ซุนนานตัวมันและแม่ๆ ทั้งสองของมันไม่รอช้าค่อยๆ ก้าวเข้าไปด้านในและเริ่มมองสำรวจในทันที หากแต่ซุนจิ้งหร่านและซุนเฟิ่งย่าสตรีทั้งสองนั้นมิอาจจะได้อะไรจากแผ่นจาลึกอักษรวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
พวกนางต่างรู้ว่าการจะเข้าใจจารึกอักษรวิญญาณเหล่านี้ได้นั้นว่ากันว่าส่วนหนึ่งคือโชคลาภวาสนา มีคนบางตระกูลสามารถอ่านและเข้าถึงอักษรวิญญาณบางประเภทได้ตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องรู้ความหมายของแผ่นจารึกอักษรวิญญาณ
นอกจากนั้นก็มีเพียงนักอักษรเท่านั้นที่มีความสามารถในการหยั่งถึงและตีความหมายของเหล่าอักษรวิญญาณได้
หากแต่ตัวมันซุนนานเพียงแค่เดินผ่านศิลาเหล่านี้ มันก็รับรู้ความหมายต่างๆ ทันที 'หรือนี่คือความสามารถของการล่วงรู้ของมหาปฐมอักษรแรกกำเนิด' ซุนนานตัวมันกำลังคิด เพราะมันรู้ตัวว่ามันรู้ความหมายของแผ่นศิลาโดยรอบในทันทีแม้จะไม่ได้ส่งจิตวิญญาณเข้าไปสัมผัสเพื่อรับรู้ [คัมภีร์มารวานรจตุหัตถ์] [คัมภีร์คชสารดารา] [คัมภีร์สวนกระบี่สวรรค์] [คัมภีร์มหาจันทรา] [คัมภีร์อัคคีโลหิต] ...
"ท่านแม่แผ่นจาลึกอักษรวิญญาณเหล่านี้คือคัมภีร์ยุทธ์ขอรับ" ซุนนานกล่าว
ในไม่ช้าสองสตรีก็หันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง "ซุนน้อยเจ้าเข้าใจในอักษรวิญญาณเหล่านี้รึ" ซุนเฟิ่งย่ากล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกใจยิ่ง
"ใช่ขอรับ" ซุนนานกล่าวตอบ
แม้คำตอบของซุนนานจะเรียบง่ายหากแต่ในใจของทั้งสองสตรีกับราวกับโดยฟ้าผ่า สิ่งที่ซุนน้อยของพวกนางพูดมันมีความหมายมากเกินไป จนในใจของพวกนางทั้งสองถึงกับคิดว่า ตัวของซุนน้อยของพวกนางนั้นไม่รู้ถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของการล่วงรู้อักษรวิญญาณเหล่านี้
มันประหนึ่งเป็นผู้ล่วงรู้ความลับของตระกูลอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินนี้ ที่ว่ากันว่าต่างมีบรรพบุรุษผู้มีวาสนาในอดีตบังเอิญเข้าใจส่วนหนึ่งของเหล่าคัมภีร์ยุทธ์ที่ได้จากแผ่นจารึกอักษรวิญญาณ และด้วยสิ่งนี้ทำให้ภายหลังเหล่าตระกูลเหล่านี้ต่างกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน
นอกจากนั้นยังพยายามฝึกฝนคนในตระกูลให้ล่วงรู้ซึ่งอักษรวิญญาณในแผ่นจารึกอักษรวิญญาณที่ตระกูลของตัวเองได้มาครอบครองให้ได้มากที่สุด หากแต่ดูเหมือนว่าตระกูลต่างๆ ต่างเข้าใจแผ่นจารึกอักษรวิญญาณกันเป็นบางส่วนเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นตัวซุนนานไม่รู้เลย
และเพราะทุกตระกูลใหญ่มักเป็นแบบนี้ทำให้พวกมันมักต้องตามหาตัวนักอักษรที่มีพลังวิญญาณระดับสูงไปช่วยในการตีความแผ่นจารึกอักษรวิญญาณของตัวเอง และนั้นก็ทำให้เหล่านักอักษรกลายเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับอย่างสูงในโลกใบนี้ ก็เพราะพวกมันนั้นสามารถมองเห็นความลับยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในแผ่นจารึกอักษรวิญญาณได้นี่เอง
ในระหว่างที่สตรีทั้งสองยังตกตะลึงซุนนานก็เดินสำรวจต่อไป โดยมันมิได้สนใจแผ่นจารึกอักษรวิญญาณที่อยู่ด้านฐานอีกต่อไป หากแต่เป็นแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองที่ส่องประกายสว่างมีรัศมีของตัวเองที่อยู่ด้านบน
ซุนนานค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดชั้นแล้วชั้นเล่า จนในที่สุดมันก็ขึ้นมาถึงด้านบน มันพบว่าที่ด้านบนนั้นมีแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองส่องสว่างอยู่สามแผ่นวางไว้เรียงกัน
[คัมภีร์โอสถสวรรค์] [คัมภีร์หลอมสมบัติห้าธาตุ] [คัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์]
'ทั้งสามคัมภีร์นี้มิใช่คัมภีร์ยุทธ์ หากแต่เป็นคัมภีร์เฉพาะด้านทั้งนั้น' และเมื่อซุนนานหยิบแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองนั้นขึ้นสำรวจดูตรงมุมหนึ่งของแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองนี้กับมีอักขระวิญญาณระดับสูงเล็กๆ ซ่อนอยู่ มันเหมือนกับเป็นนามของผู้สร้างศิลาเหล่านี้ "วิสุทธิเทพ"
ในไม่ช้าจิตใจของซุนนานตัวมันก็ล่องลอยราวกับความฝัน มันกำลังเห็นบุรุษผู้หนึ่งรูปร่างสง่างามรอบกายมีรัศมีแสงสว่างอ่อนๆ ทอประกายแสดงออกให้เห็น แสดงออกซึ่งความสูงส่งเหนือผู้คนในแดนดิน บุรุษผู้นี้สวมใส่ชุดสีขาวกำลังนั่งหลอมโอสถอย่างสบายๆ ใจ ไม่ช้าโอสถที่ออกจากเตานั้นก็ราวกับมีชีวิต มันส่งเสียงร้องและบินวนรอบบุรุษผู้นั้น
เมื่อซุนนานเห็นภาพนี้มันก็พลันนึกถึงเรื่องเล่าในตำนานของเหล่าหมอโอสถ เมื่อกลั่นโอสถถึงระดับสูงสุดโอสถนั้นจะมีจิตวิญญาณ หากแต่ผู้ที่จะกลั่นโอสถประเภทนี้ได้ก็มีแต่หมอเทวะที่แท้จริงเท่านั้น
ไม่ช้าซุนนานก็ออกจากห้วงความฝัน มันพึงเคยเห็นหมอเทวะเป็นครั้งแรกและไม่น่าเชื่อเลย "โอสถระดับ 7 ลายนั้นมีอยู่จริง" ไม่ช้าซุนนานตัวมันก็วางแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองนั้นลงและไปหยิบอีกแผ่นขึ้นมาสำรวจดู ไม่ช้ามันก็พบว่ามีอักษรวิญญาณที่เขียนไว้ว่า "วิสุทธิเทพ" เช่นเดิม ไม่ช้าตัวมันซุนนานก็ดำดิ่งสู่ห้วงความฝัน
มันเห็นบุรุษรูปงามคนเดิม หากแต่ครั้งนี้กับยื่นนิ่งท่วงท่าสง่างามพร้อมกับกำลังควบคุมธาตุต่างๆ โดยมีอัคคีสีทองเป็นพื้นฐาน แสงสีที่เกิดขึ้นนั้นตระการตาราวกับเป็นวันดับโลก ไม่ช้ามวลเมฆาก็ปั่นป่วน ฟ้าดินก็หมุนวนเป็นตาพายุ "เปรี๊ยงๆๆ" อัสนีมากมายสายแล้วสายเล่าผ่าเข้าไปในกลุ่มแสงหลากสีที่วิสุทธิเทพท่านนั้นควบคุมอยู่ หากแต่มันยังไม่ทันสัมผัสซึ่งวัตถุที่อยู่ภายในกลุ่มแสงนั้นๆ มือของวิสุทธิเทพก็ปัดป้องพวกมันอย่างง่ายดาย ราวกับว่าสายฟ้าสวรรค์เหล่านี้เป็นเพียงสายลมบางเบาๆ ทั้งๆ ที่กระแสอัสนีคลั่งสีทมิฬเหล่านี้ ไม่ว่ามันจะปะทุไป ณ ที่แห่งหนใด ที่แห่งหนนั้นก็ฉิบหาย หายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ขุนเขาก็ดับสลายหายไป แตกสลายเป็นเถ้าถ่าน เป็นฝุ่นผงสีดำ
หากแต่ในไม่ช้าเสียงหัวเราะดังก้องของวิสุทธิเทพผู้สง่างามผู้นี้ก็ดังก้องกลบเสียงของอัสนีทมิฬคลั่งทั้งหลายไปในทันที ไม่ช้าที่ด้านหน้านั้นก็ปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งตรงหน้าของวิสุทธิเทพผู้นั้น รอบตัวเรือนของมันนั้นมีแสงประกายงดงามเป็นรัศมีสีรุ่ง ทอประกายสว่างไสวจ้าดุจแสงอาทิตย์ ในดินแดนที่มีเมฆเมฆาสีทมิฬเช่นนี้ปกคลุม กระบี่วิเศษนี้กับเด่นสง่ายิ่ง เกิดเป็นภาพงดงามตระการตาชวนตกตะลึงแก่ผู้พบเห็นนัก
ซุนนานตัวมันมิอาจรู้ได้เลยว่าอานุภาพของกระบี่ที่วิสุทธิเทพนั้นสร้างขึ้นจะมีอำนาจสะท้านสะเทือนโลกหล้าถึงเพียงไหน ไยมันจึงแลดูสูงส่งถึงเพียงนี้ หากแต่การหลอมสร้างของวิสุทธิเทพผู้นี้ราวกับว่าสร้างมันขึ้นมาอย่างง่ายดาย
ไม่ช้าวิสุทธิเทพผู้นั้นก็หันมามองที่ซุนนานเขายิ้มให้มันก่อนที่ในไม่ช้าภาพต่างๆ เหล่านั้นก็พลันหายไป
ตัวซุนนานนั้นไม่รู้ว่ากระบี่นั้นคืออะไร หากแต่สิ่งที่มันรู้ได้อย่างแน่ชัดคัมภีร์หลอมสร้างสมบัตินี้ก็น่าจะไม่ต่างกับคัมภีร์โอสถสวรรค์ที่มันเปิดอ่านเมื่อครู่ มันน่าจะมีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อครู่ในคัมภีร์โอสถสวรรค์มันเห็นวิสุทธิเทพหลอมโอสถระดับสูงสุด 7 ลายเส้นง่ายดายราวกับทำขนมเปี๊ยะ มาครั้งนี้เมื่อมันเพ่งจิตไปที่นามของวิสุทธิเทพในคัมภีร์หลอมสมบัติห้าธาตุ มันก็พบว่าวิสุทธิเทพผู้นี้ก็กำลังหลอมสมบัติอยู่ และตัวมันก็ไม่ต้องพูดเลยว่าระดับสมบัตินั้นคืออะไร มันน่าเป็นสมบัติฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งแน่ๆ
ซุนนานได้แต่คิดวิสุทธิเทพผู้นี้ช่างมีอำนาจยิ่งใหญ่ตระการตาจริงๆ
และเช่นเดิมเมื่อซุนนานสำรวจแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองของคัมภีร์หลอมสมบัติห้าธาตุเสร็จ มันก็มุ่งตรงไปยังแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองของคัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์ทันทีสิ่งที่มันสนใจมิใช่ค่ายกล หากแต่มันอยากรู้ว่าคัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์นั้นผู้สร้างแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองจะใช้วิสุทธิเทพผู้เดิมอีกหรือไม่
และในไม่ช้ามันก็ได้รับรู้ เป็นดังที่มันคิดวิสุทธิเทพคือผู้สร้างมัน
กลางมหาจักรวาลมีหลุมดำใหญ่ยักษ์เกินบรรยายปรากฏ ในใจกลางหลุมดำนั้นปรากฏว่ามีเผ่าพันธุ์บางอย่างที่มีรูปร่างใหญ่โตยิ่งกว่ายักษ์ เรือนกายของพวกมันเป็นสีโลหิต นัยน์ตาก็ทอประกายโหดเหี้ยมเป็นที่สุด จำนวนของพวกมันนั้นมากมายมหาศาลนัก ไม่ใช่เรือนหมื่นหรือแสน หากแต่เป็นล้านล้านชีวิต กำลังแผ่พุ่งออกมาจากหลุมดำนั้น
หากแต่ภายนอกหลุมดำนั้นมีบุรุษชุดขาวผู้สง่างามผู้หนึ่ง ราวกับกำลังสลักอาคมบางอย่างอยู่จากนั้นในไม่ช้าร่างของบุรุษผู้นั้นก็แปรเปลี่ยน กลายเป็นมีร่างกายขนาดใหญ่ยักษ์หลายหมื่นจั้ง เรือนกายทั้งหมดเป็นประกายพร่างพราวราวกับเพชรอัญมณียอดมงกุฎนอกจากนั้นยังมีแสงสีทองลุกไหม้อยู่ตลอด ซุนนานมิรู้เลยว่าร่างกายแบบนี้คืออะไร
หากแต่ในไม่ช้า ราวกับว่าเป็นการตระหนักรู้ที่มหาปฐมอักษรแรกกำเนิดหมอบให้ มันบอกต่อซุนนานเป็นความรู้สึกตระหนักรู้ว่า [ร่างแปลงแห่งราชาสวรรค์ - เมื่อเข้าสู่ระดับทวยเทพทุกผู้นามล้วนมีร่างแปลงแท้จริง]
และด้วยความตระหนักรู้นี้ ทำให้ซุนนานได้รับรู้ความจริงบางอย่างของมหาจักรวาล ในโลกใบนี้มีทวยเทพ และเหล่าทวยเทพต่างก็มีร่างแปลง และร่างแปลงที่ใหญ่โตและสง่างามนี้คือร่างแปลงของวิสุทธิเทพผู้นี้นี่เอง
หลังจากวิสุทธิเทพเข้าสู่สภาวะร่างแปลง มหาจักรวาลก็ปรากฏวงล้อของมหาค่ายกลกักสวรรค์ ฝูงสรรพชีวิตที่น่ากลัวจำนวนมากต่างกีดร้องหลุดดำนั้นราวกับค่อยๆถูกม้วนกลับด้วยค่ายกลขนาดใหญ่นี้ หากสิ่งมีชีวิตใดพยายามฝ่าฝืนพวกมันล้วนกลายเป็นซากไปอย่างรวดเร็ว ระเบิดเป็นจุณในพริบตา
มหาจักรวาลโดยรอบราวกับกำลังถูกบีบอัดแล้วม้วนกลับ และไม่นานนักหลุมดำและเหล่าตัวตนน่ากลัวเหล่านั้นก็หายไป
วิสุทธิเทพออกจากร่างแปลงกลับเป็นบุรุษชุดขาวผู้สง่างามเช่นเดิม ลอยตัวนิ่งค้างกลางมหาจักรวาลอันไร้จุดจบ
ซุนนานตัวมันได้แต่กลืนน้ำลายมันพึงเคยเห็นสิ่งอัศจรรย์และทรงอำนาจสำแดงฤทธิ์เช่นนี้ มันเป็นขอบเขตที่ตัวมันไม่เคยคาดฝันหรือคิดว่าจะมีผู้ใดกระทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวคนเดียว แม้แต่ในมิติเก่าก่อนของมัน หลุมดำนั้นก็ยังเป็นความรู้ที่แสนห่างไกลที่มนุษย์ปรารถนาจะรู้จักมัน หากแต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ในมิตินั้นของตัวมันต่างล่วงรู้ ในหลุมดำเหล่านั้นมีพลังงานดูดกลืนมากมาย ต่อให้ดวงอาทิตย์ก็ถูกดูดเข้าไปภายในได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโลกของมัน
หากแต่ตอนนี้กับมีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวนับล้านออกมาจากมันได้ และพวกมันแต่ละตัวก็ดูทรงอำนาจและยิ่งใหญ่นัก นอกจากนั้นยังมีบุรุษผู้หนึ่งสามารถหยุดการเกิดของหลุมดำนี้ได้อีก ความสามารถเช่นนี้... วิสุทธิเทพนั้นมีความสามารถมากมายถึงเพียงไหน ซุนนานได้แต่คิดและสับสนในใจ
ในไม่ช้าตัวของมันซุนนานก็ออกมาจากห้วงความฝันอีกครั้ง
หากแต่ในครั้งนี้หลังจากตัวมันกลับออกมาตัวมันก็พบว่า ในไม่ช้าโลกรอบๆ ตัวมันก็พลันมืดมิด ไม่ช้าก็มีเสียตะโกนเรียกของสตรีเพศร้องเรียกมัน "ซุนนานนนนนนนน ซุนนาน ซุนนานของแปดเจ้าเป็นอะไร" มันเป็นเสียงร้องของแม่เจ็ดและแม่แปด ซุนจิ้งหร่านและซุนเฟิ่งย่าที่ตะโกนเรียกหามันพร้อมกัน
ร่างของซุนนานล้มลงหมดสติ
.
.
.
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่ช้าตัวมันซุนนานก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นและได้สติอีกครั้ง มันพบว่าศีรษะของมันกำลังนอนหนุนตักอันนุ่มนิ่มของแม่แปดซุนเฟิ่งย่าอยู่ นอกจากนั้นด้านข้างก็ยังมีแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านอยู่ข้างๆ
"ซุนน้อยเจ้าอ่านอักษรบนแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองนั้นออกรึ" แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าวถามด้วยความสงสัย
"ขอรับ" ซุนนานกล่าวตอบรับตรงๆ
"เช่นนั้นเจ้าต้องระมัดระวัง แม่เจ็ดเคยได้ยินพี่หญิงอีเหยียนแม่สองของเจ้าเคยพูดเกี่ยวกับการอ่านอักษรวิญญาณเอาไว้ ว่ายิ่งอ่านมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องระมัดระวังพลังวิญญาณในตัวเองให้มากเท่านั้น เพราะการอ่านอักษรเหล่านี้จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมาก ซุนนานของแม่เจ็ดเจ้ายังเล็กเกินไปรู้ไหม เจ้าไม่ควรรีบร้อนอ่านพวกมัน"
พอซุนนานมันได้ยินเช่นนี้มันก็พลันเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่มาที่แห่งนี้ตัวมันก็ทำการอ่านเหล่าแผ่นจารึกอักษรวิญญาณหลายแผ่นโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง นอกจากนั้นมันก็ยังไม่ได้สังเกตซึ่งพลังวิญญาณของตัวมันเองอีก เพราะตั้งแต่เห็นแผ่นจารึกอักษรวิญญาณทองคำเหล่านั้น มันก็พลันหลงใหลอยากรู้ซึ้งสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น มันจึงอ่านอักษรเหล่านั้นโดยไม่ยั้งคิด โดยเฉพาะนามของวิสุทธิเทพ มันถึงกับใช้พลังวิญญาณของมันเป็นกระตุ้นอักษรจนเห็นภาพต่างๆ ที่ตระการตาและน่าเหลือเชื่อเกินบรรยายเหล่านั้น
ภาพเหล่านั้นที่แสดงคงกินพลังวิญญาณของตัวมันไป ซึ่งตัวมันซุนนานไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย ในโลกของนักอักษรซุนนานนั้นนับว่าอ่อนด้อยประสบการณ์อย่างแท้จริง
และเมื่อมันพยายามสัมผัสพลังวิญญาณในร่างมันก็พลันพบว่าเป็นความจริง ตอนนี้ประสาทสัมผัสรับรู้ของตัวมันเหือดแห้งเต็มที ซุนนานได้แต่ยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้ารับคำเตือนของแม่เจ็ดของมัน "แม่เจ็ดครั้งต่อซุนนานจะระมัดระวังขอรับ"
กล่าวจบมันก็พบว่าที่สองแก้มของตัวมันนั้นมีมือที่แสนนุ่มนิ่มสัมผัสอยู่ เมื่อมันเงยหน้ามอง มันก็เห็นใบหน้าของแม่แปดซุนเฟิ่งย่า ในดวงเนตรของนางนั้นคล้ายกับมีน้ำตาคลออยู่เล็กน้อย นางคงเป็นห่วงซุนนานมากจริงๆ
จากนั้นไม่ช้าสองมือที่โอบอุ้มสองแก้มของซุนนานก็เปลี่ยนเป็นสองมือที่กันหยิกสองแก้มเล็กๆ ของมันดึงไปมา "แม่แปดต้องลงโทษเจ้าที่ทำให้แม่แปดเป็นห่วง"
"แม่แปดซุนนานขอโทษขอรับ"
"แม่แปดคิดว่าเจ้าจะเป็นอะไรไปแล้วเสียอีก ซุนนานเจ้ารู้ไหมตัวเจ้าไม่เหมือน..." หากแต่เมื่อนางพูดถึงตรงนี้ นางก็หยุดพูด ก่อนที่น้ำตาของนางจะไหล และเปลี่ยนคำพูดเป็น "ซุนนานเจ้าต้องอยู่กับแม่แปดไปนานๆ รู้ไหม เจ้ารู้ไหมแม่แปดรักและเป็นห่วงเจ้ามากแค่ไหน ต่อไปจะทำอะไรต้องระวังตัว"
ซุนนานยื่นมือเล็กๆ ของมันเช็ดคราบน้ำตาให้นางก็จะกล่าวว่า "ขอรับท่านแม่แปด"