ช่างวุ่นวายนัก
หวังจิ้ง บุรุษร่างใหญ่กำยำทำหน้าตาเคร่งขรึมองครักษ์ประจำตัวของอันอ๋องนั่นเองเมื่อเขาได้กันสตรีรายที่หกออกไปเพื่อไม่ให้เข้าไปรบกวนผู้เป็นาย ตาคมเหลือบมองเข้าไปในศาลาหลังเล็กจะเห็นบุรุษรูปงามในวัยยี่สิบเอ็ดปีหน้าตาหล่อเหลาคมคาย คิ้วเข้มเรียงกันเป็ระเบียบ ริมฝีปากหนาแต่ได้รูปแต่กลับสวมชุดดำทั้งตัวนั่งเล่นหมากอยู่เพียงผู้เดียวบรรยากาศรอบตัวแผ่รัศมีแห่งความสงบเยือกเย็นออกมา
นายของข้าช่างหล่อเหลาเสียจริง ๆ หวังจิ้งชื่มชมนายตัวเองอยู่ในใจหลังจากจัดงานศพเสร็จนายท่านของเขาเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในจวนอ๋องการที่นายของเขายอมก้าวเท้าออกมาจากจวนได้เขาแทบจะก้มกราบไหว้ขอบคุณฟ้าดินที่นายของตนทำใจได้เสียทีการมาจวนสกุลจางครั้งนี้เขาย่อมจะไม่ให้ใครมารบกวนความสงบของนายท่านของเขาได้
หยางเหยียนอันนั่งเรียงหมากล้อมที่อยู่ในความทรงจำเมื่อนานมาแล้วมือจับหมากสีดำวางบนกระดานหมาก
"เ้าแพ้ข้าอีกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า"เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นในความทรงจำ
มือที่กำลังเรียงหมากหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงเป่าใบไม้เป็ท่วงทำนองอันคุ้นหูหัวใจเต้นแรงรัวเร็ว ท่วงทำนองเพลงที่มีแต่เขากับสหายที่รู้บทเพลงที่ตอนนี้น่าจะเหลือเพียงเขาคนเดียวที่รู้จัก
เป็ไปไม่ได้
หูฟังเสียงเพลงแต่ตากลับสาดส่องออกไปนอกศาลาเพื่อมองหาตัวคนบรรเลงเพลงจากใบไม้กลับเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาใกล้บริเวณศาลาหวังจิ้งก็สังเกตเห็นเช่นกันเดินเข้าไปขวางสตรีนางนั้นไว้
"หวังจิ้ง" เสียงอันอ๋องดังขึ้น
องครักษ์หนุ่มเห็นสายตาของเ้านายนึกแปลกใจแต่ก็ปล่อยให้สตรีชุดฟ้าอ่อนในมือถือกิ่งดอกอิงฮวาเข้าไปในศาลา
สตรีแปลกหน้าเลิกคิ้วมององครักษ์หนุ่มกับอันอ๋องส่งสายตาหากันแล้วพยักหน้าเบาๆ
สตรีผู้นี้พิลึกนักหวังจิ้งมองท่าทางของนางถึงจะดูคุ้นตาแต่ก็นึกไม่ออก
ภายในศาลาเมื่อสตรีชุดฟ้าอ่อนเข้าไปนั่งลงตรงข้ามกระดานหมากกับอันอ๋องนางมองรูปแบบการจัดวางหมากล้อมบนกระดาน
รูปแบบการจัดวางหมากนี้มัน
หยางเหยียนอันมองสตรีตรงหน้าเมื่อเข้ามาในศาลาแล้วไม่ทำความเคารพเขาแต่กลับนั่งมองกระดานที่เขาวางหมากค้างไว้อยู่ จู่ ๆนางก็หยิบหมากขาวแล้ววางหมากต่อเขาที่วางไว้ก่อนหน้านี้นางเงยหน้าขึ้นพลางยักคิ้วให้เดินหมากต่อ หยางเหยียนอันมองหน้านางนิ่งโดยไม่พูดอะไรมือหนายื่นไปหยิบหมากดำแล้ววางบนกระดาน ทั้งสองผลัดกันวางหมากไปสักพัก หยางเหยียนอันสังเกตเห็นการจัดวางหมากบนกระดานที่เหมือนรูปแบบการวางหมากที่สลักไว้ในความทรงจำของตนเข้าไปทุกที
นี่มัน สมองปฏิเสธความเป็ไปได้ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแต่หัวใจกลับอยากจะเชื่อเื่มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับตน
"ท่านแพ้แล้วอันอ๋อง"เสียงหวานตรงหน้าเอ่ยขึ้นมา เมื่อวางหมากตัวสุดท้ายลงบนกระดาน
"เ้าเป็ใครกัน" หยางเหยียนอันถามพร้อมกับใช้สายตามองสตรีตรงหน้าอย่างพินิจ
"ข้าเองอาเหิงอย่างไรเล่า"สตรีผู้นั้นเอ่ยขึ้นมาพร้อมเผยรอยยิ้มเฉพาะตัวของอี้เหิง
ตาของบุรุษที่ดูสุขุมเฉยชากับทุกสิ่งมาตลอดพลันเบิกกว้าง
หนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้
สตรีในศาลาต่างพากันตื่นเต้นเมื่อได้รับข่าวว่าอันอ๋องมาถึงงานเลี้ยงแล้วบางคนขอตัวออกไปเดินเล่นบ้าง บางส่วนจับกลุ่มกันไปชมสวนดอกไม้บ้างเล่นเอาคนที่อยู่ในศาลาเหลืออยู่บางตาเลยทีเดียว
"คุณหนูใหญ่ฮั่ว"
เสียกทักทายมาจากหญิงสาวนางหนึ่ง นางเดินเข้ามาใกล้อี้เหิงเห็นหน้าก็รู้ทันทีว่าเป็ผู้ใดซูเหวิน บุตรสาวสกุลซู บิดารับราชการเป็ผู้ตรวจการในราชสำนักนางยังมีใบหน้างดงามสวมชุดสีม่วงเหมือนในความทรงจำของเขาน้ำเสียงที่เอ่ยช่างอบอุ่นยิ่ง
"บุตรสาวสกุลซู ซูเหวิน เ้าค่ะ"จางซีซวนแอบกระซิบบอก นางเข้าใจว่าที่พี่อี้หรานนิ่งเงียบไป เพราะจดจำไม่ได้
"คุณหนูซู" น้ำเสียงตะกุกตะกักใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้น เหมือนสตรีเขินอายเมื่อเจอคนที่พึงพอใจ
"ข้าได้ยินว่าท่านมาร่วมงานเลี้ยงด้วยเลยแวะมาทักทายท่านสักหน่อยท่านเป็อย่างไรบ้างคุณหนูใหญ่ฮั่ว"
"ข้าดีขึ้นมากแล้ว เรียกข้าว่าอาเหิ... อาหราน ก็ได้"
น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นมีความขวยเขินเล็กน้อยเพราะเป็ครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับนางในดวงใจ
"อาหรานข้ายินดียิ่งนักที่ท่านหายดีแล้ว"เสียงซูเหวินเอ่ยขึ้นตามที่เ้าของชื่ออนุญาต
หัวใจข้าจะะเิแล้ว ถ้าเรียกชื่ออาเหิงจะดีเพียงใดนะคิดอย่างเพ้อฝัน ถ้าไม่ติดว่ายังมีคนในศาลามากล่ะก็เขาคงยกมือขึ้นมากุมหน้าอกเพื่อจับดูการเต้นของหัวใจแล้ว
หลังจากสนทนากันไปสักพักมีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามากระซิบข้างหูของซูเหวินตาของนางเปล่งประกายวูบหนึ่งแล้วหายไป
"ข้าคงต้องขอตัวก่อนพอดีสหายของข้ามีเื่กะทันหันเล็กน้อย"
น้ำเสียงที่เอ่ยอย่างเกรงใจดังขึ้นจากซูเหวิน
สายตาอาวรณ์ของอี้เหิงมองตามร่างงามซึ่งขอตัวไปทำธุระจนร่างบางลับตาไปพอหันหน้ากลับเข้ามาในศาลาเจอสายตาสองคู่ที่จ้องมาอย่างไม่พอใจ
"พี่ใหญ่"
"พี่อี้หราน"
"อะไรเล่า" อี้เหิงถามขึ้นอย่างไม่รู้เื่ราวว่าตนทำอันใดให้สองสาวไม่พอใจนักกว่าจะง้อให้สาวร่างเล็กร่างอวบหายงอนได้ใช้เวลาไปนานเหมือนกันเขาใช้ข้ออ้างไปทำกิจส่วนตัวถึงได้ปลีกออกมาจากศาลาได้แต่ก็มีฮุ่ยเจียงติดสอยห้อยตามมาเหมือนเคย
ปกติเ้านั่นเวลามางานแบบนี้ทีไรต้องปลีกตัวออกไปสถานที่เงียบ ๆ ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านทุกที
อี้เหิงเดินตามสาวใช้นำทางไปห้องสุขา สายตาสอดส่องไปทั่วเหลือบไปเห็น ซูเหวินพาสหายเดินไปอีกทางหนึ่ง
คุณหนูซูนี่ อี้เหิงเห็นซูเหวินแล้วดีใจยิ่งนักรีบเดินจนเกือบจะวิ่งไปทางเดินที่ซูเหวินผ่านไป
"คุณหนูไม่ใช่ทางนั้นนะเ้าคะ"เสียงสาวใช้นำทางดังขึ้นแต่ไม่ทันเมื่อเ้านายสาวหายไปจากสายตาของนางเสียแล้ว
อี้เหิงเดินไปตามทางเดินที่ลดเลี้ยวในจวนสกุลจางเดินไปสักพักเห็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักผู้หนึ่งทำหน้าตาย่ำแย่ผ่านมาพอดีเมื่อเห็นอี้เหิงก็เอ่ยอย่างไม่พอใจ
"เ้าก็จะไปแลกกิ่งดอกไม้กับอันอ๋องงั้นรึกลับไปเถอะ มันไม่มีประโยชน์หรอก" พูดเสร็จก็เดินจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนเจอเื่เสียหน้าอย่างรุนแรง
อยู่แถวนี้สินะ ร่างงดงามเดินเข้าไปตามทางเดินอีกเล็กน้อยสายตามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่นอกศาลาคอยกันไม่ให้ใครมารบกวนนายของตนกับบุรุษสวมชุดดำนั่งเล่นหมากอยู่ในศาลา
ขืนเดินเข้าไปตรง ๆต้องโดนหวังจิ้งไล่ไปโดยไม่ได้พูดอะไรเป็แน่แท้
คิดแล้วก็ได้ถอนหายใจเื่ที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าิญญาของอี้เหิงมาอยู่ในร่างของฮั่วอี้หรานเป็ปัญหาใหญ่สำหรับเขามากทีเดียวมันเป็เื่เหนือธรรมชาติถ้าเขาไม่เจอกับตัว อี้เหิงก็ไม่มีทางเชื่อเหมือนกันแต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เขาไม่มีทางได้กลับร่างเดิมของตนเองเป็แน่
อี้เหิงเด็ดใบไม้ใบหนึ่งขึ้นมาใกล้กับริมฝีปากหายใจเข้าเล็กน้อย จากนั้นก็เป่าเป็ท่วงทำนองที่มีกลิ่นอายชวนคิดถึงชนบท ูเาและดอกหญ้าริมทางเป็ท่วงทำนองที่พรานป่าหยาบกร้านอย่างบิดาของเขาเป็ผู้คิดค้นขึ้นเพื่อบรรเลงให้มารดาฟัง
เมื่อบรรเลงเพลงเสร็จ อี้เหิงเดินไปปรากฏตัวต่อหน้าหวังจิ้งพอดีหวังจิ้งยกมือขวางไม่ให้เข้าไป เขากำลังจะเอ่ยแต่ทันใดนั้นบุรุษในศาลาเรียกขึ้นมาพอดี
"หวังจิ้ง"
อี้เหิงเห็นภาพองครักษ์หนุ่มกับอันอ๋องส่งสายตาหากันแล้วพยักหน้าตัวเองเบาๆ
ไม่เลว ๆข้าไม่อยู่เ้าถึงกับพัฒนาเป็คนที่มองตาก็รู้ใจเ้านายของตนแล้วรึเนี่ย
เดินเข้าไปนั่งในศาลาอี้เหิงทรุดตัวลงมองกระดานหมากข้างหน้าสักพักรูปแบบการวางหมากั้แ่ต้นจนจบปรากฏเป็รูปชัดเจนในหัวมือบางยื่นไปหยิบหมากขาวแล้ววางลงบนกระดานทันที ยักคิ้วมองหน้าฝ่ายตรงข้ามสักพักมือหนาก็ยอมวางหมากดำบนกระดาน ผลัดกันเล่นไปสักพัก อี้เหิงวางหมากขาวตัวสุดท้ายลงแล้วพูดขึ้นมา
"ท่านแพ้แล้ว อันอ๋อง"
"เ้าเป็ใครกัน" น้ำเสียงแหบพร่าถามดังขึ้น
"ข้าเอง อี้เหิงอย่างไรเล่า"เสียงหวานตอบพลางยกยิ้มเฉพาะตัวส่งไปให้คนตรงหน้า
"…"
"ข้าเข้าใจ เ้าต้องไม่เชื่ออยู่แล้วแต่เ้าต้องฟังเื่ที่ข้าจะเล่าก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที" เอาหล่ะอี้เหิงสูดหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยปากเล่าเื่ราวสมัยก่อน
"เ้าจำตอนแปดขวบได้หรือไม่ข้าเก็บเ้ามาจากโพรงไม้แล้วพากลับมาที่บ้านข้าข้าต้องอ้อนวอนมากเพียงใดกว่าที่บิดาข้าจะอนุญาตให้เ้าอยู่บ้านข้าได้ยังมีตอนเก้าขวบเื่ที่เ้าแยกน้ำตาลกับแป้งไม่ออกแล้วซื้อมาผิดข้าก็เป็คนรับผิดแทนเ้ากับมารดาของข้าหรือจะเป็ตอนที่เ้าทานไก่ผัดพริกเสฉวนที่มารดาข้าทำแล้วแอบไปท้องเสียทั้งคืนมีอีกเื่..."
"พอแล้ว" เสียงห้าวทุ้มดังขึ้น
"เ้าเชื่อข้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าเองอี้เหิงที่เป็พี่น้องร่วมเป็ร่วมตายกับเ้ายังไงหล่ะ"
หยางเหยียนอันสูดลมหายใจเข้าลึกก้มหน้ายกมือขึ้นมาลูบหน้าผากตนเอง นี่เป็เื่น่าเหลือเชื่อมากเกินไป
"เมื่อข้าตื่นขึ้นมาเมื่อสองเดือนก่อนไม่รู้ว่าเหตุใดข้าถึงมาอยู่ในร่างคุณหนูสกุลฮั่วผู้นี้ แล้วร่างกายของข้าล่ะตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง ก่อนหมดสติไปข้าจำได้ว่าถูกธนูยิงต้องได้รับาเ็หนักเป็แน่เราต้องรีบเชิญนักพรตมาทำพิธีให้ข้ากลับคืนร่างเดิมโดยเร็ว"
อี้เหิงบอกวิธีที่ดีที่สุดซึ่งเขาคิดเอาไว้นานแล้วออกมา แค่ทำให้อันอ๋องหรือหยางเหยียนอันเชื่อว่าร่างของฮั่วอี้หรานนี้มีจิติญญาของอี้เหิงอาศัยอยู่แค่คนเดียวก็พอเื่ต่าง ๆ ก็จะจัดการได้ง่าย
"ทำไมเ้าถึงไม่พูดอะไรเลยหล่ะนิสัยที่ชอบเก็บเื่ไว้คนเดียวในใจเนี่ยต้องแก้รู้ไหม" อี้เหิงเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบเกินไป
"แล้วร่างของข้าล่ะ ตอนนี้อยู่ที่ไหน"เ้าของเสียงหวานเร่ง
"…"
"เผาไปแล้ว" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น
"เ้าพูดอีกทีซิหูข้าอาจจะฟังผิดไป" เหงื่อออกซึมตามขมับร่างบาง
"ร่างของเ้าข้าเพิ่งเผาไปเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้"
"อ้อ เผาไปแล้วนี่เอง"
"…"
เสียงเงียบงันเกิดขึ้นภายในศาลาอีกครั้งร่างบอบบางซึ่งอยู่ตรงหน้าหยางเหยียนอันใบหน้าอันงดงามเริ่มขึ้นสีแดงเหมือนกำลังข่มกลั้นอารมณ์ถึงขีดสุด ดวงตาแดงระเรื่อพยายามหายใจเข้าลึก ๆ สุดท้ายแล้วก็ข่มกลั้นไม่ไหว
"แกตายยยย ข้าจะฆ่าเ้า"
หมัดจากร่างสตรีถูกปล่อยพุ่งเข้าสู่ใบหน้าหล่อเหลาทันที