิทานจ้องหน้าโอไรออนนิ่ง ๆ ชั่วครู่ เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับโดนโอไรออนผู้มุ่งมั่นพูดขัดอีกครั้ง
“ผมขอแค่ตามไปถึงนครรัตนะก็พอครับ ผมจะอยู่บ้านเด็กกำพร้า การเรียนทางราชวงศ์ไม่คิดค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว จะพยายามทำงานเมื่ออายุถึงด้วยครับ…เพราะงั้น เพราะงั้น..” โอไรออนรีบพูด
โป๊ก!
นิทานโขกหัวโอไรออนเอา ๆ หนึ่งทีเป็นการบอกให้เขาใจเย็น นิทานหัวเราะน้อย ๆ เมื่อเห็นสีหน้าเหลอหลาของเด็กชายตรงหน้า
“ใจเย็นค่ะ พี่ไม่ได้จะว่าอะไรเราเลย พี่แค่จะถามว่า มั่นใจแล้วเหรอ ไปที่นู่นเราจะแทบไม่รู้จักใครเลยนะ เพื่อนก็ไม่มี พี่ไม่ว่างดูแลเราทุกวันหรอกนะ” นิทานเอ่ยเบา ๆ
“ผมคิดว่าผมทำได้ครับ ผมอยากไปนครรัตนะ ผมอยากเติบโตขึ้น ผมอยากมีโอกาสที่มากกว่านี้” โอไรออนพูดรัวเร็วราวกับเขาซักซ้อมและหาข้ออ้างนี้มาเป็นเวลานานแล้ว
นิทานฟังโอไรออนสาธยายคำพูดเหล่านั้นอย่างยาวนาน หากกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไร เพียงรับฟังเงียบ ๆ เท่านั้น
เมื่อโอไรออนพูดจบ นิทานยังคงจ้องมองไปในดวงตาของเขาเช่นเดิม ไม่มีคำพูดมากมายที่พูดออกมา ไม่ใช่ท่าทางมั่นใจทั้งหลายแหล่ที่เขามี เพียงจ้องมองกันโดยตรงเท่านั้น
“จะไม่เสียใจทีหลังแน่นะ” นิทานพูดเสียงเบา สองตาจ้องประสานกันเวลานาน แม้ดูจากภายนอกจะค่อนข้างน่ากลัว หากสำหรับโอไรออนแล้วนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มราวกับห้วงสมุทรสุดที่แสงจะส่องถึงนั้นกลับมีเพียงความจริงใจเท่านั้น
“ครับ ผมอยากตามหาพ่อแม่ ผมโดนโจรสลัดจับมาดังนั้นพ่อแม่ผมต้องตามหาผมอยู่แน่ ผมไม่ทราบว่าทำไมท่านถึงไม่มารับ ผมอยากออกตามหาท่านด้วยตัวเอง อยากถามท่านจากปากตัวเองครับว่าเพราะอะไร” คราวนี้โอไรออนไม่ได้แต่งเติมประโยคอะไรให้มาก เพียงตอบอย่างจริงใจเท่านั้น
เพชฌฆาตผิวปากหวิวให้กับความใจเด็ดของเด็กชายอายุ 10ขวบตรงหน้านี้
หลังจากรับฟังประโยคนั้น นิทานที่นิ่งเงียบมาเป็นเวลานานก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อย เขาลุกยืนขึ้นพลางปัดฝุ่นที่ติดตามกางเกงออก
“เอาสิ” คำตอบของเขาสั้น ๆ ง่าย ๆ เพียงแค่นั้น
โอไรออนได้ยินดังนั้นก็สีหน้านิ่งค้างไป เขายังไม่ทันประมวลผลคำตอบของนิทาน เพื่อน ๆ ของเขาก็วิ่งมารุมล้อมเขาอย่างรวดเร็ว
“ยินดีด้วยนะ โอไรออน!”
“กลับมาเยี่ยมกันบ่อย ๆ นะ! ห้ามลืมฉันล่ะ”
“ของฝากด้วยนะ ฉันยังไม่เคยไปเมืองหลวงเลย ไว้ถ้าได้ไปจะแวะไปหานะ!”
เด็ก ๆ ทั้งหลายแย่งกันพูดอย่างร่าเริง โอไรออนเผยรอยยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินทุกคนพูดเช่นนั้น แม้แต่เด็กชายเผ่ารูเบียสผู้เงียบขรึมผู้นั้นก็ยังเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ให้เขา
“ขอบ..ขอบคุณครับ!” โอไรออนกล่าวอย่างตื่นเต้นขณะที่นิทานหัวเราะบางเบา
“งั้นผมจะลงทะเบียนเรื่องของโอไรออนไว้ให้ก่อนนะครับ คนที่เมืองหลวงจะได้รับทราบก่อน แล้วก็ให้เขาอยู่ในความดูแลของหน่วยพิทักษ์เมืองก็ได้นะครับ ถ้ามีแววเดียวผมฝึกเขาเอง ใจเด็ดดี ผมชอบ” เพชฌฆาตยิ้ม เขาพูดกับนิทานที่ยืนอยู่ไม่ห่างไปนัก
“ขอบคุณค่ะ คำแห่งพลังน่ะอยู่ที่จิตใจ เห็นแค่นี้ก็รู้แล้วล่ะว่าเด็กคนนี้มีของ” นิทานหัวเราะ
“งั้นเขาก็จะกระเตงกับคุณไปก่อน พอหมดช่วงพักร้อนก็ค่อยกลับนครรัตนะสินะครับ” เพชฌฆาตถาม
“ก็คงงั้นแหละค่ะ ยังไงก็เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว เดียวแวะส่งภารกิจเสร็จก็คงออกเข้าป่าเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกสักรอบแล้วก็คงกลับแล้วล่ะค่ะ”
“ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่แหม ดูยังไงคุณนิ เอ๊ย คุณแซฟไฟร์นี่ก็ดูจะรักเด็กชัด ๆ เลยนะครับ ปากไม่ตรงกับใจเลยน้า” เพชฌฆาตพูดแซวขณะที่กระโดดถอยหลังเพื่อหลบด้ามร่มปกปักหทัยที่กระทุ้งเข้ามา
นิทานไม่ตอบอะไร แม้จะรำคาญชายข้าง ๆ แค่ไหนแต่เขาก็ต้องยอมรับว่าเขานับถือความมุ่งมั่นในแววตาของโอไรออน โอไรออนยังไม่รับรู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร อาจยังมีชีวิตอยู่ อาจตายไปแล้ว อาจทอดทิ้งเขา หรืออาจเป็นเพราะเหตุบางอย่าง เขายังสามารถตามหาได้ด้วยตนเองในวันข้างหน้า
นิทานไม่มีโอกาสเช่นนั้นแล้ว เขารู้ดีว่ายามนั้นโลกใบนี้มันมืดหม่นเพียงใด หากเขาไม่พบคีตาโลกของเขาคงไร้แสงไปตลอดกาล เขาจึงอยากช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่เขาทำได้
“เอาล่ะ งั้นผมไปจริง ๆ แล้วครับ พ่อแม่เด็ก ๆ พวกนี้เป็นห่วงแย่แล้ว ถ้ามีอะไรก็ติดต่อมาได้นะครับ ผมทิ้งตราจิตวิญญาณไว้ให้แล้ว จะติดต่อมาคุยเล่นบ้างก็ได้นะครับ ผมเป็นผู้ฟังที่ดีนะ หรืออยากให้ผมเล่าเรื่องวีรกรรมสุดเก่งของผมก็ได้นะ อย่างเช่น..” ยังไม่ทันที่เพชฌฆาตจะเริ่มฝอย เขาก็โดนเด็ก ๆ ลากตัวไป
เสียงโวยวายของเพชฌฆาตดังตามมาหากเด็ก ๆ เหล่านั้นกลับหัวเราะร่าลากร่างของเขาหายไป
นิทานส่ายหน้าขำกับภาพนั้น แม้แต่ตอนจะจากกันเพชฌฆาตก็ยังคงพูดมากเช่นเคย
นิทานมองเพื่อนร่วมทางใหม่ตัวเล็ก เขามองมาทางนิทานด้วยสีหน้าที่มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ดูจะไว้ใจเธอที่เป็นคนแปลกหน้าที่พึ่งรู้จักได้ไม่ถึงวันจนน่าแปลกใจ
คีตามุดตัวเข้าใต้หว่างขาของโอไรออน ก่อนจะโยนเขาขึ้นหลังอย่างว่องไว เรียกเสียงร้องน้อย ๆ จากปากของเขา
“เหวอ เพซ!”
“โฮ่ง!”
ขาสั้น! ไวกว่า!
โอไรออนมีสีหน้างุนงง ส่วนนิทานก็หัวเราะขำ เขาไม่มีความคิดจะแปลให้โอไรออนฟังแม้แต่น้อย
“มีข้าวของอะไรต้องเก็บมั้ย?” นิทานถามขึ้น
“ไม่มีครับ ผมตัวเปล่า ๆ เลย เสื้อผ้าก็พกติดตัวแค่สองสามชุด” เขาชี้ไปทางกระเป๋าเป้ใบเล็กข้างหลัง
“งั้นเดียวเราคงต้องแวะซื้อของใช้จำเป็นสักหน่อย แวะไปสมาคมนักผจญภัย แล้วก็เข้าป่าอีกสักวันสองวัน หลังจากนั้นค่อยกลับนครรัตนะ ถ้านายไม่อยากเข้าป่าจะรอที่โรงแรมก็ได้นะ”
“ไม่ครับ ผมอยากไปด้วย”
นิทานยิ้มน้อย ๆ กับคำตอบนั้น เขากางร่มปกปักหทัยสีแดงอ่อนออก นำมาพาดบนบ่า โดยปกติแล้วเขาใช้กับคีตาสองคนก็ดูจะเพียงพอ แต่พอมีโอไรออนบนหลังของคีตาด้วยแล้วร่มคันนี้ก็ดูจะแคบลงไปถนัดตา
ท่ามกลางความร้อนอันเจิดจ้าจากแสงอาทิตย์และลมทะเลที่มีกลิ่นเกลืออันแสนร้อนชื้น สตรีร่างกำยำ ผิวสีน้ำผึ้ง ผมสีขาวเทา เดินกางร่มขนาดใหญ่แม้ฝนจะไม่ตก ทางด้านข้างมีพยัคฆ์สนธยาสีส้มอ่อนตัวใหญ่ และเด็กชายเผ่าซือบาสที่มีปีกเล็ก ๆ เพียงสองข้าง ผมสีทองและใบหน้ากลมเกลี้ยงขี่อยู่บนหลัง คนที่มองผ่านไปมาต่างรู้สึกแปลกตากับขบวนอันแสนแปลกแยกเช่นนี้