ประโยคนี้อีกแล้วหรือ?
เฉินจิ้งเจียอดที่จะกลอกตาเสียมิได้ประโยคนี้ฟังดูนับว่าไม่เลวทีเดียวแต่ไฉนตนมักรู้สึกว่าเป็นเพราะประโยคนี้ทำให้ต้องประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆ แทนกัน?
หากมีโอกาสนางต้องไปถามพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ให้ได้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เขาทำเพื่อนางนั้น ดีต่อนางหรือทำร้ายนางกันแน่?
“บางทีคุณหนูเฉินอาจมองออกแล้วว่าเรามิใช่คนของต้าเซี่ยพวกเรามาวัดอันเหรินนี้ก็เพื่อขอให้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ช่วยต่อชีวิตให้ลูกชายข้า”หวงกุ้ยเฟยเอ่ย สายตายังคงมองไปทางเตียงด้วยความกังวลสุดหัวใจ
ขอร้องให้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ช่วยต่อชีวิต?
เฉินจิ้งเจียอดที่จะมองไปทางเตียงครู่หนึ่งเสียมิได้เมื่อนึกถึงจุดจบของจักรพรรดิแห่งแคว้นต้าเซิ่งผู้นี้ในชาติก่อนแล้วจิตใจพลันสั่นสะท้านขึ้นทันใด
“เช่นนั้นฮูหยินขอร้องได้แล้วหรือ?” เฉินจิ้งเจียถามอย่างระมัดระวัง
เมื่อนั้นหวงกุ้ยเฟยถึงได้หันมองเฉินจิ้งเจีย“ขอร้องแล้ว พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กล่าวว่า สภาพการณ์ของลูกชายข้านั้นหากมีผู้สูงศักดิ์ช่วยเหลือ เมื่อประสบคราวเคราะห์ร้ายถึงที่สุดแล้วจะบังเกิดเรื่องราวดีๆ ขึ้น หากไม่เจอผู้สูงศักดิ์ที่ว่า เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว”
นางเอ่ยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหดหู่ขีดสุดสีหน้าท่าทางนั้นทำเอาเฉินจิ้งเจียนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนขึ้นเสียได้ลูกในท้องตนที่ถูกผู้เป็นพ่อคว้านท้องออก เผาทำลายสังเวยแก่สวรรค์
“เช่นนั้นพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้บอกหรือไม่ว่าใครคือผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นเจ้าคะ? การที่ท่านให้ข้ามาเช่นนี้ หากข้ามิใช่ผู้สูงศักดิ์ของคุณชายเล่าเจ้าคะ?”น้ำเสียงเฉินจิ้งเจียอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
“หากเจ้ามิใช่ผู้สูงศักดิ์ของลูกชายข้า...”หวงกุ้ยเฟยเอ่ย สายตาค่อยๆ เบี่ยงมองไปทางเฉินจิ้งเจีย ความหดหู่หงอยเหงาค่อยๆถูกขจัดไป ก่อนแทนที่ด้วยความเยือกเย็น“เช่นนั้นก็เดินเคียงคู่ลูกชายข้าไปบนเส้นทางสู่น้ำพุเหลือง[1]เสียเถิด”
เสียงแผ่วเบาลอยเข้าหูเฉินจิ้งเจียสร้างความหวาดกลัวจับจิตนาง ครั้นมองหวงกุ้ยเฟยอีกคราก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายผู้สูงส่งแผ่ซ่านจากตัวนาง
ชั่วเวลานั้นสาวใช้คนหนึ่งพลันเดินเข้ามาโน้มตัวกระซิบข้างหูบอกอะไรบางอย่างกับหวงกุ้ยเฟยก่อนสีหน้าหวงกุ้ยเฟยผู้นั้นจะปรากฏแววเย้ยหยันในวินาทีถัดมา“ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
นางเอ่ยเสร็จจึงหยัดกายยืนขึ้นพร้อมเดินออกไปราวกับมิได้กังวลว่าการทิ้งเฉินจิ้งเจียไว้กับช่างกว่านยวี่แล้วจะเกิดเรื่องขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
เฉินจิ้งเจียหาได้สนใจไม่นั่งลงข้างๆ พร้อมเทชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย
ถามคำตอบคำวิธีการของพวกเขาดูหยาบไร้ความละเอียดไปเสียบ้างกระนั้นของกินเครื่องดื่มกลับเป็นของคุณภาพสูงทั้งสิ้น
ครั้นเห็นช่างกว่านยวี่ที่นั่งพิงเตียงเห็นท่าทางสงบนิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเฉินจิ้งเจียแล้วก็เป็นอันหัวเราะเสียงเบาขึ้น
ราวกับการหัวเราะเบาๆครั้งนี้จะไปกระตุ้นหัวใจเข้า ทำเอาเขาไอโขลกอีกหลายครั้งกว่าจะหยุดลง
“คุณหนูเฉินนับว่าวางท่าทีได้ดีทีเดียว คุณหนูที่จวนป๋อชางโหวเลี้ยงดูมานั้นช่างแตกต่างอย่างที่คิดจริงๆ”
ช่างกว่านยวี่เอ่ยน้ำเสียงมิได้เปี่ยมอำนาจดั่งหวงกุ้ยเฟย แต่กลับอ่อนโยนประดุจหยกพลอยทำให้คนฟังรู้สึกดีไปด้วย
เฉินจิ้งเจียเลิกคิ้ว“คุณชายกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงหญิงสาวไม่รู้ความ ท่านเอ่ยเช่นนี้ทำเอาข้ารู้สึกเกรงใจขึ้นมาแล้ว”
พวกเขารู้สถานะของนางจริงๆด้วย!
ครั้นนึกถึงตรงนี้จิตใจเฉินจิ้งเจียพลันคร่ำเคร่งขึ้นทันใด
ช่างกว่านยวี่ป่วยหนักหวงกุ้ยเฟยบอกว่าต้องการจับนางคลุมถุงชนแต่งงานเพื่อขจัดเคราะห์หากแต่สถานะของตนวางอยู่ต่อหน้าตรงนี้แล้ว หากตนต้องตามพวกเขาไปแคว้นต้าเซิ่งจริงแล้วตัวตนที่แท้จริงถูกเปิดเผยเข้าละก็ เช่นนั้น...
ถึงวาระนั้นตนจะแค่ถูกจับคลุมถุงชนหรือจะถูกจับให้กลายป็นตัวหมากขัดขวางเฉินอี้เหอขึ้นมา ก็มิอาจล่วงรู้ได้
“คุณหนูเฉินกำลังคิดอันใดอยู่ขอรับ? หรือกำลังคิดว่าจะหาทางหนีจากที่นี่อย่างไรดี?”
เสียงช่างกว่านยวี่ยังคนอ่อนโยนนุ่มนวลในน้ำเสียงหาได้มีแววความขุ่นเคืองแต่อย่างใดนั่นทำให้เฉินจิ้งเจียประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาควรอยู่อีกฝ่ายมิใช่หรือ? ไฉนช่างกว่านยวี่กลับพูดจาเสมือนเป็นสหายกับนางมาเนิ่นนานเสียอย่างนั้นเล่า?
“หากให้ข้าพูดข้ายอมปล่อยคุณหนูเฉินหนีไปอย่างแน่นอน...” ช่างกว่านยวี่ กล่าวต่อทว่าครานี้กลับถูกเฉินจิ้งเจียตัดบท
“เหตุใดเล่า?” ท่าทีเฉินจิ้งเจียจริงจังขึ้นมา ทำเอาช่างกว่านยวี่ลังแลขึ้นมากระทั่งคิดว่านางกับเฉินจิ้งเจียเมื่อครู่เป็นคนละคนกัน
ช่างกว่านยวี่ก้มหน้าเล็กน้อยยกยิ้มมุมปาก “ข้าจะปล่อยคุณหนูเฉินไป เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนหวังว่าคุณหนูเฉินเองจะไม่เปิดเผยตัวตนของพวกเรากับพี่ชายท่านเพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกเราด้วยขอรับ”
เฉินจิ้งเจียได้ยินถึงตรงนี้ก็กลอกตาไปเองอย่างลืมตัว “ตัวตนของพวกท่านคือใคร ข้าเองหาได้รู้เสียหน่อยถึงบอกท่านพี่ไป พวกท่านก็เป็นเพียงคนร้ายที่ลักพาตัวข้าเท่านั้น”
นางกลายเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาไม่รู้ความอีกครั้ง
“ผู้น้อยแซ่ช่างกว่านนามยวี่ ชาวต้าเซิ่งขอรับ”
ช่างกว่านยวี่บอกชื่อเสียงเรียงนามของตนด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ“คิดว่าพี่ชายท่านคงเคยเล่าเรื่องสภาพการณ์ของแคว้นต้าเซิ่งให้ท่านฟังแล้วใช่หรือไม่? ช่างกว่าน คือราชสกุลแห่งแคว้นต้าเซิ่ง”
เฉินจิ้งเจียกัดริมฝีปากล่างคนผู้นี้ถือว่าไม่ทำตามหลักตามเกณฑ์ชาวบ้านเลยก็ว่าได้ไม่ว่าตนจะเดาตัวตนเขาออกหรือไม่ แต่ยามนี้เขาพูดมาถึงขนาดนี้แล้วต่อให้ตนเดาไม่ออก ก็รับรู้ถึงสถานะของเขาชัดเจนไปแล้ว
หากเขาปล่อยตนไปจริงๆเช่นนั้น...
จำต้องช่วยเขาปกปิดสถานะเพื่อรับประกันว่าเขาจะกลับแคว้นต้าเซิ่งอย่างปลอดภัยจริงๆ หรือ?
ราวกับเดาความสงสัยนางออกช่างกว่านยวี่เอ่ยปาก “คุณหนูเฉินวางใจ ที่พวกข้ามาเยือนครานี้เพียงอยากมาพบพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ก็เท่านั้น”
เขาพูดไปพลันยิ้มเย้ยหยันตัวเอง “ลำพังร่างกายอันทรุดโทรมนี้ทำได้เพียงจำกัดการกระทำของคนข้างกายได้เท่านั้นมิอาจทำเรื่องราวสร้างความเดือดร้อนแก่ราชวงศ์ต้าเซี่ยได้อยู่แล้วท่านคิดว่าอย่างไรเล่า?”
เฉินจิ้งเจียอดมองไหล่ผ่ายผอมของเขาอีกครั้งเสียมิได้ดูแล้วคล้ายกับว่าจะมีกระดูกโผล่ออกมาอย่างไรอย่างนั้น
จะว่าไปก็ใช่สภาพของเขาเช่นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นภาระทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นในชาติก่อนเหมือนนางไม่เคยได้ยินข่าวคราวทำนองนักฆ่าแห่งแคว้นต้าเซิ่งอะไรนั่นมาก่อนเช่นกัน
เฉินจิ้งเจียกระแอมไอเสียงเบาครั้งหนึ่งก่อนเอ่ย “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ล้วนเป็นท่านที่บอกเองทั้งสิ้น!”
ช่างกว่านยวี่เผยยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย“ไม่ว่าเมื่อครู่คุณหนูเฉินจะเดาสถานะข้าออกหรือไม่แต่ยามนี้ก็รับรู้หมดแล้วมิใช่หรือ ผลลัพธ์เหมือนเดิมก็พอแล้ววิธีการอย่างไรหาได้สำคัญ”
ยิ่งเขายิ้มอ่อนโยนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเฉินจิ้งเจียก็ยิ่งตื่นตะลึง
คนผู้นี้หน้าตาหาได้ดูโหดร้ายทว่าความละเอียดในการคิดวิเคราะห์กลับทำเอาใครต่อใครหวาดกลัวทีเดียว
เดิมทียังคิดว่ารอยยิ้มนั้นแสนอ่อนโยนแต่ในสายตาเฉินจิ้งเจียในยามนี้กลับดูเจ้าเล่ห์ขึ้นเสียอย่างนั้น
สุภาพบุรุษผู้อ่อนโยนตรงไหนกันนี่มันจิ้งจอกเฒ่าสวมหนังแกะต่างหาก!
เมื่อนึกถึงจุดจบของช่างกว่านยวี่ที่นางรับรู้มาในชาติก่อนแล้วเฉินจิ้งเจียเป็นอันต้องขมวดคิ้วมุ่น เห็นชัดว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดคนหนึ่งไฉนถึงได้จบสิ้นในสภาพนั้นได้?
ครั้นเห็นนางขมวดคิ้วยุ่งก้มหน้าครุ่นคิดเช่นนั้น ช่างกว่านยวี่จึงเอ่ยปากต่อ“คุณหนูเฉินพิจารณาว่าอย่างไรขอรับ?”
แม้สีหน้าเขาดูสุขุมราบเรียบหากแต่ในใจกลับร้อนรนจวนทนไม่ไหว
อาเหนียงของเขาไม่รู้อำนาจของสกุลเฉินในราชวงศ์ต้าเซี่ยไม่พอยังคิดว่าจะพาตัวเฉินจิ้งเจียหนีไปได้แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพูดเรื่องน่าขันอยู่ต่างหาก
หากเฉินอี้เหอรู้ตัวตนพวกเขาขึ้นมาเกรงว่าพวกเขาคงต้องสิ้นลมในต่างแดนยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการรักษาต่อชีวิตอะไรนั่นเลย
ยามนี้สิ่งเดียวที่เขาจะเดิมพันได้นั่นคือโน้มน้าวให้เฉินจิ้งเจียตอบรับเงื่อนไขของเขา จากนั้นปล่อยนางกลับไปไม่ให้พวกเฉินอี้เหอออกตรวจหาในวัดอันเหรินอีก
ส่วนคนที่ออกความคิดแสนโง่เง่านี้...
หึ!
------------------------
[1]เส้นทางสู่ปรโลกตามความเชื่อของจีน