มารตีหลับตาแน่น ร่างเธอสั่นระริก เธอปล่อยเสียงครางสุดท้ายหลุดออกจากลำคออย่างไม่มีการกักเก็บไว้อีกเธอปล่อยให้ร่างกาย…นำทางหัวใจ
ชายสี่คนรุมล้อมร่างยั่วยวนราคะไว้ในวงแขน ความเร่าร้อนหลากหลายจังหวะถูกสลับสับเปลี่ยน ลิ้น มือ ริมฝีปาก ลมหายใจ จนเธอแทบไม่เหลือสติ แต่ถึงกระนั้น…เธอก็ยังโหยหาััที่“สื่อสารด้วยความรักแท้จริง”
และบัดนี้ เธอเจอแล้ว ในอ้อมแขนของเขา เสียงเนื้อกระทบกันถี่รัวแรงขึ้น หนักขึ้น กระชั้นขึ้น
“พี่รักเธอ…มารตี” ปพนต์กระซิบชิดข้างหูเธอ “ไม่ว่าจะเป็แบบไหนก็ตาม รตีคือทั้งหมดของพี่”
เธอร้องไห้ออกมา พร้อมกับขยับตัวไม่หยุด ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะรู้สึกได้ถึงการเป็"อิสระ" อย่างแท้จริง และในวินาทีนั้น ร่างกายของทั้งสองก็ปลดปล่อยทุกอย่าง...พร้อมกัน
เสียงหอบเหนื่อยแ่เบาลง พร้อมร่างกายที่หยุดเคลื่อนไหว ร่างมารตีแนบซบอยู่กับอกสามีดวงตาเธอแดงก่ำแต่เปี่ยมไปด้วยแววมั่นคง “ขอบคุณนะคะ…ที่ไม่หนีรตีไปไหน”
ปพนต์ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผมเปียกชื้นของเธอออกจากใบหน้า “เพราะรตีไม่หนีตัวเองพี่ก็จะไม่หนีเธอ”
มารตีนอนเปลือยกายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับสามี เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแสงดาวกระพริบระยิบระยับอยู่เต็มฟ้า ในหัวใจของเธอ ยังคงเต็มไปด้วยคำถามใหม่ๆที่รอวันให้ค้นหา แต่ตอนนี้…เธอรู้แล้วว่า
“ความรักไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ความจริงใจของคนข้างกายต่างหาก…ที่ทำให้เรากล้าจะรักในแบบที่เราเป็”
......
สายตาคู่นั้น มันไม่ได้เรียบร้อยเหมือนโปรไฟล์ในแฟ้มเลยสักนิด...
เช้าวันจันทร์ในเดือนที่ อากาศร้อนอบอ้าวแต่ในออฟฟิศของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในแห่งหนึ่ง กลับมีลมแปลกๆพัดผ่านเมื่อชายหนุ่มคนใหม่เดินเข้ามาในพื้นที่ทำงานอย่างเก้ๆ กังๆพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
“สวัสดีครับ ผมชื่อนัทพงษ์ มาฝึกงานครับ…”
เสียงทุ้มสดใสแบบวัยรุ่นของเขาทำให้มารตีเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันทีเธอเห็นเพียงชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าใสสะอาด ผมดำขลับเซ็ตมาหล่อพองามและรอยยิ้มที่ติดมุมปากเหมือนกับรู้ตัวว่าใครๆ ก็มอง
เธอชะงัก หัวใจเหมือนถูก “หยิก” เบาๆ ในอก...
“อ๋อ...นักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยใช่ไหมคะ?” มารตียิ้มจางๆ หันไปสบตาเขา
“ครับ พี่ ผมชื่อนัทพงษ์ เรียกนัท ก็ได้ครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้าแถมยังแอบขยิบตาเบาๆ อย่างซุกซน หรือเธอแค่คิดไปเอง?โอ้โห...ไอ้เด็กนี่...มีแววแฮะ...มารตีคิดในใจ แต่ยังคงรักษาท่าทีเงียบสงบปั้นหน้าเคร่งเอาไว้
“โอเคค่ะ งั้นเดี๋ยวพี่พาไปแนะนำกับทีมแล้วจะให้ลองช่วยงานพี่นิดหน่อยนะ” เธอลุกขึ้นยืน เดินนำเขาไปช้าๆพร้อมกับเสียงส้นสูงกระทบพื้นอย่างมั่นใจ แต่ในใจนั้นกลับปั่นป่วนอย่างประหลาดมันไม่ใช่ความรู้สึกของ ‘เ้านายกับเด็กฝึกงาน’ แบบปกติเลย
เวลาเที่ยง
หลังการแนะนำตัวและแบ่งงานง่ายๆ ให้ลองเริ่มต้น นัทพงษ์ก็ยกกล่องข้าวมานั่งตรงม้านั่งใต้ต้นไม้หน้าตึกเหมือนเด็กมหา’ลัยทั่วไป แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของวัน...เพราะมารตีบังเอิญเดินผ่านมา...และเขาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้อย่างเป็ธรรมชาติ
“พี่จะทานข้าวตรงนี้เหรอครับ?”
“ไม่ได้ตั้งใจค่ะ แค่ออกมาสูดอากาศเฉยๆ...” เธอตอบแต่สุดท้ายก็ทิ้งตัวนั่งข้างๆ เขาอย่างไม่ได้ตั้งใจเช่นกัน
นัทพงษ์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดแบบคนอารมณ์ดี “งั้นพี่ได้กลิ่นข้าวกล่องผมหรือยังครับ? ผมทำเองนะครับวันนี้ ต้มยำแห้งไก่ฉีก...”
“หืม...มีชื่อเมนูด้วยเหรอคะ?” มารตีหัวเราะแต่ก็แอบชมในใจว่าเ้าเด็กนี่มีเสน่ห์แปลกๆ
“ถ้าพี่ชิม จะรู้เลยว่าอร่อยแบบบ้านๆ เลยครับ” นัทพงษ์ว่าก่อนจะเขยิบกล่องข้าวให้เข้าใกล้มารตีแบบจงใจแม้จะไม่เนียนนัก
ใน่บ่าย
มารตีแอบสังเกตเขาหลายครั้ง แม้จะพยายามมีสมาธิกับงาน แต่หางตาก็แลไปทางเ้าหนุ่มฝึกงานอยู่เสมอบางครั้งเธอแกล้งเดินผ่านโต๊ะเขาโดยไม่จำเป็ บางครั้งก็แกล้งถามเื่ง่ายๆที่เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว และทุกครั้งที่เขาหันมาตอบ เธอก็ได้รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
คืนนั้นที่บ้าน
มารตียืนอยู่หน้ากระจก มองตัวเองในชุดนอนผ้าบางเบา ที่ปราศจากชั้นในเธอยิ้มจางๆ ขณะคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“ไอ้หนูคนนั้น แววตาตอนมองเราน่ะ...มันยังไงกันนะ” เธอไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว...รู้สึกเหมือนหญิงสาวที่ถูก“เหล่” และเธอก็...ยินดีให้เหล่เสียด้วยสิ
เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมเล็กยังคงพ่นลมหวิวเบาๆคลอไปกับเสียงแป้นพิมพ์และปลายนิ้วที่แตะลงบนหน้าจอแท็บเล็ตของมารตี
ข้างๆ เธอ นัทพงษ์ หนุ่มนักศึกษาฝึกงานวัย 22ที่สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าจางๆ สะอาดสะอ้าน ผมหน้าม้ายังดูยุ่งนิดๆอย่างไม่ได้ตั้งใจเซต กำลังก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่ แบบไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรนัก เขาเหลือบตาแอบมองเธอบ่อยครั้งแต่พยายามไม่ให้มารตีสังเกตเห็น ทว่า... สายตาคู่นั้นก็ซ่อนอะไรไว้ไม่มิดนัก
มารตีนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม ขายาวเรียวงามในถุงน่องสีเนื้อของเธอดูราวกับภาพสลักกลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมแนววานิลลาผสมกลิ่นดอกไม้จางๆ ลอยกระทบปลายจมูกของนัทพงษ์เป็พักๆทำเอาเขาเผลอกระพริบตาถี่ หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่ได้กลิ่นนั้น
“อ่านถึงไหนแล้วคะ?” เธอถามขึ้นอย่างนุ่มนวลโดยไม่หันไปมองตรงๆน้ำเสียงนั้นไม่ได้เข้มงวดเหมือนที่เคยใช้กับลูกน้องแต่กลับฟังเหมือนรุ่นพี่สาวคนสวยที่อยากชวนคุย
นัทพงษ์สะดุ้งเบาๆ “อ่ะ…อ๋อ ครับ... ถึงหน้า 8 แล้วครับ พี่”
“แหม เรียกพี่แบบนั้น ทำไมรู้สึกเหมือนเราอายุไม่ห่างกันเท่าไรเลยเนอะ?” เธอหันมาช้อนตามองนิดๆ ยิ้มจางๆ ที่มุมปากอยากยั่งเย้าก่อนจะเอียงหน้าลงเล็กน้อยอย่างจงใจ
“เอ่อ…ผมแค่เกรงใจครับ พี่รตียังดูไม่เหมือนผู้บริหารเลย”เขารีบพูดออกมา ก่อนจะเบือนหน้าแดงๆ หนี
“แล้วดูเหมือนอะไรล่ะ?” เสียงเธอเจือเสียงหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่กับท่าทีเขินแบบเด็กหนุ่มของเขา
นัทพงษ์กลืนน้ำลายอย่างประหม่าพยายามคิดหาคำตอบที่ไม่ดูทะลึ่งแต่ก็ไม่อยากให้เธอคิดว่าเขาไม่มีเสน่ห์ “เหมือน...รุ่นพี่มหาลัยที่คนแอบชอบกันทั้งคณะครับ…”
คราวนี้มารตีเงียบไปนิดหนึ่ง ดวงตาไหววูบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ประกายวาววับขึ้นมาเล็กน้อยเธอกลั้นยิ้มไว้แทบไม่อยู่ ขณะที่หัวใจเธอก็เต้นแรงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
“โอเค...งั้นรุ่นพี่คนนี้ขอให้รุ่นน้องช่วยสรุปเอกสารให้ฟังหน่อยละกันนะคะ”เธอกลับมาใช้เสียงปกติ แต่แฝงแววซุกซนชัดเจน
นัทพงษ์ตั้งหลักใหม่ พลางหยิบเอกสารขึ้นมาทำเสียงจริงจังแต่ออกจะติดขัดนิดหน่อยยิ่งเวลาที่มารตีโน้มตัวเข้ามาใกล้ แม้ไม่ใกล้จนถึงขั้นละลายหัวใจแต่ใกล้พอจะทำให้หูของเขาร้อนผ่าวไปถึงต้นคอ
หนุ่มรุ่นน้องยังไม่ได้แตะเธอไม่แม้แต่จะกล้าขยับตัวเข้าใกล้เกินความเหมาะสม แต่บางอย่างในอากาศระหว่างเขาและเธอกำลังสะสมพลังบางอย่างไว้เงียบๆ และมารตีก็รู้…ว่าเธอเองก็เฝ้ารอให้พลังนั้นะเิออกมาเช่นกัน แต่ไม่ใช่วันนี้ สาวสวยอยากเล่นกับไฟ…โดยไม่ให้โดนเผา
ชั้นบนของอาคารสำนักงานกลางเมืองบ่ายวันศุกร์แสนธรรมดาดูจะคึกคักขึ้นเล็กน้อยเมื่อแสงแดดลอดกระจกสะท้อนลงบนเส้นผมของหญิงสาวในชุดกระโปรงเข้ารูปสีเทาอมม่วงที่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ
ชายหนุ่มฝึกงานเดินผ่านมาโดยบังเอิญ หรืออาจจะตั้งใจเผลอเดินผ่านตรงนี้ก็ไม่รู้แน่เขาชะลอฝีเท้าเล็กน้อย สายตาเหลือบไปมองเรือนผมที่ปล่อยยาวลงมาเลยต้นคอของผู้บริหารสาวแล้วไล่ลงมายังแผ่นหลังที่ยืดตรงอย่างสง่างาม
ร่างนั้นกำลังชงกาแฟอยู่เงียบๆ ไม่ทันได้รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังแอบตกหลุมรักเธอเข้าแล้วเขามองอย่างหลงใหลในทุกมุม ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะเซ็กซี่เลยแม้แต่นิดเดียว เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นเบาๆทำให้มารตีหันกลับไปมอง
“มาหากาแฟเหมือนกันเหรอจ๊ะ?” เธอถามขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆพร้อมยื่นแก้วกระดาษใบเล็กให้ ก่อนที่เครื่องกดอัตโนมัติจะเริ่มทำงาน
ชายหนุ่มเกาหลังคอเบาๆอย่างขัดเขิน “ครับ ผม... เอ่อ แค่เดินมาสูดอากาศครับ