หลังจากปรึกษาเรื่องสวนผักกับท่านปู่และท่านลุงใหญ่เสร็จ จางเฟยอีก็ยังไม่ลืมที่จะแวะมาหานางหลี่ซื่อและจางจื่อเหมย
"ป้าสะใภ้ใหญ่ ข้าว่าท่านควรจะเตรียมสั่งให้บ้านท่านยายหูสานตะกร้าเตรียมไว้ให้มากหน่อยนะเจ้าคะ ทำสักสองขนาด ใหญ่ก็เอาไว้บรรจุผักเวลาขนส่งไปขาย ขนาดเล็กก็เตรียมไว้สำหรับเวลาขายปลีก หากใครไม่ได้เตรียมตะกร้ามาใส่เอง ท่านก็ขายยกตะกร้าคิดราคารวมกันไปเลยคนซื้อจะได้สะดวกขึ้นเจ้าค่ะ" จางเฟยอีแนะนำ
"อืม..เป็นความคิดที่ดีนะ สานตะกร้าก็ต้องใช้เวลา จื่อเหมยเดี๋ยวเจ้าเอาตะกร้าขนาดตัวอย่างไปบ้านท่านยายหูสักรอบ บอกกล่าวให้เขารู้เรื่องสวนผักของเฟยอี อีก 15 วัน บ้านเราจะขออย่างละ 20 ใบก่อน หากท่านยายหูจะเอาเงินมัดจำล่วงหน้าอย่างไรก็มาบอกข้า แล้วอย่าลืมให้เขาเตรียมทำเผื่อบ้านอารองของเจ้าด้วยเล่า " หลี่ชุนเถาหันไปสั่งบุตรสาวของตนต่อ
จางจื่อเหมยทำสีหน้าลำบากใจ มือทั้งสองข้างก็บิดกันไปมาจนจะเป็นเกลียวได้แล้ว ระยะหลังมานี้หูอี้เหวินมักจะแวะเวียนมาทักทายนางที่บ้านอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็มีใบไม้พับเป็นดอกไม้มามอบให้นาง จริงๆแล้วนางก็รู้สึกดี แต่ว่าหากจะไปถึงเรือนของเขาแล้วยังต้องนั่งคุยอยู่ที่นั่นอีกนานสองนาน ก็รู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่ก็รับคำมารดาแล้วเดินแยกออกไป
เหตุใดหลี่ชุนเถาจะไม่รู้ถึงความผิดปกตินี้เล่า นางรู้อยู่เต็มอก ก็สายตาระยิบระยับของเจ้าเด็กหนุ่มอี้เหวินนั่นเวลามองมายังบุตรสาวนาง มันช่างแวววาวสะท้อนวิบวับแสบตา จนคนมองตาแทบบอดไปเสียเดี๋ยวนั้น นางลอบสังเกตดูอยู่ห่างๆ เห็นว่าเขารักษามารยาทได้เป็นอย่างดี แววตาก็ชื่นชมบุตรสาวนางอย่างเต็มเปี่ยม จึงไม่ได้ห้ามปรามอะไร
ถึงแม้หูอี้เหวินจะมีนิ้วเท้าเกินมาหนึ่งนิ้ว แต่บุตรสาวนางก็มีปานบนใบหน้าเช่นกัน หากทั้งสองคนยินดีที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน นางก็จะสนับสนุน เวลานี้นางถึงได้ให้จางจื่อเหมยเป็นคนไปสั่งตะกร้าที่บ้านหูด้วยตนเองเพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้พูดคุยกันบ้าง
จางจื่อฉีและจางจื่อเจี้ยนสองพี่น้องกำลังหาบฟืนที่เพิ่งไปตัดเข้ามาทางในครัว เมื่อเก็บฟืนไว้เรียบร้อยดีแล้ว ก็พากันเดินมาทักทายจางเฟยอี
“เฟยอี ระยะนี้พวกเราไม่ต้องไปหาบน้ำเข้านามากนัก เลยพากันขึ้นเขาไปตัดฟืนทยอยเอามาเก็บไว้ใช้ช่วงฤดูหนาว บ้านเจ้าก็ไม่มีฟืนเช่นกันนี่ เดี๋ยวพวกเราจะตัดไปให้เจ้าไว้บ้าง” จางจื่อฉีกล่าวพลางใช้ผ้าเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
“ดีเลยเจ้าค่ะพี่จื่อฉี ข้ากำลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดี เฟยหรงกับซีห่าว ก็พอจะช่วยกันตัดมาได้บ้าง แต่ข้ากลัวว่าจะไม่พอใช้ หรือพี่จื่อฉีจะเอาไปขายให้ข้าก็ได้นะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก พวกเราสามคนรวมทั้งลี่จิ่นขึ้นเขาไปพร้อมกัน ช่วยกันตัดมาเติมให้เต็มทีละบ้านก็น่าจะพอใช้แล้วล่ะ หรือไม่อย่างนั้นก็ให้พวกเด็กโตตามพวกเราขึ้นไปด้วย จะได้ช่วยกันขนลงมา"
“อย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ รบกวนพวกพี่ด้วยแล้วกัน”
เสร็จธุระแล้วจางเฟยอีก็รีบกลับบ้านทันที วันนี้นางมีงานใหญ่ที่ต้องสะสางที่บ้าน หลายวันมานี้นางรู้สึกคันศีรษะบ่อยๆ แต่ก็ไม่คิดอะไร จนเมื่อนางช่วยจางเฟยเทียนเช็ดผมและสางผมให้เขาอยู่นั่นแหล่ะ จึงได้เห็นว่าบนศีรษะเขามีเหา จึงจับเด็กชายทุกคนมาตรวจดูก็พบว่าทุกคนล้วนมีเหากันทั้งหมด เช่นนั้นที่ตนเองคันศีรษะอยู่ทุกวันก็คงจะไม่รอดพ้นไปเช่นกัน
เวลานี้ที่บ้านสามยังไม่ได้สร้างห้องอาบน้ำแยก มีเพียงห้องส้วมที่แยกออกจากตัวบ้านไปทางด้านหลังใกล้กับห้องเก็บฟืน เมื่อนางจะอาบน้ำนางก็เอาอ่างน้ำเข้ามาไว้ในห้อง ส่วนเด็กๆ เวลานี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว จึงต้มน้ำอาบและอาบกันในครัว
วันนี้ตั้งใจจะจับเด็กๆ สระผมด้วยยากำจัดเหาชนิดสระที่มีอยู่ในร้านขายยาในมิติ นางจึงนำเตียงหวายขนาดเล็กออกมาตัวหนึ่งมาตั้งไว้ที่ข้างบ่อน้ำนอกบ้าน ต้มน้ำเตรียมทำน้ำอุ่นสำหรับสระผมให้เด็กๆ ทีละคน โดยให้พวกเขานอนหงายบนเตียง แล้วยื่นศีรษะออกมาด้านบน คล้ายกับเตียงสระผมในร้านทำผมยุคใหม่
เด็กๆ ต่างก็เพลิดเพลินกับการได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยน สลับกันนอนหงายสระผมมองดูท้องฟ้าโปร่ง รอบกายมีพี่น้องที่รักพูดคุยกันอยู่ข้างๆ บรรยากาศอบอุ่นเป็นที่สุด
“ระหว่างนี้ต้องใช้หวีนี้สางผมทุกวัน ให้ไข่เหามันหลุดออกมา แล้วอีกเจ็ดวันก็ต้องใช้ยาสระผมนี้อีกครั้ง สระผมบ่อยๆ ก็จะไม่เป็นเหาอีก พรุ่งนี้เฟยหรงก็ไปรับน้องสาวมาสระผมด้วยเล่า” จางเฟยอีพูดไปก็ใช้หวีเสนียดสางผมให้จางเฟยเทียนไปอย่างเบามือ นางคิดว่าต่อไปเวลาพวกผู้ใหญ่มาอาบน้ำ นางก็คงต้องให้พวกเขาใช้ยากำจัดเหาสระผมกันทุกคนแล้วล่ะ
……….
จางต้าฉวนและจางต้าหลางใช้เวลาไม่กี่วันในช่วงเวลาว่างตอนเย็น มาทำค้างไม้ไผ่บนแปลงผักให้เฟยอี เด็กบ้านสามและบ้านเฉิงค่อยๆ ทยอยย้ายกล้ามาเพาะปลูกลงบนแปลงผักทุกวันจนเสร็จสิ้น หญ้าแห้งที่ตัดตอนพลิกหน้าดินก็นำมาใช้คลุมดินได้เป็นอย่างดี
จางเฟยอีเสนอให้จางจื่อเจี้ยนที่อายุ 14 ปี และจางลี่หมิงวัย 8 ปี มาช่วยรดน้ำผักในตอนเช้าทุกวันพร้อมกับเด็กชายทั้งสี่ที่บ้านนาง โดยนางจะเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกิน และสอนให้พวกเขารู้จักคิดเลขเป็นค่าตอบแทน ต่อไปพวกเขาจะต้องช่วยครอบครัวทำการค้า จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเอาไว้
วันนี้ คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว หัวไชเท้าและต้นหอม ต่างก็พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว สะใภ้ทั้งสองคนมาช่วยจางเฟยอีเก็บผักตั้งแต่เช้าตรู่ พวกนางไม่กล้าให้เด็กๆ มาช่วยเพราะเกรงว่าเด็กๆ จะทำผักที่ล้ำค่าเสียหาย
นางไป๋ซื่อถึงกับเหงื่อตก ปากซีดเมื่อรู้ว่าราคาผักแพงมากขนาดไหน เวลานี้นางต้องเก็บผักราคาสูงด้วยมือของนางเองจึงทะนุถนอมแต่ละต้นราวกับอุ้มทารกตัวน้อยๆ เอาไว้ เมื่อเห็นท่าทางขบขันของสะใภ้ใหญ่และหลานสาวที่กำลังมองนางแล้วส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ กันอยู่ ก็ได้แต่ถลึงตาใส่พวกนางทั้งสองคนแล้วค่อยๆ ย่องไปตัดผักต้นต่อไปอย่างระมัดระวัง
“เร่งมือเข้าเถิดพวกเจ้าสองคนน่ะ นี่ถ้าพวกเจ้าไปเป็นลูกจ้างรับเงินผู้ใดเข้า มัวแต่อู้งานเช่นนี้มีหวังได้ถูกไล่ตะเพิดกลับบ้านไปไม่ทันแล้ว อยากได้เงินเขาก็ต้องทำงานแลกดูข้าเป็นตัวอย่างสิ ใครให้ข้าทำอะไรได้เงินข้าทำหมด ทั้งยังลงแรงไม่ให้คนเขาเสียเปรียบอีกด้วย” นางไป๋ซื่อทำงานไปโอ้อวดตนไปไม่มีหยุดปาก สตรีอีกสองคนก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร ถือว่าจะได้มีเรื่องสนุกให้ฟังไปเรื่อย ๆ ระหว่างทำงาน
ผักตะกร้าแล้วตะกร้าเล่า ค่อยๆ ทยอยกันขนส่งออกมาจากบ้านสามสกุลจาง จางต้าฉวนจ้างเกวียนวัวของอ้ายกัวเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว พาจางจื่อฉีแบ่งผักส่วนของตน ไปที่ภัตตาคารจินหลงที่ในเมือง ผักเหล่านี้มีราคาสูงชาวบ้านไม่สามารถรับซื้อไว้ได้ทั้งหมดเป็นแน่ เขาจึงคิดจะแบ่งมาให้ภัตตาคารจินหลงก่อนขณะที่ผักยังสดใหม่อยู่
ตอนที่เดินทางกันมา สองคนพ่อลูกต่างก็กังวลเพราะพวกตนไม่เคยได้พบกับคุณชายสามเยี่ยมาก่อน ทั้งยังไม่ได้มาแจ้งเอาไว้ล่วงหน้าเกรงว่าคนเขาจะไม่ให้พบ แต่ที่ไหนได้ระหว่างทางเมื่อผู้คนเห็นผักสีเขียวสดใหม่บนเกวียนเช่นนั้นต่างก็ร้องทักทายทักถามขอซื้อจากพวกเขาไปตลอดทาง ดูแล้วความต้องการผักในเมืองเฉินหนงนี่มีไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ถูกขับไล่ออกมากระมัง
เสี่ยวเอ้อร์ภัตตาคารจินหลง เมื่อเห็นคนบรรทุกผักมาเต็มมุ่งเข้ามาที่ภัตตาคารโดยตรง ก็กระโจนออกไปต้อนรับแทบไม่ทัน
“พี่ชายๆ เอาผักมาขายหรือ เชิญๆ เอาเกวียนเข้าไปจอดด้านในเถิด ข้าจะดูแลให้เอง” เสี่ยวเอ้อร์ร่างผอมกุลีกุจอนำทางพวกเขาเข้าไปทางประตูด้านข้าง พร้อมบอกให้สหายของเขาไปตามหลงจู๊ของภัตตาคารมา จางต้าฉวนกับบุตรชายเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ไปในร้านส่วนอ้ายกัวก็นั่งเฝ้าผักอยู่ที่เกวียน