ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 53 สัตว์อสูรคลั่ง
สองวันผ่านไป
คาลอสร่วมเดินทางไปกับขบวนขนส่งสินค้าด้วยความสงบเสงี่ยม ตัวเขามีหน้าที่ช่วยปกป้องดูแลความปลอดภัยโดยรวม แลกกับการเดินทางติดตามกองคาราวานไปด้วย
ความจริงการเดินทางครั้งนี้มีทีมอเวกผู้คุ้มกันนับสิบคนอยู่แล้ว ที่กองคาราวานยอมให้คาลอสติดตามมาด้วยก็เป็นเพราะความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นของตระกูลพีไรซ์และสมาคมการค้า ไม่เช่นนั้นคงยากอยู่สักหน่อยที่จะให้เด็กหนุ่มไร้ประสบการณ์มารับหน้าที่นี้
คาลอสถูกวางให้ช่วยคุ้มกันขบวนส่วนกลาง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ค่อนข้างสบายที่สุด นอกเหนือจากจะมีสัตว์อสูรร้ายที่ยากจะจัดการ ส่วนใหญ่แล้วคาลอสไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้กลุ่มผู้คุ้มกันบางคนไม่พอใจเช่นกัน แต่ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะคนที่จ้างวานพวกเขาก็คือกลุ่มพ่อค้า จะจัดวางคนเข้ามาเพิ่มอย่างไร หากไม่ได้กระทบกับภาพรวมความปลอดภัย ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะทัดทานได้
คาลอสร่ำลาครอบครัว ติดตามกองคาราวานเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ จากบ้านจากเมืองที่คุ้นเคยไปสู่อาณาเขตใหม่ที่ไม่คุ้นตา
จากกลางวันสู่กลางคืน จากกลางคืนสู่เช้าวันใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีสิ่งใดน่ากังวลใจ กองคาราวานเดินทางอย่างต่อเนื่อง มีหยุดพักบ้างเป็นระยะ ส่วนตอนกลางคืนก็ค้างแรมที่ซากปรักหักพัง บ้างก็กางกระโจมข้างโขดหินใหญ่เพื่อกันลม
การเดินทางของกองคาราวานนั้นเป็นระบบระเบียบ รู้ว่าตรงไหนควรหยุด จุดไหนควรมุ่งหน้าต่อ เหมือนกับว่าวางแผนการเดินทางรวมถึงกะระยะเวลาทั้งหมดในการเดินทางไว้เสร็จสรรพแล้ว นับว่าเป็นกลุ่มพ่อค้าที่มีระเบียบมากกลุ่มหนึ่ง
วันนี้ก็ย่างเข้าวันที่สามแล้วนับตั้งแต่เดินทางออกจากเมืองปากัส พวกเขาไม่ได้แวะเมืองเล็กๆ ตามรายทางเลยแม้แต่เมืองเดียว อีกไม่นานก็จะถึงเมืองขนาดกลาง B-24 กองคาราวานใช้สัตว์อสูรเทียมเกวียนในการเดินทางตลอดมา ความเร็วของพวกมันไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารถยนต์ที่ตระกูลพีไรซ์ครอบครองแม้แต่น้อย ทั้งยังมีข้อดีตรงที่สะดวกในการเดินทางผ่านภูมิประเทศทุรกันดารมากกว่า
“หยุดรถ!” เสียงตะโกนดังมาจากหน้าขบวน เป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรลากเทียมที่ตะโกนออกมา
“ด้านหน้าเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูร พวกเราทุกคนพักกันก่อน รอให้มันผ่านไปแล้วเราค่อยเดินทางกันต่อ” ชายที่อยู่ด้านหน้าสุดแจ้งกับหัวหน้าพ่อค้า รวมถึงประกาศให้คนโดยรอบได้ยินด้วย
ชายผู้นี้เป็นอเวกระดับสาม แต่ความสามารถในการควบคุมสัตว์อสูรของเขานั้นไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สัตว์อสูรเชื่อง เลี้ยงดูสัตว์อสูร รวมถึงตรวจสอบรัศมีของสัตว์อสูรจากระยะไกลเขาก็ทำได้หมด นับเป็นกำลังสำคัญที่กองคาราวานขบวนนี้ขาดไม่ได้ จึงได้รับหน้าที่หลักเป็นผู้ควบคุมบังเหียนในการเดินทางครั้งนี้
เมื่อขบวนขนส่งสินค้าหยุดลง เหล่าผู้คุ้มกันและพ่อค้าก็ลงมาจากเกวียน ค่อยๆ สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระมัดระวัง คาลอสเองก็โผล่หัวของเขาออกมาด้วยเช่นกัน จากการรับรู้อันเฉียบแหลมของอเวกระดับที่เจ็ด เขาก็สัมผัสถึงความอันตรายจากระยะไกล
สิ่งที่ทำให้เขาต้องรู้สึกได้ถึงความอันตรายมีไม่มากนัก บางทีมันอาจจะเป็นผู้คน สัตว์อสูร หรือกลุ่มสัตว์อสูรที่มีพลังมากพอสมควร คาลอสจ้องมองไปยังทิศทางที่ขบวนสินค้ากำลังมุ่งหน้าไป มันมีความผันผวนของพลังงานหลายสายกระจายอยู่ มีทั้งพลังราบเรียบสดใส และพลังที่หยาบกระด้างดิบเถื่อน
'บางที...อาจจะเป็นกลุ่มคนที่กำลังสู้กับสัตว์อสูร?' คาลอสคาดเดาจากพลังงานที่ผันผวนออกมา มันมีพลังหลายสาย มีทั้งพลังงานที่พอจะเดาได้ว่ามาจากมนุษย์ กับพลังที่เขาไม่คุ้นเคย คาดว่าน่าจะเป็นพลังงานที่แผ่ออกมาจากสัตว์อสูร
พลังงานที่เหมือนจะเป็นของมนุษย์ค่อยๆ ลดความผันผวนลงไปทีละนิดๆ ดูเหมือนว่าแหล่งกำเนิดพลังแต่ละสายจะหายไปทีละแห่ง ราวกับมนุษย์เหล่านั้นไม่สามารถรอดชีวิตจากเงื้อมมือของสัตว์อสูร ค่อยๆ ลดจำนวนลงทีละคนสองคน
คาลอสเดินออกมาจากคันรถ ขมวดคิ้วจ้องมองไปเบื้องหน้า การลดลงของกลุ่มคนทำให้คาลอสรู้สึกไม่ปลอดภัย เห็นได้ชัดว่าจากพลังที่แผ่ออกมา คนเหล่านั้นไม่ใช่อเวกระดับต่ำ แต่กลับตกลงตายกันไปทีละคนราวกับไม่อาจต้านทานได้เลย
“เสียงของมันกำลังเข้ามาใกล้ขึ้น” จากนั้นไม่นาน อเวกผู้ควบคุมสัตว์อสูรก็พูดออกมาด้วยเสียงแผ่วๆ
ประสาทการรับรู้ของเขาค่อนข้างอ่อนไหวกับเสียงรอบกาย เมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นเพียงเล็กน้อย เขาก็อนุมานได้แล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันใกล้เข้ามามากขึ้น
ไม่นานนัก เสียงที่ได้ยินก็ดังมากขึ้นจริงๆ จนแม้แต่กลุ่มอเวกผู้คุ้มกันก็ได้ยินเสียงนั้นแว่วมาด้วย มันเป็นเสียงคำรามของสัตว์อสูร และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของมนุษย์
ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรตัวนั้นจะมีเพียงตัวเดียว แต่เสียงร้องคร่ำครวญของมนุษย์ดูจะมีอยู่ไม่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มของมนุษย์ไม่มีกำลังแม้แต่จะต้านทานได้
นั่นอาจหมายความว่าคนด้านหน้าเป็นกลุ่มคนอ่อนแอไร้พลัง แต่กลุ่มคนอ่อนแอไร้พลังจะมาเดินทางข้ามผ่านดินแดนรกร้างที่อันตรายนี้โดยไม่มีกองกำลังของอเวกคุ้มกันมาด้วยเลยหรือ?
ผู้ที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดเห็นจะเป็นคาลอสที่สังเกตเห็นความผันผวนของพลังมาโดยตลอด เขารู้ดีว่าคนกลุ่มนั้นมีอเวกที่ระดับสูงกว่าระดับที่สามอยู่หลายคน หากสัตว์อสูรตัวนั้นไม่แข็งแกร่ง เป็นไปได้หรือที่จะไล่สังหารกลุ่มอเวกระดับกลางได้ง่ายดายขนาดนี้ คนตั้งมากมาย แต่ไม่มีใครสามารถต้านกลับไปได้เลย ทำได้เพียงแค่หนีเอาชีวิตรอด
เสียงกรีดร้องของผู้คนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะเงียบไป แต่เสียงการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด ไม่นานสัตว์อสูรและคนที่หลบหนีก็ปรากฏตัวในลานสายตาของกลุ่มพ่อค้า
เป็นชายชราผู้หนึ่งที่กำลังอุ้มหญิงสาวหลบหนีการไล่ล่าจากสัตว์อสูร ดูเหมือนว่ากลุ่มผู้รอดชีวิตจะเหลือเพียงสองคนนี้เท่านั้น
“ท่านลุงดารัส ด้านหน้ามีคนอยู่!” หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของชายชราชี้มือไปด้านหน้า ทำให้ชายชราที่ห่วงหน้าพะวงหลังต้องหันมามอง
“บ้าเอ๊ย!” ชายชราสบถออกมาทันทีที่เห็นกองคาราวานตรงหน้า ตัดสินใจเบี่ยงตัวหลบไปทิศทางอื่นในทันที
ทั้งพ่อค้าและกลุ่มผู้คุ้มกันของคาราวานเห็นฉากดังกล่าวต่างก็ตกใจและรู้สึกโล่งใจไปพร้อมๆ กัน ชายชราตรงหน้าช่างจิตใจสูงส่ง! หากอีกฝ่ายมีเจตนาร้ายต้องการใช้พวกเขาเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ตนเองหลบหนีต่อไปได้ ความฉิบหายคงมาเยือนกองคาราวานแห่งนี้ไปแล้ว
ดูจากความเร็วในการเคลื่อนที่ของผู้ล่าและผู้ไล่ล่า ทั้งคู่ต้องมีระดับไม่ต่ำกว่าระดับห้า บางทีอาจจะเป็นระดับที่หก เมื่อคิดถึงการต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ทรงพลังขนาดนั้นกลุ่มผู้คุ้มกันต่างก็ตัวสั่น ไม่มีคนใดเลยในกลุ่มพวกเขาที่เป็นอเวกระดับห้า นี่ยังไม่พูดถึงความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรที่เหนือกว่าอเวกในระดับเดียวกัน
กลุ่มผู้คุ้มกันแต่เดิมไม่ได้มีใครที่มีระดับพลังเกินกว่าอเวกระดับสี่ ยกเว้นก็แต่......คาลอส
คาลอสที่ขอติดตามกองคาราวานมาด้วยจ้องเขม็งไปที่เหตุการณ์เบื้องหน้า เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าชายชราเป็นอเวกระดับที่หกด้วยความสามารถที่แสดงออกมา ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่สามารถแบกภาระอย่างหญิงสาวติดตัวมาด้วยในขณะหลบหนีได้
ซึ่งสัตว์อสูรตนนั้นก็เป็นสัตว์อสูรระดับที่หกด้วยเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเป็นเป้าหมายที่ตึงมืออเวกระดับหกอย่างมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อสู้ไปพร้อมกับดูแลปกป้องใครคนอื่นไปด้วยได้ ลำพังเพียงตั้งสติไม่ให้ตัวเองพลาดท่าก็ยากแล้ว
ชายชราผู้มีมโนธรรมเบี่ยงตัวออกจากเส้นทางเดิมที่มุ่งหน้ามา ไม่ต้องการจะลากคนอื่นๆ มาเสี่ยงชีวิตด้วย การกระทำในครั้งนี้ช่วยชีวิตคนในกองคาราวานได้จริงๆ เพราะแม้สัตว์อสูรตัวดังกล่าวจะมองเห็นกลุ่มมนุษย์
เบื้องหน้า แต่มันก็เลือกที่จะไล่ตามเป้าหมายเดิมไปมากกว่า
ผลั่ก!
“อั่ก” น่าเสียดายที่มโนธรรมในจิตใจไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับยิ่งแย่ลงไปอีก
เนื่องจากการชะงักงัน เปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ทำให้สัตว์อสูรระดับหกติดตามชายชราและหญิงสาวได้ทันในเวลาไม่นาน กรงเล็บของมันข่วนเข้าที่แผ่นหลังของชายชราเป็นแนวยาว
ชายชราป้องกันหญิงสาวในอ้อมแขนสุดชีวิต ใช้แผ่นหลังเข้ารับการโจมตีของสัตว์อสูรเต็มๆ
ร่างของเขาเสียการทรงตัว ล้มกลิ้งไปกับพื้นพร้อมกับหญิงสาวในอ้อมแขน ฝุ่นฟุ้งกระจายจนคนทั้งคู่มอมแมมไปหมด สภาพดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
สัตว์อสูรเคลื่อนที่เข้ามาประชิดตัวในทันที แทบไม่มีเวลาเหลือให้คนทั้งคู่ได้ลุกขึ้นหนี ชายชราทำได้เพียงหันหน้าเพื่อเตรียมต่อกรกับสัตว์อสูรตรงหน้า แววตาหนักแน่นไม่หวั่นไหว อย่างน้อยเขาก็เป็นอเวกระดับที่หก หากสู้จนตัวตายคงพอจะรั้งมันไว้ได้สักพักหนึ่ง
“คุณหนูวิ่งหนีไป!” ชายชราตะโกนพร้อมกับตั้งท่าเตรียมต่อสู้ ไม่แม้แต่จะหันไปมองหญิงสาวที่กำลังยันกายขึ้นมาจากพื้น
ปัง!
สิ้นเสียงตะโกน การโจมตีก็มาถึงในฉับพลัน ถึงชายชราจะป้องกันตัวเองได้ทัน แต่ร่างของเขาก็ลอยออกไปไกลหลายเมตร ทิ้งให้หญิงสาวเผชิญหน้าอยู่กับสัตว์อสูรแต่เพียงผู้เดียว
ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ริมฝีปากขยับสั่น ทั้งร่างแข็งเกร็งทำอะไรไม่ถูก เหมือนมีมัจจุราชมาอยู่ตรงหน้า เตรียมพรากชีวิตน้อยๆ ของเธอ
ทันใดนั้น ร่างสูงในกลุ่มกองคาราวานก็ขยับตัว ความเร็วของอเวกระดับเจ็ดถูกใช้งานเต็มที่ เพียงกะพริบตาร่างนั้นก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหญิงสาว
ปึง!
กรงเล็บของสัตว์อสูรที่เหวี่ยงเข้ามาถูกหยุดไว้ด้วยฝ่ามือเล็กๆ ของชายหนุ่ม ร่างของเขายืนนิ่งมั่นคงไม่หวั่นไหว แรงตะปบของสัตว์อสูรตัวใหญ่ไม่สามารถทำให้เขาขยับออกจากจุดเดิมได้
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองศัตรู กระทืบเท้าลงกับพื้น ปล่อยหมัดตรงด้วยแขนอีกข้างกระแทกเข้าใส่สัตว์อสูรที่ตัวใหญ่กว่าตนเองเกือบสี่เท่า ทำเอาร่างของมันไถลครูดไปกับพื้นจนเป็นรอยยาวขณะที่ร่างของชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งมั่นคงไม่ไปไหน ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาจนสัตว์อสูรตรงหน้ายังสัมผัสได้
“กร๊าซซซ” ฝ่ายที่ถูกดันให้ถอยกลับไปร้องคำรามออกมาเพื่อขู่ขวัญ แต่มันยังไม่กล้าโจมตีใส่คนตรงหน้าในทันที มนุษย์ตรงหน้าให้ความรู้สึกที่เป็นอันตราย หากมันผลีผลามทำอะไรลงไปอาจพาตัวเองไปสู่จุดจบได้ง่ายๆ
หนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์อสูรจดจ้องกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างสูงจะกระแทกเท้าพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดทิ้งไป