ตอนที่ 70 ไม่หวังผลตอบแทน
ตอนที่ 70“ไอ้ต้น !!” ดนัยมองหน้านายหมอตรงหน้าก่อนจะเรียกชื่อเขา“ไอ้ดนัย !!” หมอที่ชื่อต้นเองก็เรียกชื่อดนัย“ไอ้ต้น !!” ดนัยเรียกชื่ออีกครั้ง“ไอ้ดนัย !!” หมอต้นก็เรียกกลับจนกระทั่ง“หยุดก่อนนี่พวกเธอรู้จักกันเหรอแล้วจะเรียกชื่อกันไปๆมาๆแบบนี้ทำไม!!” หมออีกคนที่น่าจะชื่อเอกซึ่งดนัยได้ยินชื่อตอนอาบน้ำอยู่พูดห้ามทั้งคู่“ใช่ครับหมอเอกไอ้นี่ดนัยเองเพื่อนผมสมัยเรียนด้วยกัน” หมอต้นตอบหมอเอกไป“อ้อที่แท้ก็เรียนมาด้วยกันนี่เอง” หมอเอกพยักหน้า“ว่าแต่ไปไงมาไงวะถึงมาอยู่นี่เห็นว่าได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เหรออย่าบอกนะว่ากลับลาออกแล้วกลับมาสมัครที่นี่น่ะไม่เห็นบอกกันก่อนเลยวะดนัย” หมอต้นหันมาถามดนัย“เปล่าฉันยังทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นพอดีกลับมาไทยคราวนี้เพราะจำเป็นน่ะ” ดนัยตอบ“งั้นเหรอว่าแต่ที่หมอเอกบอกว่าไอ้ดนัยเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ที่มาจากญี่ปุ่นนี่เข้าใจล้อเล่นนะครับเนี่ย” หมอต้นพยักหน้าก่อนจะหันไปคุยกับหมอเอก“หือ...ฉันไม่ได้ล้อเธอเล่นนะหมอต้นหมอดนัยเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ที่มาจากญี่ปุ่นจริงๆ” หมอเอกที่เห็นว่าหมอต้นคิดว่าเขาพูดเล่นจึงพูดยืนยันไปอีกรอบหมอต้นที่ได้ยินดังนั้นจึงหันกลับมามองดนัยที่ยืนยิ้มให้เขาอยู่“เออเรื่องจริงตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ฉุกเฉินประจำโรงพยาบาลทาเคนากะแล้ว” ดนัยบอกกับเพื่อนของเขา“บ้าน่าแกพึ่งจบพร้อมฉันเองนะเฮ้ยฉันทำงานมาทั้งปียังไม่เคยมีเคสผ่าตัดเป็นของตัวเองเลยอย่างมากก็เป็นแค่ผู้ช่วยมือหนึ่ง” หมอต้นอุทานออกมาเมื่อได้ยินจากปากเพื่อน“ก็นะมันเกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่างน่ะเอาไว้มีเวลาจะเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วกันหมอเอกสินะครับผมณัฐดนัยครับ เรียกดนัยเฉยๆเหมือนต้นมันก็ได้ตอนสมัยเรียนผมได้ยินชื่อเสียงหมอเอกบ่อยๆเลยครับ” ดนัยหันไปทำความรู้จักกับหมอเอกซึ่งตอนสมัยเรียนนั้นเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของหมอเอกประจำโรงพยาบาลศิริราชมาบ้างซึ่งฝีมือการผ่าตัดของหมอเอกนั้นอยู่อันดับต้นๆของประเทศไทยเลยทีเดียวซึ่งหมอเอกนั้นอายุเขาราวๆสามสิบห้าปีเท่านั้นซึ่งถือว่าอายุน้อยมากถ้าเทียบกับฝีมือระดับประเทศ“ครับหมอดนัยแต่เรื่องชื่อเสียงผมคงสู้หมอดนัยไม่ได้ก็หมอพึ่งผ่าตัดเคสน้องส้มสำเร็จนี่ครับตอนนี้ถ้าคลิปการผ่าตัดถูกส่งออกไปทั่วโลกหมอทุกคนคงรู้จักชื่อหมอดนัยกันหมดแถมหมอดนัยยังเป็นคนไทยด้วยในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกันผมอดภูมิใจไปด้วยเลยที่มีหมอไทยเก่งๆแบบนี้” หมอเอกพูด“ผมก็ได้แต่ทำตามที่ฝึกมาล่ะครับแถมผมเองก็โชคดีด้วยเรื่องความรู้และประสบการณ์เองคงสู้กับหมอคนอื่นๆไม่ได้” ดนัยพูดถ่อมตัว“ตามที่ฝึกกับหมอทาเคนากะสินะครับ” หมอเอกยิ้มออกมา“หมอทาเคนากะใครเหรอครับหมอเอก ??” หมอต้นสงสัย“หือนี่เธอไม่รู้จักงั้นเหรอหมอต้น !!” หมอเอกอุทานอย่างแปลกใจ“หึ...ไม่รู้จักครับ” หมอต้นส่ายหน้า“หมอทาเคนากะน่ะเป็นหมอเจเนรัลลิสต์ที่มีฝีมือระดับโลกเธอเชี่ยวชาญการผ่าตัดทุกสาขาถ้าจำไม่ผิดปีหรือสองปีก่อนเนี่ยแหละเธอได้รับเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลแต่เธอดันปฏิเสธเลยกลายเป็นข่าวดังไปทั่ววงการเลย” หมอเอกบอกข้อมูลของฮิคาริให้หมอต้นฟังคร่าวๆ“เจเนรัลลิสต์ ??” หมอต้นไม่รู้ความหมายของคำนี้จึงทวนขึ้นมาอย่างสงสัย“อ้อลืมไปเธอคงไม่เคยได้ยินคำนี้ในไทยสินะคำนี้น่ะเอาไว้ใช้เรียกหมอที่สามารถผ่าตัดได้ทุกสาขาอย่างเชี่ยวชาญซึ่งในประเทศไทยไม่ค่อยมีใครได้ยินกันหรอกเพราะหมอบ้านเรามุ่งเน้นให้เชี่ยวชาญเป็นสาขาไปแต่ถ้าเป็นที่อเมริกาล่ะก็จะได้ยินคำนี้บ่อยเพราะมีหลักสูตรนี้อยู่ด้วยแต่ผู้ที่จบมาและเชี่ยวชาญจริงมีน้อยมาก” หมอเอกอธิบาย“เชี่ยวชาญทุกสาขาบ้าน่ามีหมอที่สำเร็จศาสตร์การผ่าตัดทุกสาขาด้วยเหรอครับต้องใช้เวลาการเรียนกี่ปีกันล่ะเนี่ยหมอทาเคนากะเขาเป็นอาจารย์ของนายสินะ” หมอต้นอุทานออกมาพลางมองดนัย“ใช่” ดนัยพยักหน้า“โห...ยอดไปเลยเพื่อนได้คนระดับนั้นมาเป็นอาจารย์อยากเจอท่านหมอทาเคนากะสักครั้งจังแต่คงไม่ได้มาด้วยสินะเขาคงอายุมากแล้ว” หมอต้นพูด“หือนี่นายคิดว่าหมอทาเคนากะที่พูดถึงอายุเท่าไหร่เนี่ยต้น” ดนัยสงสัยเมื่อเห็นหมอต้นพูดแปลกๆ“ก็คงสักเจ็ดสิบล่ะมั้งเพราะกว่าจะศึกษาเล่าเรียนการผ่าตัดให้เชี่ยวชาญทุกสาขาได้ก็คงอายุประมาณนั้นแหละดูอย่างพวกเราดิกว่าจะเรียนจบศัลยแพทย์ทั่วไปยังใช้เวลาเกือบหกปี !!” หมอต้นพูดดนัยได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาเจ็ดสิบงั้นเหรอถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกฮิคาริว่ามีคนคิดว่าเธออายุเจ็ดสิบเธอจะคิดยังไงล่ะเนี่ย !! ดนัยคิดในใจ“ต้นจริงๆแล้วหม.....” ดนัยกำลังจะบอกอายุของฮิคาริที่ต้นเข้าใจผิดแต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคมือถือเขาก็มีสายเข้าเสียก่อน“โทษทีนะเพื่อนขอรับโทรศัพท์เดี๋ยว” ดนัยบอกก่อนจะรีบไปหยิบมือถือที่วางเอาไว้และคนที่โทรมาก็คือฮิคารินั่นเองเขาจึงรีบรับมันดนัยพวกเรามาถึงแล้วนะกำลังจะพาคนไข้ไปตรวจในฐานะที่นายเป็นหัวหน้าทีมแพทย์นายรีบมาเร็วเข้า !! เสียงฮิคาริดังมาจากปลายสาย“โอเคเข้าใจแล้วฉันเองก็อาบน้ำเสร็จแล้วขอแต่งตัวนาทีนึง” ดนัยพูดตอบกลับไปซึ่งการสนทานนี้เขาพูดคุยเป็นภาษาญี่ปุ่นหมอต้นกับหมอเอกจึงฟังไม่ค่อยจะเข้าใจ“จะไปแล้วเหรอมึง” หมอต้นเห็นท่าทางของดนัยก็พอจะเดาได้“ใช่ทีมของฉันมาแล้วพวกเขากำลังจะพาคนไข้ไปตรวจละเอียดน่ะคงใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ” ดนัยพยักหน้าการตรวจร่างกายคนไข้แบบละเอียดนั้นใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะมันต้องรอผลการตรวจเลือดและสารต่างๆในร่างกายจากห้องแล็ป“เออได้เอาไว้ค่อยคุยกันฉันกับหมอเอกเองก็มีผ่าตัดในอีกสิบห้านาทีเหมือนกัน” หมอต้นพยักหน้า“งั้นเอาเบอร์แกมาสิต้นเอาไว้มีเวลาค่อยนัดคุยกัน” ดนัยขอเบอร์ต้นเอาไว้“แลกเบอร์กันไปก็เท่านั้นล่ะเพื่อนอาชีพหมออย่างเรามีเวลากับเรื่องส่วนตัวที่ไหนทุกวันนี้แค่จะหาเวลากลับไปหาครอบครัวยังหาเวลาว่างไม่ได้เลย” หมอต้นพูดแต่ก็ยอมแลกเบอร์เอาไว้กับดนัยนั่นสินะเราเองแค่จะหาเวลาว่างออกไปซื้อของใช้ยังแทบหาเวลาไม่ได้เลยดนัยคิดในใจซึ่งอาชีพหมอนั้นเป็นอาชีพที่ต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับคนไข้วันนึงของหมอนั้นทำงานประมาณ 12 – 16ชั่วโมงแล้วแต่ว่าวันนั้นจะเจอเคสฉุกเฉินหรือไม่ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักมากๆแต่ก็นะคนที่จะเป็นหมอนั้นก็เตรียมใจสำหรับเรื่องพวกนี้มาก่อนแล้วทุกคนที่เลือกเส้นทางอาการการแพทย์นั้นได้อุทิศเวลาในอนาคตให้คนไข้ไปหมดแล้วจากนั้นดนัยก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกจากห้องแต่งตัวมุ่งหน้าไปหาน้องส้มมารีที่ห้องพักพิเศษทันทีห้องพักพิเศษครืด !! ดนัยเปิดประตูห้องเข้าไปทันทีก่อนจะเห็นว่าทุกคนในทีมมาอยู่ในห้องของน้องส้มมารีกันหมดแล้วแถมยังมีผู้อำนวยการที่มาถึงแล้วอีกด้วย“โทษทีครับที่มาช้า” ดนัยขอโทษทุกคน“ไม่เป็นไรหมอดนัยเรากำลังคุยกับคนไข้อยู่พอดี” ผู้อำนวยการบอกดนัยพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปคุยกับน้องส้มมารี“ว่ายังไงครับน้องส้มคุณอาหมอผู้อำนวยการคงบอกน้องส้มแล้วใช่มั้ยว่าเราต้องพาน้องส้มไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดน้องส้มพอจะทนไปกับหมออีกรอบได้มั้ย” ดนัยพูดกับเธอ“ได้ค่ะคุณหมอหนูทนเจ็บปวดมาตั้งมากแล้วทนอีกนิดหน่อยจะเป็นอะไรไปว่าแต่คุณพ่อกับคุณแม่หนูล่ะคะ” น้องส้มมารีถามถึงพ่อกับแม่ของเธอ“ป่านนี้คงลงจากเครื่องแล้วล่ะน่าจะกำลังเดินทางมาที่นี่อยู่ซึ่งระหว่างที่น้องส้มกำลังตรวจร่างกายหมอว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของน้องส้มคงมาถึงโรงพยาบาลพอดี” ดนัยตอบก่อนจะหันไปมองหน้าผู้อำนวยการ“ใช่พ่อกับแม่หนูกำลังเดินทางมาแต่พอดีบังเอิญว่าโทรศัพท์ของพวกท่านแบตหมดตอนที่คุยกันตอนลงจากเครื่องพวกท่านคงตื่นเต้นมากหลังจากรู้ว่ามีทีมหมอจัดการรับเรื่องการผ่าตัดของหนูแล้วถึงขนาดลืมชาร์ตแบตจากที่นู่นมาเลย” ผู้อำนวยการพูดซึ่งแน่นอนเขาได้บอกไปแล้วว่าการผ่าตัดสำเร็จและน้องส้มมารีเองก็ฟื้นแล้วซึ่งทางพ่อและแม่ของเธอก็ดีใจมากเมื่อได้ทราบเรื่องนี้“เข้าใจแล้วค่ะถ้าอย่างนั้นเราไปตรวจร่างกายกันเถอะค่ะหนูจะได้ออกมาเจอคุณพ่อกับคุณแม่เร็วๆ” น้องส้มมารีพูดอย่างกระตือรือร้น“โอเคถ้าอย่างนั้นเราไปกันเถอะครับ” ดนัยพยักหน้าให้ผู้อำนวยการก่อนพวกเขาจะเรียกพยาบาลมาเข็นเตียงของน้องส้มไปที่ห้องตรวจร่างกายและแล้วการตรวจร่างกายก็เริ่มขึ้นซึ่งเริ่มจากการตรวจหาเชื้อมะเร็งการตรวจหัวใจของน้องส้มมารีว่าทำงานได้ดีหรือไม่หลังจากการผ่าตัดตรวจวัดความดันตรวจหาโรคแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องระวังเป็นอย่างมากเพราะถ้าเผลอทำให้คนไข้อย่างน้องส้มมารีที่เป็นโรคเลือดได้แผลจนเลือดไหลขึ้นมาล่ะก็มีหวังต้องส่งเข้าห้องผ่าตัดอีกรอบเพื่อหยุดเลือดแน่นอนกว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจพวกนี้เวลาก็ใช้เวลาไปเกือบสี่ชั่วโมงหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจร่างกายพวกเขาก็พาน้องส้มมารีกลับมาที่ห้องพักพิเศษของเธอและเมื่อเปิดประตูเข้าไปน้องส้มมารีที่อยู่บนเตียงก็ตะโกนออกมาเสียงดัง“คุณพ่อ !! คุณแม่ !!”“ลูกแม่/ลูกพ่อ !!”พ่อและแม่ของน้องส้มมารีเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวก็โผล่เข้ามาหาทันที“ละ...ละ...ลูกเป็นยังไงบ้างไม่เจ็บใช่มั้ยหายใจออกหรือเปล่า” แม่ของน้องส้มมารีถามอาการลูกสาวด้วยความเป็นห่วงทันที“ฮึก...ฮึก...หนู....ไม่เจ็บ...แล้วค่ะ” น้องส้มมารีร้องไห้ออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำถามของแม่เธอ“ดี...ดีแล้วล่ะหนูไม่เจ็บตรงไหนอีกก็ดีแล้ว” แม่ของน้องร้องไห้ออกมาเมื่อได้ยินลูกสาวตอบเธอแต่การร้องไห้ครั้งนี้เธอไม่ได้ร้องเพราะเห็นลูกสาวเจ็บปวดทรมานแต่เป็นการร้องไห้จากการดีใจที่เห็นลูกสาวเธอหายจากความเจ็บปวดทรมานจากโรคร้ายแล้ว“ผมว่าเราปล่อยให้ครอบครัวได้ใช้เวลากันดีกว่านะครับพวกเราไปกันดีกว่า” ดนัยพูดกับคนอื่นๆในทีมของเขาซึ่งพวกเธอก็พยักหน้าก่อนจะค่อยๆหลบออกมาทำให้ในห้องเหลือแต่ผู้อำนวยการและครอบครัวของน้องส้มมารี“นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วกว่าผลการตรวจจะออกก็เกือบหกโมงเย็นเราไปหาอะไรกินกันมั้ยครับวันนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องท้องเสียแล้วผมจะพาไปกินอาหารอร่อยๆเอง” ดนัยบอกกับพวกเธอ“จริงเหรอหมอดนัยจะพาไปจริงๆนะฉันอยากกินข้าวมันไก่ประตูน้ำอ่ะตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นไม่มีเวลาไปกินเลยเพราะคนเยอะมาก” หมอมิโฮะพูดเธอนั้นอยากกินข้าวมันไก่ที่ว่ามานานแล้วถึงที่ญี่ปุ่นจะมีสาขาจากไทยมาเปิดแต่เธอก็ยังหาเวลาว่างไปกินมันไม่ได้เลย“หือประตูน้ำเลยงั้นเหรอไกลเอาเรื่องนะนั่น” ดนัยอุทานออกมา“ทุกคนว่าไงคะไปกินกันมั้ย” หมอมิโฮะหันไปหาคนอื่นๆเพื่อหาตัวช่วย“ได้สิคะฉันเองก็ได้ยินมานานแล้วว่าข้าวมันไก่ที่ว่าอร่อยมาก” หมอยูมิพยักหน้าเอาด้วย“ฉันยังไงก็ได้ค่ะว่าแต่ประตูน้ำเป็นที่แบบไหนกันนะ” รินะทำหน้าสงสัย“รู้สึกว่าจะเป็นสถานที่ขายเสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูกนะคะคุณรินะ” ซากิบอก“เสื้อผ้าแฟชั่น...แถมราคาถูกไปค่ะหมอดนัยรีบพาพวกเราไปประตูน้ำเร็วเข้า!!” รินะรีบบอกให้ดนัยพาไปทันทีซึ่งดนัยเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหาฮิคาริ“เธอเอาไงฮิคาริไปประตูน้ำรถติดมากนะ” ดนัยหันไปถามฮิคาริ“ยังไงก็ได้นะ” ฮิคารินั้นไม่เรื่องมากอะไรอยู่แล้วเพราะขนาดแอฟริกาเธอยังไปมาแล้วแค่รถติดจะลำบากแค่ไหนกันเชียว“โอเคไปก็ไป” ดนัยที่เห็นว่าทุกคนอยากจะไปจึงตกลงจากนั้นพวกเขาก็เดินไปที่ลิฟท์ทันทีแต่ก่อนที่ดนัยจะได้เดินไปไหนเขาก็ถูกแขนใครบางคนรั้งเอาไว้เสียก่อน“หือคุณพ่อของน้องส้ม !!” ดนัยหันกลับมาก่อนจะเห็นว่าคนที่รั้งแขนเอาไว้คือพ่อของน้องส้มมารีนั่นเอง“คุณคือหัวหน้าทีมแพทย์ที่มาจากญี่ปุ่นสินะครับผู้อำนวยการแจ้งเรื่องคร่าวๆให้ผมฟังแล้วขอบคุณมากนะครับที่ผ่าตัดให้ลูกสาวผม” พ่อของน้องส้มมารีบอก“ไม่เป็นไรครับมันเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว” ดนัยยิ้มให้เขา“ยังไงก็ต้องขอบคุณอยู่ดีครับถ้าเดือดร้อนหรือขาดเหลือเรื่องเงินอะไรบอกผมได้เลยนะครับผมเป็นนักธุรกิจมีเงินมากมายอยู่แล้วแต่ตลอดมาเงินมากมายที่ผมหาได้นั่นไม่เคยเอามาใช้ช่วยรักษาลูกสาวผมได้เลย” พ่อของน้องส้มมารีพูดด้วยความหดหู่เพราะไม่ว่าเขาจะมีเงินมากเท่าไหร่ก็ช่วยเหลือให้ลูกสาวเขาพ้นจากความเจ็บปวดจากโรคที่เป็นอยู่ได้เลย“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับเคสของน้องส้มนั้นเป็นเคสผ่าตัดศึกษาจากแพทย์สภาสากลซึ่งเราไม่ได้หวังเรื่องเงินอยู่แล้วครับ” ดนัยบอก“แต่ว่าผมอยากจะตอบแทน...”“เฮ้อ...ถ้าคุณอยากตอบแทนแล้วมีเงินเหลือใช้ล่ะก็ลองซื้อเครื่องมือแพทย์บริจาคดูสิครับเพราะขนาดโรงพยาบาลแถวหน้าอย่างโรงพยาบาลศิริราชยังใช้เครื่องมือแพทย์รุ่นเก่าอยู่เลยถ้ามีเครื่องมือรุ่นใหม่ๆล่ะก็ในอนาคตต้องช่วยเหลือคนไข้ได้อีกมากแน่ครับ” ดนัยบอกพลางนึกถึงเครื่องมือในห้องผ่าตัดที่ตกรุ่นแล้ว“หมอดนัยลิฟท์มาแล้วรีบมาเร็วเข้า !!” หมอยูมิเรียก“ลิฟท์มาแล้วผมขอตัวก่อนนะครับเดี๋ยวตอนฟังผลการตรวจเราก็ได้เจอกันอีกรอบ” ดนัยบอกกับพ่อของน้องส้มมารีก่อนจะขอตัวรีบไปที่ลิฟท์ทันทีทิ้งไว้แต่พ่อของน้องส้มมารีที่ยืนมองประตูลิฟท์ที่กำลังปิดจบ...