ห้องประชุมกรรมาธิการยามเช้าวันนี้ แม้จะดูสงบไม่ต่างจากวันวานแต่สถานการณ์ตึงเครียดที่เก็บซ่อนอยู่ภายในกำลังคุกรุ่นราวูเาไฟที่รอวันะเิ รอยยิ้มและคำทักทายอย่างเป็มิตรของริชาร์ดมันทำให้วิลหงุดหงิดใจอย่างมาก ที่เขาจะต้องพยายามซ่อนความรู้สึกโกรธเกลียดชายเบื้องหน้าเอาไว้ วิลเฉไฉทำเป็พูดคุยเื่งานแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะปล่อยหมัดแฝงไปในคำพูด เพื่อดูิ่ริชาร์ดอยู่ในที
“ทำไมทีมของคุณถูกเปิดเผยตำแหน่งได้ล่ะคุณริชาร์ด ไหนคุณคุยว่าไงนะ ทีมนี้เก่งที่สุดและอาจจะเก่งกว่าทุกทีมที่มีมาของเราแล้วงั้นใช่มั้ย แต่ที่ผมเห็นนี่ ฝีมือของพวกเขามันไม่ได้ใกล้เคียงกับทีมที่ห่วยที่สุดของเราเลยด้วยซ้ำ”
วิลส่งเสียงเค่นหัวเราะในลำคอ แสดงออกชัดเจนถึงความเย้ยหยัน เพราะแม้ทีมสามสาวจะรอดกลับมา แต่สรุปว่าภารกิจที่ให้ไปทำแต่แรกนั้นก็ต้องยกเลิกไป
“จริง ๆ ผมก็ยังยืนยันคำเดิมครับ พวกเขารอดกลับมาโดยที่ไม่มีรอยขีดข่วน แต่กลับกันศัตรู 20 คนตายหมด ต่อให้เป็เป็ทีมที่เก่งที่สุดของเรา ใครจะกล้ารับประกันว่าปะทะแบบ 3 ต่อ 20 พวกเขาจะรอด จริง ๆ ผมถือว่าเราได้กำไร เพราะการโจมตีครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลที่น่าสนใจกว่ามา ผมแอบเจาะข้อมูลจากตำรวจเอาภาพคนตายมาได้ พวกนี้คุ้น ๆ มั้ยครับ”
ริชาร์ดหยิบภาพคนตายหลายภาพชูให้วิลดู ใบหน้าเขายังคงยิ้มแย้ม
“คนพวกนี้เป็กลุ่มมือสังหารจากแอฟริกาใต้ ค่าตัวแพง รับงานหินมาแล้วทั่วสารทิศ น่าสงสารที่ต้องมาตายเพราะรับงานผิด” ริชาร์ดพูดต่อ
“ทีมไหนของเราก็เชือดไอ้พวกนี้ได้ทั้งนั้นแหละ คุณอย่ามาทำคุยโม้กลบความผิดพลาดที่ทำภารกิจพังเลยดีกว่า” วิลกล่าวอย่างน้ำเสียงมีโมโห
“ปัญหาก็คือคนทำพังไม่ใช่คนของผมแต่เป็คนอื่น” ริชาร์ดกล่าว
“อย่าบอกนะว่าคุณจะโยนความผิดของตัวเองให้คนอื่น ไม่เอาน่าคุณไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ”
“ไม่ใช่โยนความผิดครับ ผมเข้าใจว่าคุณอาจจะร้างงานยุทธการมานาน ทุกครั้งที่ทีมเราไปทำงานเราจะมีคนประสานงานเป็เ้าหน้าที่จากส่วนอื่น เขามีหน้าที่คอยจัดหาของที่เรา้า รถเอย ที่พักเอย อาวุธหรือเสบียงเอย ตอนนั้นทีมของผมพึ่งเข้าเช็กอินที่โรงแรม ยังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ อย่าลืมสิครับทีมของผมคือเด็กใหม่ ก่อนหน้านี้พึ่งทำงานได้ 2 ชิ้น ไม่ใช่พวกชื่อดัง ไม่มีใครรู้จักหน้าหรือชื่อพวกเธอ การถูกจับได้ั้แ่เหยียบเข้าประเทศนั้นครั้งแรกมันออกจะแปลกไปหน่อยนะครับ มันมีคำอธิบายได้เพียงอย่างเดียวว่า เื่นี้มีข่าวรั่วั้แ่ต้นทางคือหน่วยงานของเราเอง โชคดีที่ผมเคยมีประสบการณ์ถูกจับจากความผิดพลาดของคนในองค์กรมาแล้ว และผมจึงเรียนรู้ที่จะรับมือเหตุการณ์แบบนี้เสมอ”
ในขณะที่ริชาร์ดเล่า ขณะที่มือของเขาก็เรียงสลับภาพของคนร้ายที่ตามฆ่าทีมของเขาไปด้วยจนกระทั่งมาถึงภาพสุดท้ายเขากลับยกมันขึ้นมาชูให้วิลดู และภาพสุดท้ายนั้นเองที่ทำเอาวิลใจนหน้าถอดสี
6 ชั่วโมงก่อนหน้า
ณ ห้องพยาบาลสีขาวสะอาดตา ผู้กองที่ยังคงนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น ฝันร้ายบวกกับความเ็ปของแผลที่ตามหลอกหลอนทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งด้วยเหงื่อโทรมกาย หางตาก็พลันเหลือบเห็นนางพยาบาลคนหนึ่ง เธอกำลังเช็กสายน้ำเกลือให้เขาอยู่ นางพยาบาลคนนั้นเหลือบมาเห็นเขาก็ส่งยิ้มหวานให้ ผมสีแดงยาวกับั์ตาสีฟ้าอมเขียวและหน้าตาน่ารักของเธอ ทำให้เขารู้สึกเขินไม่กล้าสบตาเธอไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งชั่วความคิดแวบนึงกระตุ้นเตือนเขาว่าเขาเคยเห็นใบหน้านี้ที่ไหน
แต่ฉับพลันนั้นนางพยาบาลตรงหน้าเขาชักปืน FN57 ที่ปากกระบอกต่อด้วยที่เก็บเสียง Gemtech รุ่น SFN-57 ออกมาจากที่ซ่อน จ่อมาที่เขาโดยที่สีหน้าของเธอก็ยังคงดูนิ่งสงบ ผู้กองจำเธอได้ทันทีเธอคนนี้ก็คือ “ไอร์แลนด์” หนึ่งในคนที่ถล่มทีมของเขาเมื่อ 2 วันก่อนนั่นเอง
“แก..” เสียงคำรามลอดออกมาจากไรฟันที่ขบกรอดของผู้กอง
“ถ้าฉันถามว่าใครส่งคุณมาไล่ล่าพวกฉันคุณจะบอกมั้ยคะผู้กอง”
ไอร์แลนด์พูดช้า ๆในขณะที่แววตาของเธอไม่ได้แสดงถึงความดุดันหรืออาฆาต สิ่งนั้นเองที่ทำให้ผู้กองประหลาดใจมาก ตกลงเด็กสาวคนนี้มองเขาเป็อะไรกันแน่ ภัยคุกคาม ศัตรู คู่แค้น หรือแค่งานที่ต้องทำให้เสร็จ
“ทำไมแกไม่ฆ่าฉันซะั้แ่ที่นั่น”
“แค่้าให้แน่ใจอะไรบางอย่างค่ะ แต่ก็ขอบคุณที่คุณช่วยเฉลยให้”
คำพูดของไอร์แลนด์ทำให้ผู้กองใจหายวาบเพราะก่อนหน้านี้แค่ไม่ถึง 20 นาที วิลพึ่งออกจากห้องนี้ไป หรือว่าพวกเธอไว้ชีวิตเขาเพราะอยากเห็นหน้าคนที่ส่งเขามาเก็บเธอนั่นเอง
“พวกแกนี่มันสารเลวจริง ๆ” ผู้กองกัดฟันจ้องหน้าไอร์แลนด์ด้วยความโกรธแค้น
“คุณรู้มั้ยอะไรที่มันเลว...การที่เราทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อต่อสู้ปกป้องคนอื่น เราถึงกับยอมมือเปื้อนเืสวมบทบาทฆาตกร แต่กลับถูกคนบางคนมองชีวิตเราเป็เกมการเมือง พยายามกำจัดเราเพื่อใช้ศพพวกเราเป็เหมือนเครื่องหมายแสดงอำนาจ นายของคุณเขาแทบไม่ต่างอะไรกับคนเลว ๆ ที่เขาสั่งพวกเราไปฆ่าไปเลยสักนิด”
“ใครจะรู้!!..เ้านายของแกก็อาจจะคิดแบบเดียวกันก็ได้ สิ่งที่เ้านายชั้นทำอาจจะเป็แค่ตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อปกป้องเราทุกคนจากคนอันตรายแบบเ้านายแกก็ได้ แกอยู่กับเขาบอกสิว่าแกแน่ใจว่าเข้าใจทุกอย่างที่เขาคิด หรือจริง ๆ แล้วแกก็อาจจะเป็แค่หมากอีกตัวที่เขาหลอกใช้ก็ได้”
ยามนี้ผู้กองตะคอกกลับ สีหน้าเขาไม่ได้เกรงกลัวต่อปืนกระบอกตรงหน้า หนำซ้ำใบหน้าเขายังมีทั้งรอยยิ้มและสายตาที่หยามหยันไอร์แลนด์กลับเสียด้วย แต่จนแล้วจนรอดคำพูดนั้นกลับไม่ได้ทำให้ไอร์แลนด์เปลี่ยนสีหน้าหรือแม้แต่ลังเลต่อเหตุผลที่แฝงในคำพูดเขาเลยสักนิด เธอยังจ้องหน้าเขากลับด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและออกจะระคนสมเพชในตัวเขาอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ
“ฉันเข้าใจแล้วว่าการคุยกับคนโง่มันยากลำบากตรงไหน ผู้กองที่คุณต้องมานอนที่โรงพยาบาลนี่ก็เพราะคุณอ่านแผนของฉันไม่ออก แต่คุณกลับคิดว่าสติปัญญาระดับคุณสามารถอ่านความคิดของเ้านายชั้นได้จริง ๆ เหรอ”
พูดจบไอร์แลนด์ก็ถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย จากนั้นเธอก็เหนี่ยวไกส่งะุขนาด 5.7X28 มม.เจาะเข้ากลางหน้าผากของผู้กองในทันที เืของเขาสาดกระจายเต็มผนังและเตียงสีขาวของโรงพยาบาล เสียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต่อเชื่อมกับตัวผู้กองส่งเสียงดังแจ้งเตือนว่าไม่สามารถมอนิเตอร์ชีพจรของคนไข้ได้ ไอร์แลนด์วางปืนลงบนกระดานที่เธอหอบไว้กับอก ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายภาพใบหน้าของผู้กองเอาไว้ หลังจากนั้นไอร์แลนก็เดินออกจากห้องผู้ป่วยไป
ภาพที่ริชาร์ดให้วิลดูในชุดสุดท้ายนั้นคือภาพศพของผู้กองและลูกน้องอีก 2 คนที่อยู่ในห้องไอซียู คนที่เขาพึ่งไปเยี่ยมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ แม้จะใแต่วิลก็พยายามรีบปรับสีหน้าให้คืนเป็ปกติอย่างรวดเร็ว โดยแสร้งทำเสมือนไม่รู้สึกอะไร แต่เขาลืมไปว่าริชาร์ดแอบเห็นสีหน้าผิดปกติของเขาั้แ่แวบแรกแล้ว
“แล้วพวกนี้เป็ใครกันหล่ะ” วิลแสร้งเฉไฉโดยพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูปกติที่สุด
“ชายคนนี้คือหัวหน้าชุดและพวกที่เหลือคือทีมที่ไปตามล่าลูกน้องของผมไงครับ ผมนึกว่าคุณรู้จักพวกเขาเสียอีกเพราะในบรรดาศพพวกนี้อย่างน้อย 4 ศพ เป็คนของเรา”
“ทำไมคุณถึงคิดว่าผมจะรู้จักเขาหล่ะ คุณจะใส่ความผมเกินไปหรือเปล่า อย่าลืมนะว่าตามสายงานบังคับบัญชาผมตำแหน่งสูงกว่าคุณ พูดให้ชัดคือผมเป็หัวหน้าคุณ การใส่ความผู้บังคับบัญชาเป็ความผิดร้ายแรงนะ”
วิลจ้องหน้าริชาร์ดกลับ สีหน้าเขาในยามนี้แสดงออกถึงการชวนทะเลาะอย่างเปิดเผย
“ประวัติของคุณตอนที่คุณส่งเอกสารแต่งตั้งมาให้ผม มันบอกว่าคุณเป็หัวหน้าฝ่ายยุทธการคนแรกของ WRIATH มาั้แ่ก่อตั้งใหม่ ๆ ส่วนประวัติของชายคนนี้คนที่ตาย เขาชื่อผู้กองมิลเลอร์ ในบรรดาชุดทีมปฏิบัติการทั้งหมด 30 ทีมของเรา มีแค่ 6 ทีมเท่านั้นที่เป็สุดยอดที่สุดของ WRAITH และผู้กองมิลเลอร์คนนี้ก็เป็เ้าหน้าที่ที่ติดโผว่าเป็สุดยอดที่สุดคนหนึ่ง แต่ในฐานะหัวหน้าชุดยุทธการเก่าคุณกลับบอกว่าไม่รู้จักเขา ทั้งที่เขาเป็ลูกน้องที่เก่งมาก ผมว่ามันฟังดูแปลกเหมือนกันนะครับ” ริชาร์ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คุณอยากจะบอกอะไรคุณริชาร์ด”
วิลจ้องหน้าริชาร์ด ในยามนี้สายตาของเขาแสดงออกถึงความโกรธที่เรียกว่าจะกินเืกินเนื้อ สีหน้าแววตานั้นไม่มีการปิดบังกันอีกต่อไป แต่ริชาร์ดกลับจ้องกลับด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่เป็มิตรอย่างประหลาด
“ผมแค่อยากฝากคุณในฐานะหัวหน้าช่วยตามสืบเื่นี้ให้หน่อย ในองค์กรเรามีหนอนอยู่คอยบ่อนทำลายจากข้างในเราน่าจะรีบจัดการโดยเร็วเท่านั้นแหละครับ” ริชาร์ดยิ้มตอบ
“ผมเข้าใจแล้วผมจะจัดการให้ แค่นี้ใช่มั้ย”
“ครับผมขอบคุณมาก ฝากด้วยนะครับ”
แต่ยังไม่ทันริชาร์ดจะพูดจบคำสุดท้ายสายประชุมก็ตัดไปในทันที ริชาร์ดก้มหน้าพ่นขำออกมาเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ของห้องประชุมนั้น คว้าแก้วกาแฟใบโปรดแล้วเดินออกไปโดยไม่แสดงท่าทางอันทุกข์ร้อนใด ๆ
mercedes-maybach S-class รถยนต์ส่วนบุคคลสุดหรูสีดำเงามันปลาบ วิ่งตามเส้นทางเลียบสนามบินลอนดอนฮีทโธรว์ ก่อนเลี้ยวเข้าประตูเล็ก ๆ ที่เป็ประตูพิเศษ มีเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็ทหารที่ติดอาวุธเต็มอัตราเฝ้าอยู่และพวกเขาทำท่าทำความเคารพเมื่อเห็นรถคันนั้น รถหรูคันนั้นเลี้ยวเข้าไปยังโรงจอดเครื่องเจ็ทส่วนตัว ในโรงจอดนั้นว่างเปล่า เพราะเครื่องเจ็ทตอนนี้จอดรออยู่ด้านนอกข้างรันเวย์เรียบร้อยแล้ว วิลลงรถมาอย่างหัวเสียก่อนรีบเดินตรงขึ้นไปรอนั่งรอบนเครื่องบินส่วนตัวลำนั้น
ในหัวเขาตอนนี้ความกังวลและตึงเครียดสะสมปนเปกัน ด้วยเพราะที่ตัวเองไม่สามารถจัดการกับริชาร์ดได้แต่กลับกันตัวเขาเองตอนนี้ก็กลับเหมือนจะโดนย้อนเกล็ดคืนเข้าเสียด้วย ที่วิลต้องขึ้นมานั่งรอบนเครื่องเจ็ทเพราะเขาแจ้งจะเดินทางกะทันหันเมื่อราว ๆ 20 นาทีก่อน นักบินจึงยังเตรียมเครื่องไม่เสร็จ เขารีบร้อนกลับไปตุรกีเพื่อที่จะจัดการกับศพผู้กองและหลักฐานใด ๆ ก็ตามที่โยงเขากับผู้กองทิ้งให้หมด นั่นอาจจะหมายถึงเก็บเ้าหน้าที่ประสานงานของตัวเองที่รู้เื่นี้ในตุรกีให้หมดด้วย
ห่างออกไปจากจุดที่เครื่องเจ็ทของวิลจอดอยู่ทางด้านขวาของลานบิน ไกลถึง 2.48 กิโลเมตร ไอริสนอนราบอยู่บนหลังคารถบรรทุกของที่จอดบนที่ดินที่เคลียร์โล่งตรงขอบสนามบิน ในมือเธอมีปืนไรเฟิลซุ่มยิงั์ใหญ่ Anzio 20MM ไรเฟิลต่อต้านวัตถุขนาดะุ 20 มิลลิเมตร เ้าปืนกระบอกนี้แค่ตัวปืนก็ยาวถึง 2.5 เมตร มีน้ำหนักปืนเปล่าถึง 27 กิโลกรัมและถ้าติดตั้งอุปกรณ์เสริมและบรรจุะุเต็ม ปืนอาจจะมีน้ำหนักถึง 50 กิโลกรัม มันติดตั้งลำกล้องแบบแมชเกรดคุณภาพสูงสำหรับยิงระยะไกล ส่วนปลายกระบอกมีมัสเซิลเบรกช่องใหญ่ 4 ช่องเพื่อลดแรงถีบอันมหาศาลของมัน ปืนกระบอกนี้มีระยะยิงไกลสูงสุดถึงเกือบ 5 กิโลเมตร เหนือโครงปืนมีรางสำหรับติดตั้งกล้องเล็ง ที่ตัวรางชดเชยระยะมาให้ในตัวถึง 40 moa ไอริสเลือกติดกล้องเล็ง Vortex Razor HD AGM ขนาดกำลังขยาย 6-24 เท่าและหน้าเลนส์กว้าง 50 มม. เส้นเล็งระบบชดเชยะุตกแบบ EBR 7b ระบบ MRAD เรียงตัวคล้ายต้นคริสมาสอยู่ในกล้องเล็ง ที่ปลายทางอีกด้านก็คือเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวลำนั้น
สาวน้อยหายใจเข้าออกและเกร็งตัวรับแรงกระแทกที่กำลังจะเกิดถ้าเธอเหนี่ยวไกเ้าปืนใหญ่ล้มไดโนเสาร์กระบอกนี้ นิ้วมือเล็กนั้นค่อย ๆ เหนี่ยวไกเข้าหาตัวช้า ๆ จนไกถึงจังหวะลั่น เสียงะเิของะุปืนที่ปากลำกล้องและมัสเซิลเบรกนั้นดังสนั่นราวกับเป็ปืนใหญ่ก็ไม่ปาน ะุ 20มม.เป็ะุที่ใหญ่ขนาดใช้กับปืนต่อต้านอากาศยาน เรียกว่ามันเป็ปืนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์จะยิงได้ แค่ตัวะุเฉย ๆ ก็มีขนาดความยาวมากกว่าฝ่ามือของชายตัวโต ๆ แล้ว ส่วนขนาดปลอกนั้นเรียกว่ากำด้วยมือเดียวเกือบจะไม่รอบ ความเร็วะุนั้นมีมากกว่า 1 กิโลเมตรต่อวินาที (1,006 เมตร/วินาที) และมีแรงปะทะสูงถึง 38,000 ฟุต/ปอนด์ ซึ่งหนักหน่วงกว่าไรเฟิลล้มช้าง .700Nitro Express ถึงเกือบ 4 เท่า
ะุที่ไอริสเลือกใช้เป็ะุ PGU-28A/B SAPHEI ซึ่ง SAPHEI นั้นมาจาก Semi Armor Piercing High Explosive จะให้เรียกเป็ภาษาชาวบ้านก็คือ “ะุเจาะเกราะหัวะเิ” ถึงเ้าะุแรงสูงจะต้องวิ่งฝ่าอากาศด้วยระยะทางถึงเกือบ 2 กิโลเมตรครึ่ง แต่มันกลับใช้เวลาแค่ราว ๆ 3 วินาทีเท่านั้น เพื่อพุ่งเจาะเข้ากับกระจกเครื่องบินที่ตรงกับที่นั่งของวิลพอดี และพอมันทะลวงเข้าไปได้ดินะเิภายในะุก็เกิดะเิขึ้นตรงบริเวณใกล้กับใบหน้าของวิล ความแรงของะเินั้นมันทำให้วิลกลายเป็ศพไร้หัวในทันที ชิ้นส่วนร่างกายท่อนบนทั้งเืและเศษเนื้อนั้นสาดกระจายไปทั่วห้องโดยสารด้วยแรงะเิอย่างน่าสยดสยอง
แรงถีบของปืนอัดใส่ไอริสจนจุกอกจนน้ำตาคลอเบ้า เมื่อปืนลั่นออกไปไอริสแทบไม่ต้องดูผลการยิง เพราะไม่ต้องยิงให้โดนจัง ๆ ก็รู้ผลอยู่แล้ว เธอรีบกอดเ้าปืนั์ใหญ่กลิ้งม้วนตัวลงจากหลังคารถขนของในทันที จากนั้นลากเ้าปืนที่แทบจะหนักพอ ๆ กับตัวเอง โยนปืนเข้าไปในช่องเก็บของของรถอีกคันที่จอดหลบหลังรถบรรทุก แล้วปิดประตูจากนั้นก็เดินมาขึ้นรถฝั่งคนขับ ก่อนขับรถคันนั้นออกไปในทันที
“ไหนตอบซิคุณริชาร์ดใครอนุญาตให้คุณฆ่าคุณวิลเลี่ยม โคเฮน”
น้ำเสียงอันเคร่งเครียดดังออกมาจากลำโพงของท่านกรรมาธิการลอนดอน ในกรณีการตายของวิลเลี่ยม โคเฮน หรือวิล ซึ่งริชาร์ดสั่งให้ไอริสจัดการเขาที่สนามบินฮีทโธรว์เมื่อวานนี้
“ไม่มีใครอนุญาตครับท่านมันเป็การตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินครับ” ริชาร์ดตอบเสียงเรียบ
“ฉุกเฉินงั้นเหรอ คุณวิลเลี่ยมเป็เ้าหน้าที่ระดับสูงของเรา เขาถูกฆ่าตายอย่างสยดสยองโดยไม่ได้มีการไต่สวนมูลความผิดอะไรเลย ที่สำคัญคุณไม่ได้มีสิทธิ์ในการตัดสินความผิดของเขา เขาตำแหน่งสูงกว่าคุณ ถ้าคุณมีหลักฐานมูลความผิดเขาคุณจะต้องแจ้งทางกรรมมาธิการให้เป็ผู้ตัดสิน ไม่ใช่ตัดสินลงโทษด้วยตนเอง...คุณไม่มีอำนาจ!!”
“ผมเข้าใจว่าผมไม่มีอำนาจครับ แต่ผมไม่สามารถติดต่อพวกท่านโดยตรงได้ ท่านลืมไปแล้วเหรอครับว่าคุณวิลเลี่ยมมารับหน้าที่ดูแลติดต่อประสานงานระหว่างผมและท่าน มีแต่เขาเท่านั้นที่ติดต่อท่านได้ และในเมื่อเขาเป็ภัยต่อองค์กรและผมติดต่อท่านไม่ได้ ผมก็เหลือวิธีการเดียว ผมจำเป็ต้องจัดการเองเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายไปมากกว่านี้”
ริชาร์ดพูดพร้อมจิบกาแฟไปด้วยโดยท่าทีในการพูดของเขาก็ยังดูสบายเหมือนไม่ได้คุยเื่ซีเรียสใด ๆ
“คุณจะกล่าวหาเขาเกินความจริงไปหรือเปล่า ถ้าสมมุติคุณวิลเลี่ยมไม่ใช่ภัยคุกคามแต่เขาพบว่าคุณเป็ภัยคุกคามเองล่ะ คุณอาจจะฆ่าเขาเพื่อปิดปากก็ได้ เพราะตอนนี้คุณวิลเลี่ยมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อพิสูจน์ตัวเองแล้ว” คำพูดของกรรมาธิการบรัสเซลจอมจิกกัด โผล่ขึ้นมาตรงจังหวะพอดี
“ผมมีหลักฐานทั้งด้านพยานวัตถุเป็ภาพจากกล้องวิดีโอและเสียงครับ ทุกท่านคงทราบว่าผมส่งทีมไปทำงานเมื่อหลายวันก่อนที่ตุรกี ที่นั่นเองทีมของผมถูกลอบโจมตีในโรงแรมที่พักด้วยกองกำลังทหารภายใต้การนำหน่วยของผู้กองมิลเลอร์คนของเราเอง คนของผมทำการโจมตีตอบโต้จนสามารถทำลายข้าศึกได้ พวกเธอไว้ชีวิตผู้กองมิลเลอร์เพื่อใช้เขาสาวไปถึงตัวการ และคนที่มาเยี่ยมผู้กองมิลเลอร์ที่ รพ.ก็คือคุณวิลเลี่ยม”
“พวกเขาอาจจะรู้จักกันก็ได้แปลกตรงไหนคุณวิลเลี่ยมเป็หัวหน้ายุทธการมาก่อนั้แ่คุณยังไม่มาทำงานให้เราแล้ว” กรรมาธิการบรัสเซลคนเดิมอ้าง
“ถ้าเขารู้จักกันมาก่อนก็คงไม่แปลกอะไร แต่ในห้องประชุมคุณวิลเลียมโกหกผมว่าไม่รู้จักผู้กองมิลเลอร์ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็แอบไปพบกันอยู่ แถมหลังจากประชุมเสร็จก็รีบเรียกเครื่องส่วนตัวมารับทันที อีกทั้งไม่แจ้งจุดหมายปลายทางไว้ในบันทึก ผมจึงสงสัยว่าเขากำลังจะหลบหนีความผิด ซึ่งจุดนั้นผมคงยอมไม่ได้ คนแบบวิลเขาเก่ง ทั้งยังรู้ความลับของเรามากเกินไป ถ้าเขาหนีไปได้เราก็จะเสียหายเป็อย่างมากครับ” ริชาร์ดประสานมือไว้บนโต๊ะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังขึ้น
ทุกเสียงในห้องประชุมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนมีใครคนหนึ่งกล่าวขึ้นทำลายความเงียบนั้น
“งั้นคุณก็ทำดีแล้วหล่ะ ถ้าสถานการณ์มันเป็อย่างคุณว่าก็มีความเป็ไปได้ว่าวิลจะเป็ปัญหาของเรา”
เสียงกรรมาธิการลอนดอนผู้าุโกล่าวขึ้น ในขณะที่คนอื่นยังคงเงียบกริบ แม้กรรมาธิการทุกคนไม่มีใครพอใจกับการทำงานของริชาร์ดเพราะทุกคนรู้จักวิลดี คนแบบเขาไม่มีทางทรยศองค์กรแน่นอน แต่ยามนี้กลับน้ำท่วมปากเมื่อกรรมาธิการลอนดอนกล่าวสรุปเช่นนั้นไปแล้ว แผนการนี้จริง ๆ แล้วเกิดจากการอยากตัดปีกของริชาร์ดออกเพื่อลดทอนความอันตรายของเขา แต่ตอนนี้ต้องแสร้งมายอมรับว่าเขาทำได้ดีแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นตนเองก็คงจะถูกสงสัยไปด้วยว่ามีส่วนในเื่นี้
“ขอบคุณครับท่าน ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยที่ทำอะไรไปโดยพลการ และรับรองว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมจะส่งรายงานเื่นี้โดยละเอียดให้ทุกท่านในวันพรุ่งนี้แน่นอนครับ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวเลยละกันนะครับ ยังมีเคสเล็ก ๆ ที่ยังปิดไม่ลงค้างอยู่”
ริชาร์ดกล่าว น้ำเสียงเขาตอนนี้กลับมารื่นเริงเหมือนเดิม
“ผมต้องรู้มั้ยเื่นั้น”
“ไม่ครับงานพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลูกน้องเท่านั้นเองครับ ไม่สำคัญอะไร” ริชาร์ดกล่าว
“งั้นก็โชคดีคุณริชาร์ด” กรรมาธิการลอนดอนกล่าว
หลังจากทำงานมาทั้งวัน แมรี่เลขาวัยกลางคนอายุ 50 ของริชาร์ดเดินมายังที่รถตัวเอง เพื่อเดินทางกลับบ้าน เธอเปิดประตูเข้ามานั่งในรถของตัวเอง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นตุ๊กตาของหลานชายตัวน้อย ๆ ของเธอ เขาลืมมันไว้ในรถเมื่อครั้งที่ลูกสาวพาหลานชายวัย 5 ขวบมาเยี่ยมตอนสุดสัปดาห์ เ้าตุ๊กตานั้นหล่นอยู่บนพื้นตรงที่นั่งด้านข้างคนขับ แมรี่เอื้อมร่างกายที่ค่อนข้างเ้าเนื้อของเธอลงไปเก็บตุ๊กตานั้นขึ้นมาอย่างยากลำบาก เอามันขึ้นมาวางไว้ที่เบาะข้างคนขับ สีหน้าเธอยามนึกถึงหลานตัวน้อย ๆ นั้นช่างเต็มไปด้วยความสุข
แม่รี่วางกระเป๋าถือไว้ข้าง ๆ ตุ๊กตาตัวนั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปปรับกระจกมองหลัง สายตาของแมรี่พลันปะทะกับสายตาอีกคู่หนึ่งที่จ้องมองเธอจากที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง ั์ตาสีน้ำตาลของสาวน้อยผมดำมองประสานสายตามายังหญิงวัยกลางคน แม้มันจะเรียบเฉยแต่ยามนี้มันทำเอาแมรี่หญิงผู้ผ่านร้อนหนาวมาครึ่งค่อนชีวิตถึงกลับหวาดกลัวจนจับใจ
“เชอรี่” แมรี่เอ่ยชื่อสาวน้อยผู้นั้นออกมา
สายตาหญิงวัยกลางคนยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเมื่อเธอพบว่า สาวน้อยด้านหลังเธอนั้นมีปืนกระบอกสีดำใส่ที่เก็บเสียงถือไว้ในมือ
“ทำไมต้องเป็คุณ แมรี่” เชอรี่เอ่ยขึ้นมาเบา ๆ
“ฉันขอโทษ.. ขอโทษพวกเธอทุกคนด้วย”
หญิงกลางคนที่ยามนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาสาวน้อยรุ่นหลาน น้ำตาแห่งความกลัวและความรู้สึกผิดเอ่อล้นขึ้นมาเต็มดวงตา มือที่จับอยู่กับพวงมาลัยนั้นสั่นเทา หยดน้ำตามากมายหล่นลงกับเสื้อและหน้าตัก
“พวกเขาเป็เ้านายพวกเขาสั่งฉันก็ต้องทำ ฉันรู้ว่านั่นมันผิดกับพวกเธอและริชาร์ดแต่ฉันไม่มีทางเลือก พวกเขาสามารถทำอะไรกับเราก็ได้ บอกตามตรงฉันดีใจที่เห็นพวกเธอกลับมาอย่างปลอดภัย แต่นั่นมันก็ไม่ได้เปลี่ยนเื่ที่ฉันทรยศพวกเธอได้ ฉันขอร้องถ้าฉันต้องตาย...อย่าให้ต้องทรมาน”
แม่รี่ก้มหน้าร้องไห้อย่างหมดสิ้นความอาย น้ำตาไหลรินเปียกปอนไปทั้งใบหน้า ร่างกายสั่นเทิ้มของเธอยามนี้แสดงออกถึงความหมดสิ้นซึ่งหวังที่อีกฝ่ายไว้ชีวิต เพราะแมรี่รู้ดีว่าสาวน้อยทั้ง 3 ในยามปกติพวกเธอดูเป็เด็กสาวที่น่ารักอ่อนหวาน แต่ถ้าพวกเธอจับอาวุธเมื่อใดจะเป็อาวุธสังหารที่ไร้ที่ติ ราวกับพวกเธอสามารถกดปุ่มปิดการทำงานของความเมตตาในใจได้
เชอรี่ก้มหน้าที่เบาะหลังเธอไม่ได้พูดหรือตอบโต้ใด ๆ กลับ เธอปล่อยให้หญิงวัยกลางคนที่เปรียบเสมือนคนที่คอยดูแลพวกเธอมาตลอด 1 ปี ได้ร้องไห้อยู่พักใหญ่ ก่อนที่เธอจะขยับตัวช้าเข้าไปหาแมรี่ที่นั่งอยู่เบาะคนขับ แมรี่เห็นดังนั้นเธอหวาดกลัวจนต้องข่มตาหลับลงเพราะไม่อยากเผชิญวินาทีสุดท้ายของชีวิต แต่สิ่งที่เธอััได้คือมือเล็ก ๆ ของสาวน้อยที่ลูบหัวเธออย่างแ่เบาและเอียงหัวเธอมาจูบที่หน้าผาก
“หนูจะไม่ฆ่าคุณหรอกแมรี่ อย่าร้องไห้ไปเลย”
แมรี่ลืมตาขึ้นมองเด็กสาวช้า ๆ เธอพบกับใบหน้าที่ยิ้มน้อย ๆ อย่างอ่อนโยนของเชอรี่
“แต่ฉันทรยศความไว้ใจของพวกเธอ ฉันเอาข่าวของพวกเธอไปบอกให้พวกเขา” แมรี่สารภาพทั้งน้ำตา
“นั่นคุณลุงเขารู้อยู่แล้วค่ะดังนั้นคุณก็ไม่ได้ทำอะไรผิด” เชอรี่พูด
แมรี่น้ำตาไหลออกมาอีกเป็คำรบสอง หากแต่มันเป็น้ำตาแห่งความดีใจที่เธอได้รู้ว่าตัวเองจะไม่ต้องตายและจะยังมีชีวิตอยู่เพื่อรอดูหลานชายของเธอเติบโตขึ้น
“ฉันขอบคุณมาก และฝากบอกทุกคนด้วยว่าฉันขอโทษ ขอโทษในทุก ๆ เื่ที่ฉันทำผิดต่อพวกเขา”
“ขอเปลี่ยนเป็สตรอว์เบอร์รี่ชีสพายเ้าที่คุณซื้อมาเมื่อวันพฤหัสแทนนะคะ แล้วก็พรุ่งนี้ไอริสขอน้ำเลมอนด้วย ดังนั้น..พรุ่งนี้เจอกันแมรี่..ขับรถดี ๆ ค่ะ”
เชอรี่พูดด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเธอก็หอมแก้มหญิงวัยกลางคนเบา ๆ ก่อนลงจากรถไปทางประตูหลังและไม่ลืมโบกมือให้แมรี่ทางกระจก
เรยโนล์ ทไวซี่ รถไฟฟ้า 3 ประตูคันจิ๋วขับมาจอดที่สนามหญ้าข้างทะเลสาบ เชอรี่เปิดประตูรถเดินลงมา ที่แห่งนั้นมีโต๊ะสนามและเตาบาร์บีคิวกางเอาไว้ ซึ่งริชาร์ดและคนอื่น ๆ ก็รอเธออยู่
“หนูไม่ได้ลงมือ”
เชอรี่พูดทันทีที่เห็นริชาร์ดมองมายังเธอ แต่หน้าตาเขากลับดูไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินแบบนั้น
“ลุงถึงให้หนูไปไงเชอรี่” ริชาร์ดยิ้มให้
“หนูว่างานนี้ยากที่สุดในชีวิตหนูเลย รู้มั้ยหนูเกือบบ่อน้ำตาแตกตอนที่แมรี่ร้องไห้ เธอน่าสงสารมากที่ทำไปก็เพราะถูกบังคับ แล้วเธอก็คิดว่าหนูจะไปฆ่าเธอ คราวหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะ”
“จะให้ลุงส่งใครไปไอร์แลนด์เหรอ ถ้าส่งไปแมรี่ตายแน่”
ริชาร์ดหัวเราะพลางยกเบียร์ขวดเล็กในมือขึ้นมาจิบ มืออีกข้างก็พลิกใส่กรอกกับเนื้อในเตาบาร์บีคิวไปด้วยเพื่อไม่ให้มันไหม้
“ไอริสก็ได้มั้ง” เชอรี่พูดพลางทรุดลงนั่งที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่
“ก็น่าจะนะ” ไอร์แลนด์พูดด้วยหน้ายิ้มพลางส่งเครื่องดื่มให้เชอรี่
“แล้วไปไหนล่ะ ไอริสน่ะ” เชอรี่หันซ้ายขวามองหาเพื่อนอีกคน
“นั่นไงถูกไรเฟิลั์ถีบ นอนหลบเลียแผลช้ำตรงโน้นแหนะ” ไอร์แลนด์พูดแบบติดตลก
ริมทะเลสาบที่ห่างออกไปอีกเล็กน้อยไอริสปูผ้านอนอยู่ริมทะเลสาบกอดตุ๊กตาหมีกับแมวตัวโตอยู่ งานที่พึ่งผ่านมาทำให้เธอถูกเ้า Anzio เ้าปืนไรเฟิลซุ่มยิงั์ถีบเข้าอย่างจังจนไหล่ช้ำทั้ง ๆ ที่เธอฝึกการยิงปืนซุ่มยิงมาแล้วทุกรูปแบบและรู้วิธียิงปืนอย่างถูกต้อง แต่ถึงยังไงสรีระที่ผอมบางของเธอก็ยังรับแรงถีบมันจัง ๆ ไม่ค่อยจะไหวอยู่ดี
“ตายอย่างสงบเลยแฮะ ขอถอนคำพูดละกันที่ว่างานของชั้นยากที่สุดน่ะ อย่างน้อยงานชั้นก็ไม่เจ็บตัวล่ะนะ”
เชอรี่พูดอย่างติดตลกเมื่อเห็นสภาพของไอริส