เดี๋ยวนะทำกันแบบนี้เลยเหรอ? ถึงกับยอมทิ้งหน้าตาเพื่อที่จะชนะเลยเหรอ?
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งจะยอมเสี่ยงจนตัวเองบาดเจ็บสาหัสเพื่อรักษาชีวิตของโซเฟียไว้หรอกหรือ?
แต่พอหันหลังกลับมาเจ้านั่นจากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มคิดจะฉวยโอกาสเล่นงานเขาซะงั้น
มีแวบหนึ่งที่ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนตัวเองหูฝาดไป
แต่พอมองเห็นใบหน้าที่จริงจังแบบนั้นไป๋ฉางเซิงก็มั่นใจว่าเขาไม่ได้ฟังผิดแน่
และปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือหลังจากที่โซเฟียได้ยินคำพูดนั้นจากอาจารย์ของตัวเองเธอกลับแสดงความลังเลออกมาจริงๆ
นี่เธอทำแบบนี้มันออกจะไร้จิตสำนึกไปหน่อยไหม
แววตาของไป๋ฉางเซิงพลันเปลี่ยนเป็นระแวดระวังเขาทุ่มเทสมาธิเพื่อสยบพลังเลือดที่ปั่นป่วนพร้อมกับฝืนทนต่อความรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด เร่งดึงพลังจิตมาควบคุมธาตุอีกครั้ง
สุดท้ายเขาก็มองโลกในแง่ดีเกินไปความจริงพิสูจน์แล้วว่าไอ้สารเลวบางตัวมันก็เลวมาตั้งแต่เกิด
บนอัฒจันทร์โดยรอบผู้ชมที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างพากันเดือดดาลขึ้นมาทันทีหลังจากซอร์กพูดจบ
เสียงด่าทอสาปแช่งดังระงมไปทั่ว
ส่วนบนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิคณบดีทั้งสามแห่งสุ่ยมู่ที่ได้ยินคำพูดจากปากซอร์กก็ถึงกับอึ้งไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากของระดับราชันยุทธ์
“ไอ้แก่ แกคิดจะทำอะไร!”
“พวกแกแพ้แล้ว! เมื่อกี้ถ้าเสี่ยวไป๋ไม่ยั้งมือไว้ ลูกศิษย์แกคงตายไปแล้วแทนที่จะยอมแพ้ แกกลับคิดจะฉวยโอกาสตอนคนอื่นแย่เนี่ยนะ?”
“ชนะด้วยวิธีสกปรกแบบนี้? ชนะแล้วแกจะได้อะไรขึ้นมา!”
คณบดีทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกันหวังจะให้หมอนี่ล้มเลิกความคิด แต่ดูเหมือนซอร์กจะตัดสินใจไปแล้ว
เมื่อถูกทั้งสามคนต่อว่าเขากลับไม่กลัว แถมยังแค่นเสียงหึออกมาอย่างเย็นชา
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ตามกฎแล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีใครถูกซัดตกจากลานประลองบาดเจ็บสาหัสจนลุกไม่ขึ้น หรือขอยอมแพ้เอง การแข่งขันก็ยังไม่ถือว่าจบ”
“ซึ่งตอนนี้เงื่อนไขทั้งสามข้อยังไม่เกิดขึ้นเลยการแข่งขันก็ต้องดำเนินต่อไปสิ”
“เรื่องที่สัตว์อสูรตัวนั้นเลือกจะสลายการโจมตีไปเอง มันก็เรื่องของมันไม่เกี่ยวกับพวกเรานี่?”
คำพูดพวกนี้ทำเอาคณบดีทั้งสามถึงกับพูดไม่ออก
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็อึ้งกับความหน้าด้านของอีกฝ่ายด้วย
ในตอนที่ทุกคนต่างก็รักหน้าตาและศักดิ์ศรีแต่กลับมีคนที่ไม่รู้จักคำว่ายางอายโผล่มาความรู้สึกทั้งโกรธทั้งจนใจนี้ทำให้คณบดีทั้งสามทิ้งท้ายไว้ได้แค่ประโยคเดียว
“ถ้าเก่งจริงก็ลองดูสิ แล้วแกจะได้เห็นดีกัน!”
คำขู่พวกนี้ซอร์กย่อมไม่เห็นในสายตายังไงซะพอแข่งจบ เขาก็พาลูกศิษย์กลับมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์อยู่ดีต่อให้สามคนนี้จะโกรธแค่ไหน ก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว
คงไม่มีใครบ้าพอจะบุกไปหาเรื่องเขาถึงมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์หรอกมั้ง?
และต่อให้มาจริงๆเขาก็ไม่กลัว อยู่ในถิ่นของตัวเอง จะไปกลัวสามคนนี้ทำไม?
“โซเฟีย มัวรออะไรอยู่?”
“นึกถึงแม่ของเธอไว้! ท่านกำลังรอฟังข่าวดีจากเธออยู่นะ!”
ซอร์กพูดย้ำอีกครั้งและคำพูดนี้ก็แทงใจดำโซเฟียเข้าอย่างจัง
พอได้ยินคำว่าแม่แววตาที่เคยลังเลของโซเฟียก็กลับมาแน่วแน่ขึ้น เธอขยับเท้าก้าวออกไปแต่สิ่งที่รออยู่ตรงหน้ากลับเป็นเจียงจืออวี๋ที่มีสีหน้าเรียบเฉย
เจียงจืออวี๋พลิกฝ่ามือหอกโลหะผสมก็ปรากฏขึ้นในมือ ปลายหอกส่องประกายคมกริบ
แม้เธอจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็เหมือนได้พูดทุกอย่างออกไปหมดแล้ว
และท่าทางนั้นก็ทำให้ฝีเท้าของโซเฟียต้องชะงักลง
“ฉันขอโทษ ฉันรู้ว่าสิ่งที่ทำมันไม่ควร แต่ฉันต้องได้ที่หนึ่ง”
โซเฟียมองเจียงจืออวี๋แล้วค้อมตัวลงเล็กน้อย
แต่เจียงจืออวี๋กลับไม่ได้สนใจคำขอโทษนั้นเลย
ขอโทษไปด้วยแต่ก็ยังจะทำเรื่องผิดต่อไปต่อให้ท่าทีจะจริงใจแค่ไหน มันก็ดูย้อนแย้งและน่าสมเพชอยู่ดี
เจียงจืออวี๋แค่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวถือหอกยาวเฉียงขนานไปกับลำตัว ท่าทางนี้คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่า‘ถ้าอยากสู้ ฉันก็พร้อมเสมอ’
“ถอยไปซะ”
“ฉันจะให้คำเตือนเธอประโยคหนึ่งซึ่งมันมีค่าต่อตัวเธอมากกว่าที่หนึ่งนี่ซะอีก”
เพียงคำพูดเดียวของเจียงจืออวี๋ก็ทำเอาโซเฟียถึงกับขมวดคิ้ว
“แต่สำหรับฉันตอนนี้ ที่หนึ่งมันสำคัญกว่า”
โซเฟียยังคิดจะอธิบายต่อแต่เจียงจืออวี๋ก็ขี้เกียจคุยด้วยแล้ว
ตัวหอกค่อยๆยกขึ้น ปลายหอกชี้ตรงไปที่โซเฟียจากระยะไกล ในขณะเดียวกันเจตจำนงคมกล้าอันแหลมคมก็เริ่มก่อตัวขึ้นบนปลายหอก
มาแล้ว!
ในวิดีโอการต่อสู้ก่อนหน้านี้ของเจียงจืออวี๋เคยมีท่านี้ปรากฏออกมา
ไม่ว่าจะเป็นโซเฟียหรือซอร์กต่างก็รู้ดีว่าอานุภาพของหอกนี้นั้นไม่ธรรมดา
ตอนนั้นเจียงจืออวี๋เพิ่งจะเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามแต่กลับสามารถใช้ท่านี้เอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีค่าพลังเลือดเหนือกว่าหลายพันได้อย่างราบคาบนับประสาอะไรกับโซเฟียในตอนนี้
เมื่อไม่มีอาวุธแถมปราการศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกทำลาย ไม้ตายสุดท้ายก็หายไปแล้วสภาพของโซเฟียตอนนี้อย่างมากก็แค่ดีกว่าไป๋
ไป๋ฉางเซิงนิดหน่อยเท่านั้นถ้าต้องสู้กับเจียงจืออวี๋จริงๆ ความพ่ายแพ้คือสิ่งเดียวที่รออยู่
และที่สำคัญหลังจากบทเรียนเมื่อกี้ ในการต่อสู้ครั้งนี้เจียงจืออวี๋ไม่มีทางออมมือให้เลยแม้แต่น้อย
คำถามก็คือในเมื่อรู้ว่าต้องแพ้แน่ๆ การจะเสี่ยงให้ตัวเองต้องเจ็บตัวเพื่อแย่งที่หนึ่งมันยังมีประโยชน์อะไรอยู่อีก?
สีหน้าของซอร์กมืดมนลงเขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทั้งที่ก่อนหน้านี้ไป๋ฉางเซิงเกือบจะแพ้ตั้งหลายครั้งเจียงจืออวี๋ก็ไม่คิดจะสอดมือเข้ามายุ่งเลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงโผล่ออกมาล่ะ?
เขาไม่เข้าใจแต่นั่นทำให้เขาต้องกลับมาคิดเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง
ถ้าไม่สู้มหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ยังพอจะรักษาหน้าไว้ได้บ้างแต่ถ้าสู้แล้วยังแพ้ยับเยินอีกล่ะก็ นั่นคือการเสียทั้งหน้าเสียทั้งศักดิ์ศรี
ซอร์กหันไปมองคณบดีทั้งสามที่อยู่ข้างๆซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน สุดท้ายเขาก็ต้องยอม
“เดี๋ยว... พวกเรายอมแพ้”
เมื่อสิ้นเสียงของซอร์กทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
อาจารย์ที่รออยู่ข้างลานประลองรีบก้าวขึ้นมาบนเวทีทันทีเพื่อยุติการเผชิญหน้าของทั้งสองคน
คณบดีทั้งสามก็พุ่งลงไปยังลานประลองในพริบตาโดยไม่เปิดโอกาสให้ซอร์กได้เปลี่ยนใจ
ส่วนไป๋ฉางเซิงพอได้ยินคำว่ายอมแพ้ เขาก็ไม่ต้องฝืนอีกต่อไป ร่างกายอ่อนแรงลงทันทีในขณะที่กำลังจะมุดกลับเข้าไปนอนในถุงกักวิญญาณ เจียงจืออวี๋ก็เรียกเขาไว้ก่อน
เธอหยิบยาสยบเลือดออกมาจากแหวนมิติหนึ่งเม็ดพร้อมกับยาฟื้นฟูจิตอีกขวด และเฝ้ามองจนกระทั่งไป๋ฉางเซิงกลืนลงไปจนหมดถึงได้ยอมให้เขาเข้าไปพักในถุงกักวิญญาณ
แต่ในตอนที่เจียงจืออวี๋กำลังจะหันหลังเดินกลับเสียงของโซเฟียจากด้านหลังก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน”
หันกลับไปมองก็พบว่าโซเฟียที่เคยมีแววตาดื้อรั้นเมื่อกี้ตอนนี้เหลือแค่ความรู้สึกพ่ายแพ้และไม่เข้าใจฉายอยู่บนใบหน้า
“อาจารย์บอกว่า ที่เธอไม่ลงมือเป็นเพราะเธอกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการฝึกฝน ถ้าลงมือขึ้นมาการฝึกที่ทำมาทั้งหมดอาจจะสูญเปล่าได้”
“จริงเหรอ?”
เจียงจืออวี๋พยักหน้า
เมื่อเห็นแบบนั้นโซเฟียก็ถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นที่เธอทำท่าเหมือนจะสู้เมื่อกี้ ก็แค่แกล้งทำเพื่อขู่ฉันเฉยๆ ใช่ไหม?”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ หรือจะไม่ใช่ก็ได้” ใบหน้าของเจียงจืออวี๋ยังคงเย็นชา“ถ้าเธอตั้งใจจะลงมือจริงๆ ฉันก็พร้อมจะสู้ให้ถึงที่สุด”
“มันคุ้มเหรอ? ต่อให้แพ้ เธอก็ยังได้ที่สองซึ่งของรางวัลมันก็ไม่ได้ต่างจากที่หนึ่งเท่าไหร่เลย”
“เพื่อของรางวัลพวกนั้นถึงกับยอมให้การฝึกที่พยายามมาตั้งนานต้องสูญเปล่าไป มันคุ้มแล้วจริงๆ เหรอ?”
คราวนี้โซเฟียรู้สึกสงสัยจริงๆ
“ของรางวัลน่ะไม่คุ้มหรอก แต่ถ้าเพื่อเสี่ยวไป๋... มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม”
“อะไรที่เขาต้องการ ฉันก็จะช่วยเขาเอามาให้ได้ อีกอย่าง...นี่คือสิ่งที่เขาควรจะได้อยู่แล้ว”
เจียงจืออวี๋หลุบตามองถุงกักวิญญาณที่เหน็บอยู่ตรงเอวความเย็นชาบนใบหน้าหายไปกว่าครึ่งในพริบตานั้น